ครอบครัว...คือพลัง


ครอบครัวนั้น เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม เป็นรากฐานของสังคมและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของสังคม ที่จะช่วยจรรโลงให้คนทุกคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ได้อยู่รวมกันอย่างสันติ... ถ้ามีครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจกัน

มีคำกล่าวว่า บ้านธรรมดาๆ นั้น...สร้างจากอิฐ หิน ดิน ทราย
แต่บ้านของครอบครัวที่มีความสุขนั้น... สร้างจากความรักและความเข้าใจ

ครอบครัวเกิดจากคนสองคนที่มาจากต่างถิ่นฐานบ้านช่อง บางครั้งต่างชาติต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่เมื่อเขาและเธอสองคนมีใจตรงกันที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความรัก ความผูกพันแล้ว ครอบครัวที่พวกเขาสร้างขึ้นจะเปี่ยมไปด้วยพลัง... พลังแห่งรักนั่นเอง

"ครอบครัว คือ พลังของผม" นักแข่งรถผู้ยิ่งใหญ่นาม ชูมัคเกอร์ ให้สัมภาษณ์

ใครที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์เนชั่นภาษาอังกฤษในวันที่ 14 มกราคม 2548 คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับที่จะเขียนให้อ่าน... ในหน้ากีฬาหน้า 11 บีนั้น มีคอลัมน์ไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ลงภาพของชูมัคเกอร์ วีรบุรุษแห่งการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน... หรือแข่งรถสูตรหนึ่ง ยืนคู่กับคู่ชีวิตด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสบ่งบอกถึงความสุข

ความสุขของการมีใครสักคนที่รู้ใจ เข้าใจ อยู่ใกล้ชิด...ด้วยความรัก

และเป็นพลังอันสำคัญใหญ่หลวงที่จะผลักดันให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง เพราะพลังรักจากคู่ชีวิตนั้น เป็นพลังสร้างสรรค์อันจะเปรียบปานมิได้ ซึ่งถ้าใครได้ประสบกับตัวเอง ก็คงจะต้องยอมรับในพลังรักอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

...และเป็นพลังผลักดันที่ทำให้บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งการแข่งรถผู้นี้ ชนะเลิศเป็นแชมป์โลกถึง 7 สมัยทีเดียว

มีคนพูดเสมอๆ ว่า... เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของชายผู้ยิ่งใหญ่นั้น มักจะมีผู้หญิงคนหนึ่งเสมอ ผู้หญิงคนที่เขามอบความรักความไว้วางใจให้ และเป็นพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่ของเขา เหมือนที่เขาให้สัมภาษณ์ว่า "ครอบครัวคือพลังของผม" นั่นเอง

เขาเชื่อว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขานั้น มาจากครอบครัวเขาส่วนหนึ่ง และความเชื่อนี้เป็นความเชื่อของคนอีกหลายๆ คน ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน

ชูมัคเกอร์ ให้สัมภาษณ์ไว้น่าฟังว่า
" เฟอรารี่ ช่วยเหลือพวกเรา ให้พวกเราได้มีเวลาส่วนตัว เพราะย่อมจะแน่นอนว่า คุณต้องการสิ่งแวดล้อมที่คุณสามารถจะมีความสุขกับชีวิตส่วนตัวได้ เป็นที่ๆ คุณจะสามารถเติมพลังชีวิตของคุณให้เต็ม เหมือนเติมแบตเตอรี่ให้มีพลังเต็มเปี่ยมนั่นเอง..."

ใครจะรู้ได้ว่า นั่นเป็นคำพูดของผู้ชายวัย 36 ซึ่งคนทั่วๆ ไปยากนักที่จะเห็นการแสดงออกในด้านนุ่มนวล ลุ่มลึกไปด้วยปรัชญาของการดำรงชีวิตคู่ที่มีความสุข เพราะภาพของเขาที่ปรากฏ ดูราวกับเป็นบุรุษเหล็กผู้กล้าแกร่ง พร้อมที่จะทำงานประดุจเครื่องจักรที่ไม่มีการแสดงสีหน้าให้ปรากฏ จนหลายต่อหลายคนให้ฉายาเขาว่า เป็น... "มนุษย์น้ำแข็ง" "
แต่เขา ชายผู้กล้าแกร่งคนนั้น... ก็มีเวลาที่แสดงความอบอุ่น นุ่มนวล เหมือนกัน โดยเฉพาะในเวลาส่วนตัวที่เขาอยู่ร่วมกันกับครอบครัวของเขา

