Discovery Learning


เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร ให้ไปคุยเรื่อง Discovery Learning ให้กับพนักงานฝ่ายวิชาการของพิพิธภัณฑ์ฯ ฟังผมได้รับการบอกกล่าวว่า ทางพิพิธภัณฑ์ฯ กำลังเตรียมการที่จะเปิดอาคารใหม่เพิ่มเติมในปีใหม่นี้ เพราะฉะนั้นจึงมีการคิดถึงเรื่องแนวคิดและรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเอื้อให้เด็กๆ ที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ที่เรียกว่า Discovery Learning

ผมรับเชิญเพราะอยากสนับสนุนกิจกรรมประเภทนี้ให้มากขึ้นในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายนั้น สถาบันเดิม เช่น ครอบครัว วัด และโรงเรียน ไม่สามารถหรือไม่อยู่ในวิสัยที่จะจัดการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว เราต้องค้นหาสถาบันหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในชุมชน หรือสังคมในด้านการจัดการด้านกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาเสริม พิพิธภัณฑ์ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำหน้าที่จัดการด้านกระบวนการเรียนรู้ได้ ถ้ามีการจัดการที่ดีและมีแนวคิดชัดเจน

ความคิดเบื้องต้นที่ผมได้พูดคุยในวันนั้นน่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมเสนอความคิดไว้อย่างนี้ครับ

Discovery Learning ถ้าแปลตรงตัวก็คงแปลว่า การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (ด้วยตนเอง) ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนรู้ด้วยการบอก รู้ด้วยการสอนแบบที่ระบบโรงเรียนนิยมทำกัน

การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (ด้วยตนเอง) มิได้หมายความว่า ไม่ต้องการความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนจากใครหรือจากอะไรเลย ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้นั้นเกิดจากกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวคน กับสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา หรือจะเรียกว่าสภาพแวดล้อมก็ได้ เด็กที่เกิดมาใหม่ๆ มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมแคบๆ ก็ย่อมเรียนรู้ได้น้อยกว่าเด็กโตที่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมได้มากกว่า เพราะฉะนั้นการให้เด็กหรือผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวมากเท่าไร โอกาสที่เขาจะเรียนรู้ก็ย่อมมีมากขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าเราจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้มากเท่าไร โอกาสที่เด็กหรือผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ก็ย่อมมากขึ้น เพราะฉะนั้น การเรียนรู้แบบค้นพบ (ด้วยตนเอง) จึงต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้นี้อาจมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติหรือจะเป็นการจัดขึ้นก็ได้ อย่างเช่นในทางพุทธศาสนา ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้มากเป็นพิเศษ เพื่อให้ชาวพุทธได้เกิดการเรียนรู้จนถึงขั้นปัญญา (Wisdom) ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ คือ การมีอริยวินัยหรือธรรมวินัยอันเป็นเสมือนเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของชุมชนสงฆ์

หรือการเรียนรู้ของลูกๆ ในครอบครัวก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในครอบครัวนั่นเอง เช่นเดียวกับการเรียนรู้ในโรงเรียน ซึ่งสภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ในที่นี้ มิได้หมายความถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้ด้วย

สำหรับการจัดพิพิธภัณฑ์ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งมีสิ่งที่นำมาตั้งแสดงมากมายและมีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อเข้าไปดูแล้วมิได้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อะไรมากนัก เพราะการจัดสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเรียนรู้

ขณะเดียวกันก็มีพิพิธภัณฑ์อีกจำนวนมากที่จัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ ให้ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างชนิดแจ่มชัดทั้งในรูปของเอกสาร คำอธิบายต่างๆ เป็นต้น แต่เป็นการให้การเรียนรู้ที่ไม่ใช่แบบ Discovery Learning เพราะไม่มีกิจกรรม หรือกระบวนการที่ทำให้ผู้ที่เข้ามาดูได้มีโอกาสค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ถ้าต้องการให้เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเอง การจัดสภาพแวดล้อมก็ต้องให้เอื้อกันทั้งในด้านกายภาพ กิจกรรม และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุดังนั้นการจัดพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เกิด Discovery Learning จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความสนใจใคร่รู้ เกิดคำถาม อยากค้นหาคำตอบ มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์หรือกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงด้วยตัวของเขาเอง แล้วไม่ว่าจะใช้เครื่องมือ อุปกรณ์แบบเก่า หรือทันสมัยที่เรียกว่า ICT ก็ตามแต่ต้องเป็นชนิดที่เรียกว่า Interactive Approach

ยังมี Discovery Learning อีกประเภทหนึ่ง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความสามารถในการวิเคราะห์ และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ เช่น สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว และเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นด้วยตนเอง

