คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่หลายท่าน อาจจะเริ่มมีความสับสนในความคิดของตัวเองว่า
เอ! เราจะคลอดเองดีหรือผ่าคลอดดี คลอดเองจะเจ็บไม๊ ปีนี้ก็ ค.ศ.2004 แล้ว การแพทย์วิวัฒนาการไปมากมาย
การผ่าท้องคลอดก็คงจะพัฒนาไปมากใช้เวลาแค่ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ประกอบกับความก้าวหน้าของเครื่องมือและตัวแพทย์
น่าจะปลอดภัยกว่าคลอดเองไม๊ นี่เป็นความคิดที่คุณแม่อาจมีอยู่ในใจโดยไม่รู้จะไปปรึกษาใครดี
บันทึกคุณแม่ฉบับนี้ผมเลยอยากแก้ความสับสนในหัวใจคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือใกล้คลอด
ว่าจะวางแผนอย่างไรกันดี
การผ่าท้องคลอดเป็นวิวัฒนาการสำคัญทางสูติศาสตร์ที่นับเป็นหัตถการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับมารดาที่ไม่สามารถคลอดได้เองทางช่องคลอดอย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตามถ้าสามารถคลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัย ผมขอยืนยันและนั่งยันว่า
การคลอดทางช่องคลอดก็ยังคงถือว่าเป็นวิธีการคลอดในอุดมคติ แม้ว่าการผ่าตัดในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยสูงก็ตาม
แต่จากการประมวลความรู้ในปัจจุบันพบว่า การผ่าท้องทำคลอดในรายที่ไม่มีข้อบ่งชี้มีผลเสียมากกว่าผลดี
การผ่าท้องทำคลอดในรายที่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัยจึงถือเป็นหัตถการที่ไม่จำเป็น
เป็นอัตราการผ่าท้องทำคลอดที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้อัตราการตายปริกำเนิดและอัตราการตายของมารดาลดลง
ปัจจุบันนี้อัตราการผ่าท้องทำคลอดที่ไม่จำเป็นมีอัตราสูงขึ้นมาก
ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง การผ่าท้องทำคลอดสามารถกระทำได้ตามใจชอบของหมอหรือคุณแม่
หรือควรทำเฉพาะรายที่มีความจำเป็นทางสูติศาสตร์เท่านั้น เป็นหัตถการที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์เลือกหรือไม่
(ในรายที่คุณแม่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัด) ตามความเห็นของผู้รู้ทั้งหลาย (รวมทั้งผมด้วย) ต่างแนะนำว่า
ควรทำเฉพาะในรายที่มีความจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการผ่าท้องทำคลอดในรายที่ไม่มีความจำเป็น
มีข้อเสียค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการให้คลอดทางช่องคลอด เพราะในความเป็นจริง
ประเทศที่มีการผ่าท้องทำคลอดสูง (มากกว่าร้อยละ 15) ก็มิได้มีอัตราการตายของมารดาและทารก
ลดลงกว่าประเทศที่มีอัตราการผ่าท้องทำคลอดต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 10) อย่างประเทศญี่ปุ่น
หรือประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งอัตราการตายดังกล่าวกลับต่ำที่สุดในโลก
อัตราการผ่าท้องทำคลอดที่เหมาะสมองค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ไม่ควรเกินร้อยละ 15 ของการคลอด
หมายความว่า หากอัตราการผ่าท้องทำคลอดที่สูงไปจากนี้จะไม่ช่วยลดอัตราการตายปริกำเนิด
อัตราภาวะทุพพลภาพ และอัตราการตายของมารดา
คุณแม่เองควรจะทราบถึงข้อเสียของการผ่าท้องทำคลอดเมื่อเปรียบเทียบกับการคลอดทางช่องคลอด
สิ่งแรกที่เห็นชัดๆ ก็คือ
- ค่าใช้จ่าย การผ่าท้องทำคลอดถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่
ต้องอาศัยความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ทำให้มีค่าใช้จ่ายมาก ในประเทศไทยมีรายงานว่า