...คนเรานั้น ไม่ว่าทำงานหนักขนาดไหน ควรจะหาเวลาส่วนตัวที่จะเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป ในการดำเนินชีวิตประจำวันบ้าง แล้วจะรู้ได้ว่ามีพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่สามารถจะเติมให้เต็ม เพื่อที่จะกลับมาสู้กับการดำเนินชีวิตประจำวันที่เร่งรีบและเคร่งเครียดต่อไป

ชูมัคเกอร์ ไม่ได้ลังเลใจแม้แต่น้อยนิดเลยว่า... ความสำเร็จของเขาในทุกวันนี้ มาจากพลังของครอบครัวของเขา ครอบครัวของสามีภรรยาและบุตรอีก 2 คน หนึ่งหญิง หนึ่งชาย

...ช่างเป็นครอบครัวในอุดมคติเสียจริงๆ
" ในสถานการณ์ที่คับขันตึงเครียด คุณต้องการใครสักคนที่คุณสามารถจะพึ่งพิงได้ ใครสักคนที่รอให้กำลังใจคุณอยู่ ใครสักคนที่พร้อมจะปลอบใจคุณในเวลาที่คุณผิดหวัง ใครสักคนที่เข้าใจในความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างของคุณ และใครสักคนที่เมื่อต้องการให้คุณทำงานน้อยลงหรือหยุดพักผ่อน ใครคนนั้น ก็จะแตะเบรก

..และคุณก็รู้ว่า เป็นเวลาที่คุณจะต้องพักผ่อนเพื่อเติมพลังชีวิตใหม่แล้ว

พวกเขา...ครอบครัวของผมอยู่ที่นั่นเสมอ ในเวลาที่ผมต้องการพวกเขา เราอยู่ด้วยกัน และเราร่วมแรงร่วมใจกันในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ร่วมกันจนเกิดเป็นพลังแห่งชีวิตขึ้นมา และเป็นพลังที่ทำให้คุณมีกำลังใจและมีพลังที่จะต่อสู้กับชีวิตและอุปสรรคต่างๆ ต่อไป

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ต้องการคู่ชีวิตที่เข้มแข็ง เสียสละ และอดทน รวมทั้งเป็นคู่ชีวิตที่มีความสุขและสามารถทำให้เขามีความสุขร่วมกัน"
เขากล่าวต่อไปว่า ... " บริษัทเฟอรารี่สนับสนุนในทุกๆ ทาง เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว และการมีเวลาว่างให้ครอบครัว เพื่อที่จะได้พบกับชีวิตส่วนตัวที่อบอุ่น และทุกคนในบริษัทไว้วางใจผมในทุกๆ ด้าน นั่นทำให้คุณเป็นคนมีความสุขในการที่จะได้ทำงาน

คนที่มีความสุขในการทำงาน ...ผลงานที่ออกมาย่อมจะเยี่ยมยอดอย่างแน่นอน"

ชูมัคเกอร์ เพิ่งจะบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิไปเป็นเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขาบอกว่า
" การบริจาคช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากนั้น เป็นสิ่งที่สมควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง ผมเป็นคนโชคดีที่สามารถทำรายได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล และผมต้องพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสมดุล โดยการแบ่งปันบางส่วนให้เพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยาก

มันอาจจะเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของผม มันอาจจะไม่เห็นผลในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่การทำบุญด้วยการบริจาคนั้น เป็นวิธีการสอนที่ดีที่สุด ที่คุณจะให้แก่ลูกๆ ของคุณ เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นในอนาคต"
คนเราเกิดมาเพื่อพึ่งพากัน... ไม่ใช่หรือ
และคนที่มีความรักในหัวใจ ย่อมจะมีครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นพลังให้เขาเสมอ

ขอให้ผู้ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ จงเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ชายคนอื่นๆ ด้วย ปัญหาครอบครัวของคนในสังคมยุคใหม่อาจจะลดน้อยลงไป

...ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว!!


(update 2 มีนาคม 2005)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 662วันที่ 7 - 13 ก.พ. 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600