Gen Y… เวิลด์ไวด์


” แม่รู้มั้ยว่า ที่บุชชนะเลือกตั้งเพราะว่าคนอเมริกันชอบล่อร่ามากกว่าเมียเคอร์รี่”

....................................

แหม เด็กสมัยนี้เขาเวิลด์ไวด์จริงๆ ค่ะ มีคนพูดว่าเด็ก Generation Y เนี่ย ฉลาดรอบรู้ ใครทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนในโลกนี้ เขารู้หมด

ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะเขาอยู่กับสื่อวันละเกือบ 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะวันหยุดละแทบไม่ได้ลุกจากหน้าจอไปไหน ไม่ว่าจอทีวีหรือจะคอมพิวเตอร์...

ยุคนี้เป็นยุคของสื่อครองโลก ชีวิตประจำวันของเราแวดล้อมด้วยการสื่อสารสมัยใหม่ไฮเทค ข้อดีของมันทำให้การติดต่อสื่อสาร รับรู้ข้อมูล วิทยาการต่างๆ จากอีกซีกโลกหนึ่งอย่างรวดเร็วทันใจ

แต่ทว่า “เหรียญมีสองด้านเสมอ” อะไรที่ดีมีประโยชน์ก็มักจะมีข้อเสียตามมาด้วย สิ่งแวดล้อมลูกเราก็เช่นกันค่ะ

ขอหยิบ diary ของสาวน้อยวัยทีนมาให้เห็นภาพกิจวัตรประจำวันที่แวดล้อมไปด้วยสื่อ เพื่อเตือนใจว่า อีกไม่นานลูกวัยพรีทีนของคุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้ก็ได้
ตื่น 10.00 น. (เมื่อคืนเล่นเกมนอนดึก) ยังไม่ทันจะทำอะไร นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานยังมีเรื่องเมาท์ไม่เสร็จ โทรมือถือถึงเพื่อนเมาท์เรื่องคาใจ... อ๊ะ เปลืองเงินเติม บอกเพื่อนเดี๋ยวแช็ตกันต่อดีกว่า เปิดอินเทอร์เน็ต SMS ซะอีกเป็นชั่วโมง...รู้ป่าว เจโลไปลดน้ำหนักมาก... ดูเรียลลิตี้ยายปารีสรึเปล่า... เขาว่าบริตนีย์ทำนม... อารอนคาร์เตอร์หล่อชะมัด... เพื่อนบอกให้เปิดทีวีด้วย ตอนนี้ MTV กำลังฉายมิวสิกของเอมิเนม... คิกคัก คิกคัก... ถึงบ่ายสาม พักหาอะไรกินหน่อย 5 โมงเย็นเริ่มต้นหย่อนอารมณ์กับเกมออนไลน์เกมใหม่... พ่อห้ามเรียก แม่ห้ามบ่น กำลังสะสมคะแนนทำแต้ม คร่ำเคร่ง คร่ำเคร่ง... เที่ยงคืน หลับกันหมดทั้งบ้าน เล่นต่อสบายอุรา... ตีสาม...ไม่ไหวแล้วนอนดีฝ่า พรุ่งนี้ทำแต้มต่อ
ตัวอย่างนี้อาจจะยังไม่มีปรากฏในวัยพรีทีน ลูกวัยพรีทีนเขาอาจจะติดเกม ติดทีวี เป็นอย่างๆ ไป แต่ถึงวัยทีนเมื่อไหร่ จะครบวงจรการสื่อสาร เพราะเขามีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น

อยากจะเตือนใจคุณพ่อคุณแม่ค่ะว่า ถ้าเราปล่อยให้ลูกของเราขลุกอยู่กับสื่อมากไป โดยมองแต่แง่ดีว่ามันทำให้ลูกเราฉลาดรอบรู้เวิลด์ไวด์ หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วลูกเราก็รับข้อมูลที่ไม่ดีมาด้วย และโดยที่ลูกเรายังอ่อนเยาว์อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นซะด้วย การกรองข้อมูลจึงเป็นเรื่องยาก เขาก็จะเปิดรับอะไรที่มันดึงดูดความสนใจซะมากกว่าจะเปิดรับสาระความรู้