ถ้าลดอัตราการผ่าท้องทำคลอดลงได้ร้อยละ 1 จะสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้
ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี
- แม้ว่าการผ่าท้องทำคลอดในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยสูง
แต่ก็ยังมีความเสี่ยงโดยรวมสูงกว่าการคลอดทางช่องคลอดเกือบ 3 เท่า
- นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากกว่า (โดยทั่วไปแล้วจะเสียเลือดเป็น 2 เท่า
ของการคลอดทางช่องคลอด และมีความเสี่ยงจากการได้รับเลือด เช่น การติดเชื้อ หรือการแพ้)
- เสี่ยงต่อการดมยาสลบมากกว่า
- นอนโรงพยาบาลนานกว่า รวมทั้งยังมีผลให้การเริ่มต้นให้นมบุตรด้วยมารดาเองช้าออกไป
- การนัดมาผ่าท้องคลอดทำให้มีโอกาสเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้
- เจ็บตัวและปวดภายหลังคลอดมากกว่า มีแผลเป็นที่หน้าท้อง
- มีภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัดสูงกว่า เช่น มีไข้ ติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตัน
ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ปวดท้องเรื้อรัง พังผืด ลำไส้อุดตัน
การผ่าท้องทำคลอดในครรภ์ต่อไปสูงกว่าและยากกว่า
- เสี่ยงต่อการเกิดมดลูกแตกในครรภ์ต่อไป หากมีอาการผ่าท้องทำคลอดมากกว่า 2 ครั้ง
ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดมดลูกแตกเป็น 5 เท่าของการผ่าท้องทำคลอดมาเพียงครั้งเดียว
และยังมีการเพิ่มภาวะแทรกซ้อนในครรภ์ต่อไปหลายประการ เช่น รกเกาะต่ำ รกติด
และตกเลือดหลังคลอด
ความเชื่อของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์รวมทั้งครอบครัวที่เชื่อว่าการผ่าท้องทำคลอดมีผลดีต่อทารก
มากกว่าการให้คลอดทางช่องคลอด ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยขอให้แพทย์ผ่าท้องทำคลอดให้
โดยไม่มีข้อบ่งชี้ พบว่าร้อยละ 7.7 ของอัตราผ่าท้องทำคลอดเกิดจากความต้องการของคุณแม่เอง
นอกจากนี้แนวโน้มที่ครอบครัวจะมีลูกกันน้อย ทำให้สตรีเลือกที่จะผ่าท้องทำคลอด
รวมทั้งการอ้างสิทธิของผู้ป่วยในการมีสิทธิ์ขอทำคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับในเชิงจริยธรรมนัก
เพราะคุณแม่ควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
ผมเองเข้าใจดีว่า คุณแม่เองบางคนกลัวการคลอด เนื่องจากฟังคุณแม่ท่านอื่นที่เคยคลอดเองทางช่องคลอด
รวมทั้งอาจจะดูหนังไทยว่า เวลาคลอดลูกมันช่างเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงใด อยากกระซิบให้คุณแม่ทราบว่า
เดี๋ยวนี้การคลอดแบบธรรมชาติ (โดยไม่อาศัยยาใดๆ เลย) คุณแม่หลายคนพึงพอใจหากได้เรียนรู้
วิธีการคลอดแบบธรรมชาติ ซึ่งหากคุณแม่สนใจผมอาจจะนำมาเล่าสู่กันฟังว่ามันเป็นอย่างไร
ผมอยากให้คุณแม่เข้าใจว่าการผ่าท้องทำคลอดควรทำในรายที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
เช่น ทารกท่าผิดปกติ รกเกาะต่ำ ทารกมีความเสี่ยงหากปล่อยให้คลอดทางช่องคลอด
คุณแม่เชิงกรานแคบ ตัวเตี้ย ทารกตัวใหญ่มาก ฯลฯ ซึ่งคุณหมอจะเป็นคนแนะนำว่า
คุณแม่มีข้อบ่งชี้หรือไม่ การดูฤกษ์ยามเพื่อผ่าท้องคลอดนั้น ผมไม่เชิงจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ลบหลู่
เราควรเดินสายกลางคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกในท้องและตัวคุณแม่เป็นสำคัญ
อย่ากลัวการคลอดทางช่องคลอดจนเกินเหตุ เพราะมีคุณแม่หลายคนที่คลอดทางช่องคลอด
แล้วบอกเองเลยว่า รักลูกคนนี้สุดชีวิตเลย จริงๆ ครับ
(update 16 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
|