ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อมีการใช้ทฤษฎี Multiple Intelligence


แม้ว่าการศึกษาจะพัฒนาไปไม่หยุดยั้ง แต่นับศตวรรษที่ผ่านมาการเรียนการสอนในโรงเรียนส่วนใหญ่ ยังคงมุ่งเน้นความสามารถเฉพาะทางด้านภาษาและทางด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์เท่านั้น เด็กที่ถนัดทางด้านนี้จึงเป็นเด็กที่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพและเรียนรู้ได้ดีที่สุด และเป็นการมองข้าม 'อัจฉริยะ' ในตัวเด็กที่เรียนไม่เก่งไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่จริงแล้วเด็กเหล่านี้มีความสามารถทักษะอื่นๆ แฝงอยู่ที่ทำให้เขาอาจกลายเป็นนักกีฬา นักดนตรี ศิลปิน จิตรกร นักธรรมชาติวิทยา ดีไซเนอร์ นักเต้น นักแสดงในภายภาคหน้าได้ กระทั่งเด็กหลายคนถูกตีตราว่า เป็นเด็กปัญญาทึบบ้างเด็กไม่เอาถ่านบ้าง ไปจนถึงเด็กสมาธิสั้นเนื่องจากการเรียนการสอนที่เอื้อเฉพาะเด็กที่ถนัดทางด้านภาษาและตรรกะ

นับตั้งแต่ทฤษฎี Multiple Intelligence (พหุปัญญา) ของ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เป็นที่แพร่หลาย นักการศึกษาและคุณครูจำนวนมากก็เห็นว่าทฤษฎี MI นี้น่าจะช่วยให้เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น และจะ “ไม่มีนักเรียนคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” (No Child Left Behind)

ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ปรับใช้ทฤษฎี MI กระจายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกานับร้องโรง และ MI ก็สามารถปรับใช้ได้กับการเรียนการสอนทุกระดับชั้น ไม่ว่าอนุบาล ประถม มัธยม รวมไปถึงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ถ้าเรารู้ตัวว่าเรามีความถนัดเช่นไร แล้วปรับเทคนิคการเรียนรู้ การจำ การทำงานให้เหมาะสม เราก็จะสามารถพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้นได้ อีกทั้งยังเรียนรู้อย่างมีความสุขด้วย

การใช้ทฤษฎี MI ในห้องเรียน สิ่งสำคัญจะต้องกระตุ้นเด็กให้ค้นหาและฝึกฝนความสามารถที่มีอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางใดก็ตาม ด้วยสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่จะปลุก 'อัจฉริยะ' ในตัว ครูจึงต้องได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักใช้เทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น ใช้ดนตรี ศิลปะ การแบ่งกลุ่ม เกม สื่อที่หลากหลาย ทัศนศึกษา การแสดงความรู้สึกนึกคิดและอื่นๆ

โรงเรียนที่ใช้ทฤษฎี MI ในการเรียนการสอน บางโรงเรียนใช้กรอบหลักสูตรจากส่วนกลาง ส่วนรายละเอียดนั้นใช้วิธีการแบบ MI มาจัดการเรียนการสอนในสาระวิชาต่างๆ อาจจะใช้เป็นรายวิชา หรือจะใช้ในการบูรณาการกับวิชาอื่นๆ ก็ได้ อาทิ
  • ความสามารถทางภาษา บูรณาการกับคณิตศาสตร์เช่น ให้เล่าเรื่องหรือเขียนเกี่ยวกับเวลา เส้น หรือให้เล่าเรื่องจากการอ่านแผนที่

  • ความสามารถทางคณิตศาสตร์ บูรณาการกับวิชาการละคร เช่น ให้ทำบัญชีคิดต้นทุนงบประมาณค่าใช้จ่าย วัดเวที ทำโมเดลย่อส่วน ตารางเวลาซ้อมละคร

  • ความสามารถทางมิติสัมพันธ์ บูรณาการกับวิชาสังคม เช่น ทำหุ่นโมเดล ทำแผนที่ วาดภาพประกอบ

  • ความสามารถทางดนตรี บูรณาการกับวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น เรียนรู้เรื่องคลื่นเสียง ทำเครื่องดนตรี

  • ความสามารถทางการเคลื่อนไหว บูรณาการกับวิชาดนตรี เช่น ให้ร้องเพลงพร้อมปรบมือเข้าจังหวะ เต้นรำ

  • ความสามารถในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บูรณาการไปกับกิจกรรมกลุ่มในวิชาใดก็ได้

  • ความสามารถในการเข้าใจตนเอง บูรณาการไปกับกิจกรรมกลุ่มเช่นกัน หรือกิจกรรมที่ปรึกษา

นอกจากนั้นยังใช้เทคนิคต่างๆ เข้าประกอบ เพื่อช่วยกระตุ้นเด็กที่มีสไตล์การเรียนรู้ต่างๆ กันให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น