การเรียนในระบบโรงเรียนนั้นยากที่จะเกิด Discovery Learning ประเภทนี้ เพราะเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะแยกส่วนอย่างมากทั้งในด้านเนื้อหาแ ละวิธีการแสวงหาความรู้ แม้จะมีความพยายามผลักดันให้มีกระบวนการเรียนการสอน แบบที่เรียกว่า “บูรณาการ” ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง การสอนก็ยังเป็นรายวิชา แม้แต่ในสาขาวิทยาศาสตร์ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบธรรมชาติ ดังที่สมัยเก่าเรียกวิชาการด้านนี้ว่า “ธรรมชาติวิทยา” แต่ในยุคหลังๆ นี้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้แยกส่วนออกอย่างชัดเจน เช่น ฟิสิกส์ ชีวะฯ เคมี เป็นต้น แม้แต่ในแต่ละสาขาก็ยังแยกย่อยออกไปอีก เช่น ชีววิทยาก็แบ่งเป็นสัตว์และพืช เป็นต้น

จริงอยู่ว่า การแยกส่วนในลักษณะนี้อาจช่วยให้การศึกษาเรียนรู้ไปได้ลึก แต่จะสูญเสียการเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องประกอบด้วยความสามารถเข้าใจถึงความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ได้ และในขั้นสุดท้ายต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนะ ค่านิยม และพฤติกรรมในเรื่องนั้นๆ ด้วย

เพราะฉะนั้นในหลายๆ กรณี สิ่งที่เราเข้าใจกันว่า เป็นการเรียนรู้ก็เป็นเพียงการรับรู้ (Reception of Information) เท่านั้น...

ผมเชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า Discovery Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง เป็นการเรียนรู้ที่มีความยั่งยืนยาวนาน เราจึงต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ชนิดที่สามารถค้นพบได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเรียนรู้ (Learning) ด้วยช่องทางใดก็ตาม ทางการอ่าน การได้ฟัง การเลียนแบบ การลงมือปฏิบัติ การมีปฏิสัมพันธ์ การสอน เป็นต้น (ซึ่งแต่ละคนมีช่องทางการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเรียนรู้ได้ดีจากการอ่าน บางคนจากการฟัง บางคนจากการลงมือปฏิบัติ บางคนจากการสอน เป็นต้น)

การจัดสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้หรือการจัดให้มีเงื่อนไขการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการค้นพบด้วยตนเองจึงเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. บรรยากาศของการเรียนรู้ต้องให้ผู้เรียนมีอิสระเสรีในการทำกิจกรรมการเรียนรู้
2. สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ต้องช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความกระหายใคร่รู้
3. ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผู้เรียนสามารถหยิบมาใช้ได้ในการทำกิจกรรมค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
4. มีระบบพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้เขียน
เงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ดังกล่าวอาจเรียกว่าเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process Management) ก็คงได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยการจัดการดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเกิดกระบวนการเรียนรู้แบบ Discover Learning ดังที่ต้องการได้

แต่การเรียนรู้ที่ค้นพบด้วยตนเองประเภทที่มิได้มีการจัดการก็มีเช่นเดียวกัน ดังเช่นวิธีที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปเรียนรู้อะไรต่างๆ จากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติจากการได้สัมผัส ลองผิดลองถูก จากการเฝ้าสังเกต ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเองแทบทั้งนั้น หรือเด็กยุคก่อนที่การเรียนรู้ส่วนหนึ่งเกิดจากการเที่ยวเล่น ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดน้ำตามแม่น้ำลำธาร ปีนป่ายต้นไม้ หรือเดินป่า เป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีค้นพบด้วยตนเองมากทีเดียว (ในยุคต่อมาก็ยังมีการเรียนรู้ทำนองนี้บ้างเมื่อโรงเรียนให้มีการเรียนวิชาลูกเสือหรือเนตรนารี)

แต่ในสังคมปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ชีวิตผู้คนเร่งรีบมากขึ้น การใช้ชีวิตแต่ละวันมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย การจัดการการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่มีการจัดการกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและวางแผนอย่างดี การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้น้อยและส่วนมากแล้วเป็นเพียงการ “รับรู้” มากกว่า “เรียนรู้”

ผมคิดว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน โรงเรียน หรือองค์กรอื่นๆ ในสังคม น่าจะได้พิจารณาสนับสนุนให้มีกลไกที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเองให้มากขึ้น

... เพราะ Discovery Learning สร้างคนให้รู้จักคิดอย่างเป็นระบบ และมีความสามารถในการวิเคราะห์เชื่อมโยงได้อย่างดี หรือเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงนั่นเอง


(update 20 เมษายน 2005)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 106 มกราคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600