แล้วอะไรที่ว่าน่าดึงดูดใจนั้นมันมักจะมีพิษภัยซ่อนอยู่ด้วย มาดูกันว่า ด้านมือของเวิลด์ไวด์มีพิษภัยอะไรแฝงอยู่บ้าง
  • ล่อให้บริโภค สิ่งที่สอดแทรกมากับสื่อเสมอ คือโฆษณาขายสินค้าค่ะ ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่บอกว่าชอบดูซะด้วย เพราะโฆษณานั้นเขาลงทุนวิจัยมาแล้วว่าจะทำโฆษณาอย่างไรให้เตะตาติดใจคนดู (ถึงกับซื้อสินค้าเขาด้วย) เด็กๆ จึงเห็นโฆษณาได้มากกว่าเราค่ะ ขณะที่เด็กๆ ชมรายการทีวี 1 ชั่วโมง เด็กอาจจะได้เห็นโฆษณาถึง 10 ครั้ง เป็นเวลารวม 10 นาที แล้วสมมติว่าถ้าเด็กดูทีวีวันละ 4 ชั่วโมงล่ะคะ ก็จะได้ดูโฆษณาวันละ 40 ครั้ง หรือ 40 นาที มีงานวิจัยพบว่า เด็กที่ดูทีวีมากจะเรียกร้องให้พ่อแม่ ซื้อนั่นซื้อนี่มากกว่าเด็กที่ไม่ดูทีวี

    แล้วงานวิจัยของไทยเรานี่เอง พบว่าโฆษณาที่เป็นสปอนเซอร์ในรายการสำหรับเด็กของเราเป็นขนมกรุบกรอบซะมาก ผลน่ะหรือคะ เด็กไทยของเราก็เลยบริโภคขนมกรุบกรอบเป็นเงีนปีละเท่ากับงบประมาณของกระทรวง 6 กระทรวงทีเดียว

  • เสนอเซ็กซ์และความรุนแรง มันอาจจะเป็นภาพชินตา และถูกอ้างว่าเป็นงานศิลปะ ภาพนักร้อง แต่งตัว ร้องเพลงด้วยท่าทางเซ็กซี่ในมิวสิกวิดีโอ ฉากเลิฟซีนในภาพยนต์ที่มีตั้งแต่จูบปากกันดูดดื่มถึงลีลาการร่วมรักหรือภาพปกนิตยสารและแฟชั่น ที่ไม่ค่อยแตกต่างจากหนังสือปลุกใจ รวมถึงฉากสยองขวัญ ฟันกันหัวขาดกระเด็น เลือดพุ่งกระฉูด เกมออนไลน์ ไล่ฆ่าฟันฝ่ายตรงข้ามอย่างหนำใจ

    พอมีคนออกมาบอกว่าเด็กๆ ดูสื่อพวกนี้แล้วจะทำให้ก้าวร้าว เด็กเจนฯ วายอาจจะร้องว่าแม่ๆ ป้าๆ คิดมากไปรึเปล่า มันเป็นเรื่องของการใช้เทคนิคไฮเทคสมัยใหม่เท่านั้นเอง ... แต่แม่ๆ ป้าๆ ก็ขอยืมงานวิจัยมากมายจากสถาบันทางการแพทย์ต่างๆ มายืนยันค่ะ เพราะจากการที่เขาเก็บข้อมูลมากกว่า 30 ปี พบว่ากาเสพสื่อที่ก้าวร้าวรุนแรงนำไปสู่ทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมที่นิยมความก้าวร้าวรุนแรงได้จริงๆ และถ้าเสพสื่อที่ก้าวร้าวเป็นเวลานาน จะทำให้กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงได้ง่าย

  • ให้คุณค่า “ความดัง” มากกว่า “ความดี” งานวิจัยดังกล่าวยังบอกอีกว่า คนที่ติดการเสพสื่อ นานไปจะได้รับอิทธิพลในเรื่องค่านิยมในเรื่องความโลภ อยากได้ใคร่ดี หยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว อยากดัง เพราะสื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอเรื่องราวของคนดัง ข่าวที่ฮือฮา รายการประกวดแข่งขันที่นำมาซึ่งชื่อเสียงเงินทองในชั่วพริบตา