ผู้เรียนที่ถนัดทางด้านการเห็น
  • ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นรูปภาพ ชาร์ต แผนที่ แผนผัง
  • พยายามให้เด็กๆ ได้เห็นครูพูด อธิบาย และแสดงท่าทางชัดเจน
  • ใช้สีช่วยไฮไลต์ประเด็นสำคัญในหนังสือ หรือข้อความที่ครูเขียน
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้ซักถามครู หรือเขียนคำถาม
  • ให้เด็กได้วาดสิ่งที่คิดเป็นภาพก่อน หรือพูดคุยเบนด์สตรอมกันก่อนจะให้เด็กเขียนบรรยาย
  • ให้เด็กเขียนบรรยายและวาดภาพประกอบ
  • ใช้สื่อหลากหลายรูปแบบ คอมพิวเตอร์ วิดีโอ วิซีดี
  • สร้างบรรยากาศห้องเรียนที่สงบเงียบ ไม่มีเสียงพูดคุยรบกวน
  • อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบ
  • สอนเทคนิคการจำเป็นภาพ
ผู้เรียนที่ถนัดทางการฟัง
  • ให้ร่วมวงสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถกเถียงประเด็นต่างๆ
  • ให้ออกมาพูด รายงานหน้าชั้น
  • ใช้เทปอัดเสียงแทนการจด
  • อ่านออกเสียง
  • ใช้เสียงช่วยในการจำ
  • ให้บรรยายความรู้สึกนึกคิด
  • บอกให้คนอื่นจด
ผู้เรียนที่ถนัดทางการเคลื่อนไหว
  • ให้เวลาพักเบรกบ่อยๆ
  • ให้เคลื่อนไหวร่างกายไปด้วยประกอบการเรียนเรื่องใหม่ๆ
  • ให้ยืนมากกว่านั่ง
  • ให้เคี้ยวหมากฝรั่งขณะเรียน
  • ใช้สีสดๆ ไฮไลต์ข้อความสำคัญ
  • ตกแต่งห้องเรียนด้วยโปสเตอร์ความรู้ต่างๆ
  • ฟังเพลงขณะทำงาน
  • เวลาอ่านเรื่องหรือบทความ ให้อ่านคร่าวๆ ครั้งหนึ่งก่อนอ่านรายละเอียด
บางโรงเรียนใช้วิธีตั้งเซ็นเตอร์หรือฐานกิจกรรมการเรียนรู้ 7-8 ฐานในชั้นเรียน ตามลักษณะของ MI เพื่อให้เด็กๆ ได้เวียนเข้าไปเรียนรู้หัวข้อความรู้ที่กำหนดไว้ตามฐาน เช่น เรียนรู้เรื่องโลก
  • building center หรือฐานมิติสัมพันธ์ให้เด็กๆ ใช้ดินน้ำมัน 3 สีปั้นเป็นชั้นของเปลือกโลก 3 ชั้นซ้อนกันเป็นลูกโลกกลมๆ แล้วให้เด็กผ่าครึ่ง ก็จะเห็นภาพหน้าตัดของโลก และเห็นชั้นของเปลือกโลก

  • math center หรือฐานคณิตศาสตร์ ให้เด็กเรียนรู้เรื่องของตรีโกณที่เกี่ยวกับโลก เช่น เส้นผ่านศูนย์กลาง เส้นรอบวง รัศมี ฯลฯ

  • reading center หรือฐานการอ่าน ให้เด็กได้อ่านเรื่องราวที่มีเนื้อหาสนุกๆ เกี่ยวกับการสำรวจโลก

  • music center หรือฐานดนตรี ให้เด็กๆ ได้ฟังเพลงขณะเรียนคำศัพท์เกี่ยวกับโลก เช่น earth crust mantle core ฯลฯ

  • art center หรือฐานศิลปะ ให้เด็กๆ ตัดกระดาษเป็นวงกลมหลายๆ ขนาดหลายสี นำมาซ้อนกันและเขียนชื่อชั้นของเปลือกโลก

  • working together center หรือฐานความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แจกกระดาษที่มีคำถามเกี่ยวกับโลก แล้วให้เด็กๆ ช่วยกันคิดหาคำตอบ

  • personal work center หรือฐานความเข้าใจตนเองให้เด็กๆ เขียนบรรยายความรู้สึกนึกคิดของตัวเองในประเด็นที่ว่า “ถ้าจะเดินทางไปที่ใจกลางของโลก เด็กๆ จะเอาอะไรติดตัวไปด้วย”

เด็กๆ จะเวียนไปตามเซ็นเตอร์ต่างๆ ภายในเวลา 2 ? ชั่วโมง ซึ่งไม่ว่าเด็กคนไหนจะมีความถนัดเช่นไรก็จะได้เรียนรู้เรื่องโลกกันทุกคน

ทุกๆ วันเด็กจะเรียนรู้เรื่องที่กำหนดจากฐานเหล่านี้ผ่านวิธีการ 7 วิธีด้วยกันคือ โดยการอ่าน การพูด การเขียน การคิดคำนวณ ร่วมกันคิดแก้ปัญหา เคลื่อนไหว ลงมือทำ ร้องเพลง เต้นรำ ทำงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ

จะดีสักแค่ไหน ถ้าเด็กๆ ของเราทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้แบบนี้


(update 10 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กรกฎาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600