เมล็ดพันธุ์ แห่งความรุนแรง


”พอเห็นน้องร้องลูกคนโตก็คว้ามีดปอกผลไม้แล้วก็ชี้ที่น้องพูดว่า
'จะเงียบไหม ถ้าไม่เงียบเดี๋ยวแทงนะ' ...พยายามอดทนกับสามี เพราะไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก แต่พอเห็นลูกชายทำแบบนี้ทำให้เริ่มคิด... ลูกกำลังเลียนแบบสิ่งที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน...”

เรื่องของคุณพรทิพย์ เป็นเพียงกรณีหนึ่ง ตัวอย่างในหลายกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงในชีวิตคู่ และจะเชื่อหรือไม่หากบอกว่า มีมากกว่าร้อยละ 40 ที่ฝ่ายหญิงถูกกระทำความรุนแรงจากคู่ของตน นี่ยังไม่นับความรุนแรงในครอบครัวในระดับหรือรูปแบบอื่นๆ ...หรือคุณคิดว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในครอบครัวของคุณ ?

ในงานวิจัยเรื่อง “ความรุนแรงในชีวิตคู่กับสุขภาพผู้หญิง” ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิผู้หญิง โดยสุ่มตัวอย่างจากประชากร 2 จังหวัด พบว่า

มีผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 40 ที่ถูกกระทำความรุนแรงจากคู่ของตน ในที่นี้หมายรวมไปถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคู่ของตนด้วยและจากการรวบรวมของมูลนิธิเพื่อนหญิง (พ.ศ.2543-2544) พบว่า มีถึง 228 กรณี โดยร้อยละ 72 เป็นกรณีที่ทำร้ายกัน หรือทำร้ายตัวเองจนถึงแก่ชีวิต แยกได้ว่าเป็นกรณีสามีฆ่าภรรยาร้อยละ 39 ภรรยาฆ่าสามีร้อยละ 14 ภรรยาฆ่าตัวตายร้อยละ 5 แม่ฆ่าลูกร้อยละ 6 และพ่อฆ่าลูกร้อยละ 7 ... ช่างเป็นตัวเลขที่น่าพรั่นพรึงเสียจริงๆ


วัฒนธรรมในบ้าน และสุขภาพของสังคม

คนเราน่าจะแต่งงาน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความรัก แต่กลับมีกรณีประเภทนี้อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกเมื่อเชื่อวัน เรื่องเหล่านี้ นอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของชีวิตคู่แล้วยังมีผลต่อสุขภาพครอบครัว ผู้ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือลูก เพราะเขาอาจจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกาะกุมจิตใจของผู้ที่ควรจะให้ความรักกับเขา หรืออีกนัยหนึ่งเขาอาจจะซึมซับเอาวัฒนธรรมความรุนแรงที่ได้เห็นทุกเช้า-เย็น... เมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง และโหดร้ายเริ่มเติบโตขึ้นในตัวลูกคุณแล้วครับ...ดังที่ รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิชกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เคยให้ทัศนะกับผู้เขียนไว้ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า...
”ในบางกรณีเด็กที่เห็นสภาพอย่างนั้นเห็นว่า การที่แม่ถูกทำร้ายก็คิดว่ามันไม่ถูกต้อง ก็อาจกระทำกลับไปกับพ่อของตัวเองเป็นการตอบโต้ ก็มีกรณีในหนังสือพิมพ์ซึ่งลูกอายุ 14 เห็นพ่อทำกับแม่มาตลอดก็ทนไม่ไหวเลยใช้ปืนยิงพ่อตาย เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง ถ้าครอบครัวนั้นมีลูกและลูกเห็นภาพที่พ่อกระทำความรุนแรงกับแม่ มันจะเป็นการส่งต่อ ในเรื่องของการใช้วัฒนธรรมความรุนแรงจากรุ่นต่อรุ่นส่งทอดต่อกันโดยไม่คิดว่ามันเป็นความรุนแรง โดยในเด็กผู้ชายจะซึมซับเอาว่าการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้หญิงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายสามารถทำได้ ส่วนเด็กผู้หญิงเห็นแม่ซึ่งเป็นภรรยายอมพ่อ เขาก็อาจจะเติบโตมาแล้วก็คิดว่า เป็นภรรยาแล้วก็ต้องอดทนรับการกดขี่จากสามี

ตรงนี้เป็นเรื่องอันตราย ตามที่เราเห็นจากข่าวทุกวันๆ ว่า นักเรียนหญิงถูกผู้ชายฉุด ผู้ชายรุมข่มขืนผู้หญิง ตรงนี้ใครบอกได้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรถ้าไม่ใช่วัฒนธรรมที่รับมา ซึ่งอาจจะมาจากที่บ้านก็ได้ ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องของสุขภาพสังคม ที่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ขณะเดียวกันสังคมยังเพิกเฉยต่อการที่คนถูกกระทำต่อหน้าเรา ไม่สามารถมีกลไกหรือระบบวิธีคิดในกลุ่มสังคมตรงนี้ว่าเราจะแก้ไขยังไง สภาพอย่างนี้เป็นสภาพที่เราต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร”
เรื่องน่าเศร้าเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อเราแต่งงานกับใครสักคน ย่อมหวังที่จะสร้างครอบครัวแสนสุข มีลูกที่น่ารักซึ่งจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนดีของสังคม สาเหตุของความรุนแรงนั้น บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจ เนื่องด้วยบางครั้งเราเองเสียอีกที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ต้องอย่าลืมว่า ... เรา... ทั้งคุณพ่อหรือคุณแม่เอง อาจจะกำลังร่วมกันเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง และโหดร้ายให้เติบโตในตัวดวงใจน้อยๆ ของเราก็เป็นได้... แล้วคุณล่ะครับ กำลังเพาะเมล็ดพันธุ์อะไรอยู่ ?


"สื่อ" จำเลยต่อความก้าวร้าวรุนแรง

การที่มีผู้กล่าวว่า เด็กเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมาจากสื่อนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากว่าเด็กได้รับการดูแลและชี้แนะอย่างใกล้ชิดถึงสิ่งดีและไม่ดี รวมทั้งได้รับความอบอุ่นที่เพียงพอจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เขาน่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี แต่ถ้าครอบครัวของเราร้อนระอุ เย็นชาหรือแผดเสียงหรือทำร้ายร่างกายกันตลอดเวลา ละครสดที่แสดงถึงความรุนแรงตรงหน้าน่าจะมีผลต่อหนูๆ มากกว่าสื่อเสียอีก...ก่อนจะใช้อารมณ์มีสติถึงดวงใจตัวน้อยๆ สักนิดนะครับ!


หนทางหลีกเลี่ยงความรุนแรง

ต้องรู้จักสื่อสาร เพราะทางออกจริงๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากมายอะไร ถ้าหากทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยังรักและเป็นห่วงเจ้าตัวน้อยเพียงแค่พยายามสื่อสารกันว่า ภาวะผิดปกติในครอบครัวมาจากอะไร พร้อมทั้งหาทางร่วมกันแก้ไข ไม่ให้ลุกลามความรุนแรงก็จะไม่เกิด


ในกรณีที่ความรุนแรงได้เกิดขึ้นมาแล้ว

ต้องรีบหาทางแก้ไข เช่น ปรึกษาจิตแพทย์ หรือหน่วยงานของรัฐที่ให้ความช่วยเหลือ เช่น ศูนย์นารีรักษ์ ที่ให้บริการแบบ One Stop Service ที่โรงพยาบาลรามา ซึ่งให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2201 1145, 0 2201 1153 และ 0 2201 1115


(update 23 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 มีนาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600