  • ทำให้เสพติด เสียเวลา เรื่องแบบนี้ไม่ต้องทำวิจัยพ่อแม่ก็รู้ดีค่ะ เพราะเมื่อไรที่ลูกได้ลงนั่งหน้าจอไม่ว่าจอทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์ ยากที่แซะให้เขาลุกไปทำอย่างอื่น เพราะสื่อเร้าอารมณ์ให้ติดตาม อะดรีนาลินหลั่ง เกิดการเสพติดอยากดูอยากเสพอย่างต่อเนื่อง เด็กซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะที่จะยับยั้งความต้องการได้มากนัก จึงเสียเวลาไปกับการเสพสื่อวันละหลายชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลาไปในการพัฒนาทักษะด้านอื่นที่จำเป็นต้องพัฒนาในช่วงวัยนี้ เช่น พัฒนาทักษะสังคมที่ต้องการการพูดคุย การปรับตัวกับคนอื่น พัฒนาร่างกายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พัฒนาความสนใจเฉพาะทาง เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ อ่านหนังสือ งานวิจัยพบว่า เด็กที่ดูทีวีหรือเสพสื่อต่างๆ น้อย จะมีผลการเรียนดี

  • ทำให้สมาธิสั้น เรื่องนี้มีงานวิจัยยืนยันเช่นกันค่ะ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเยล ติดตามเด็กอเมริกันที่ชอบดูทีวีเป็นเวลา 20 ปี พบว่าเด็กที่ดูทีวีมากๆ โตขึ้นจะเป็นคนไม่ค่อยมีจินตนาการ ขาดการพักผ่อน ก้าวร้าวมากกว่าคนที่ไม่ค่อยดูทีวี ไม่ค่อยมีสมาธิ ยิ่งกว่านั้นในหนังสือ Culture Jam : The Uncooling America วิเคราะห์ไว้ว่า รายการทีวีสมัยใหม่ที่นิยมนำเสนอรายการแบบฉับไวตัดภาพไปมาเป็นช่วงสั้นๆ ทั้งมุมกล้อง เนื้อหา เพลงประกอบ และโฆษณา อย่างรายการของ MTV ซึ่งมีการตัดภาพไปมา 60 ฉาก/นาที เป็นการกระตุ้นคนดูให้หลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความสนใจและเกิดการเสพติด “ความเร็ว” ซึ่งในโลกจริงเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของคนเราไม่ได้เดขึ้นหรือสัมฤทธิ์ผลอย่างรวดเร็ว เหมือนในฉากภาพยนตร์หรือมิวสิกวิดีโอ หรือในการคลิกเมาท์คอมพิวเตอร์ การเสพติดความเร็วนี้ทำให้เด็กยุคใหม่สมาธิสั้น รอคอยไม่เป็น ต้องการผลสำเร็จโดยไม่พยายาม

สื่อต่างๆ กำลังเข้ามาเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทต่อลูกเราหลายด้าน และถ้าเราเชื่อว่า สิ่งแวดล้อมคือปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมเลี้ยงดูลูกเรา ขอให้เราเลือกสรรสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยดึงลูกออกห่างพิษภัยของสื่อด้วยค่ะ



ทดแทนสื่อด้วย...
ในบ้าน
  • คุณพ่อคุณแม่กลับบ้านเร็วขึ้น ชวนลูกทำกับข้าว ออกกำลังกาย เล่นเกมด้วยกัน
  • หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนลูก
  • ให้ลูกฝึกเล่นดนตรี
  • หางานอดิเรกให้ลูกทำตามความสนใจของเขา
  • ชวนลูกทำงานประดิดประดอย ซ่อมรถ สะสมของเล่น
  • ชวนกันอ่านหนังสือ
  • ให้ลูกชวนเพื่อนมาบ้าน
  • ชวนลูกวาดรูป ทำงานศิลปะ ฯลฯ
นอกบ้าน
  • ให้ลูกไปฝึกเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ
  • ชวนลูกไปหาซื้อหนังสือใหม่ๆ
  • ไปเที่ยวต่างจังหวัด
  • พาลูกไปแหล่งเรียนรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ งานนิทรรศการต่างๆ
  • ส่งลูกไปค่าย
  • พาลูกไปบ้านญาติหรือเพื่อนที่มีลูกวัยเดียวกัน
  • ไปร่วมกิจกรรมกลุ่มต่างๆ เช่น เข้าชมรมดูนก ขี่จักรยาน ฯลฯ


(update 20 เมษายน 2005)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 106 มกราคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600