Computer & Television impact on Kids


ผลกระทบที่พ่อ-แม่กำหนดให้ “ลูก”

ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและสำนักงานล้วนแต่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้จึงจำต้องเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงจะสามารถทำงานผ่านเครื่องใช้ต่างๆ ได้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์เหตุนี้จึงทำให้ผู้ปกครองต้องการให้ลูกได้พัฒนาความสามารถผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันท้องตลาดก็มีการผลิตซอฟต์แวร์สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนออกวางจำหน่าย นอกจากที่บ้านแล้ว คอมพิวเตอร์ ยังได้รุกคืบเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กและ ร.ร.เตรียมอนุบาลมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นยิ่งผลักดันให้ผู้ปกครองเร่าหาคอมพิวเตอร์มาให้ลูกเร็วที่สุดทำให้เริ่มมีการโต้เถียงกันได้ว่า เด็กสมควรจะเรียนรู้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่เล็กหรือไม่ จะมีผลดีผลเสียกับเขาอย่างไร

ในอีกด้านหนึ่งก็มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของโทรทัศน์ทำลายสมองและพัฒนาการที่ดีลูกหรือไม่อย่างไรเพราะ ปัจจุบันโทรทัศน์เป็นเสมือนหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่เรียกได้ว่าทุกบ้านต้องมี เนื่องจากเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่สามารถให้ทั้งข้อมูลข่าวสาร และช่วยคลายเครียดจากการทำงานให้กับคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดีการดูโทรทัศน์จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรปกติของคุณก็ว่าได้ แต่ถ้าครอบครัวของคุณเพิ่งจะมีสมาชิกใหม่ และคุณยังคงปฏิบัติกิจวัตรแบบเดิมๆ หรือเห็นว่าโทรทัศน์น่าจะมีประโยชน์กับลูกน้อยก่อนขวบปี เช่น การฝึกภาษา ฯลฯ หรือเห็นว่าลูกชอบดู เพราะลูกมักยิ้มให้กับภาพเคลื่อนไหวของโฆษณาทางโทรทัศน์แล้วล่ะก็ความคิดของคุณเช่นนี้อาจมีผลต่อสุขภาพและพัฒนาการด้านภาษาของลูกน้อยได้


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยอายุไม่ถึงขวบปี

1. ปัญหาด้านสายตา โทรทัศน์มีรังสีที่มีผลเสียต่อสายตา ในขณะที่จอรับภาพทางประสาทตาของเด็กเล็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้เด็กเล็กดูสิ่งที่มีแสงเจิดจ้า นอกจากนี้สายตาของเด็กก่อนขวบปีจะเห็นภาพและสีต่างๆ ได้อย่างลางเลือน และเหมือนคนสายตาสั้นคือ เด็กอายุเดือนแรกจะมองเห็นแต่สีขาวและดำในระยะ 12 - 15 นิ้ว นานไม่เกิน 5 วินาที เด็กอายุ 2 เดือน มองเห็นสิ่งของและสีแดง สีเขียว สีเหลือง ได้ชัดเจนในระยะไม่เกิน 20 นิ้ว และอายุ 3 เดือน มองเห็นชัดเจนในระยะ 1 ฟุต การให้เด็กเล็กดูโทรทัศน์ โดยเชื่อว่าเด็กจะรับรู้ภาพและภาษาได้ อาจใช้ไม่ได้ผลกับวิธีนี้

2. พัฒนาการทางบุคลิกภาพ ผู้ปกครองบางท่านอาจคิดว่า การให้ลูกน้อยดูโทรทัศน์ วีซีดี หรือดีวีดี เอหวังฝึกทักษะภาษา จะทำให้ลูกน้อยเก่งและฉลาดได้ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้ปกครองคิดเพราะจากการศึกษาของกุมารแพทย์ทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า การที่เด็กก่อนขวบปีดูโทรทัศน์ หรือตัวอย่างคือ เด็กอายุ 4 เดือนแสดงท่าทางพูดคุยกับโทรทัศน์ด้วยนั้น แท้จริงแล้วจะเป็นผลเสียกับพัฒนาการของเด็กในอนาคต

นพ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เคยกล่าวว่า “โทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียว (Oneway Communication) คือแรกๆ เด็กอาจตอบสนองความรู้สึกกับโทรทัศน์แต่ไม่ว่าเด็กจะยิ้ม หัวเราะ หรือพยายามสื่อสารทางกายด้วย โทรทัศน์ก็ไม่เคยตอบสนองกลับมา เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าโทรทัศนืไม่ตอบสนองกลับเด็กจะเริ่มเคยชินกับการเรียนรู้แต่การรับอย่างเดียว ไม่เรียนรู้การส่งหรือการสื่อสารออกไป”

หากเด็กถูกเลี้ยงด้วยการให้ดูโทรทัศน์มากๆ เขาก็จะเคยชินกับการไม่ตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกกับผู้อื่น เมื่อเด็กโตขึ้นจึงอาจทำให้เด็กยิ่งเก็บตัว ไม่ค่อยยิ้ม นั่งโยกตัว เล่นคนเดียว คุยกับตัวเอง และไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ เพราะขาดทักษะด้านนี้ และถ้าเด็กมีแนวโน้มป่วยเป็นออทิสติกจะยิ่งแย่หนัก เพราะเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านสังคมอยู่แล้ว

3. พัฒนาการด้านการพูด นพ.กมล กล่าวอีกว่า “เด็กที่มักอยู่กับโทรทัศน์ หรือดูวีซีดี หรือดีวีดี ภาษาต่างประเทศ แม้อายุ 2 - 3 ขวบแล้ว แต่ยังไม่พูด หรือพูดได้เป็นคำเดี่ยวๆ นานๆ พูดครั้ง และมักพูดเป็นภาษาแปลกๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่อง เรียกไม่ค่อยหันไม่ทำตามสั่ง เมื่อมีการวินิจฉัยแยกโรคแล้วพบว่าไม่ใช่สาเหตุจากกาคได้ยินผิดปกติไม่ใช่เด็กออทิสติก และไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางสติปัญญา แต่พบจากประวัติว่าผู้ปกครองให้ลุกดูทีวีมากเกินไป คือมักเป็นเด็กที่สนใจดูโทรทัศน์ต่อเนื่อง 30 นาที บางครั้งเป็นชั่วโมง ถ้าเป็นวีดีโอ ซีดี ก็สนใจดูจนจบแผ่น อาจดูซ้ำๆ หลายรอบและมักมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหาที่ดู เช่น หัวเราะ ลุกขึ้นเต้นตาม ฯลฯ เด็กบางคนเริ่มสนใจดูโทรทัศน์ตั้งแต่อายุเพียง 9 เดือน และมักดูต่อเนื่องนานขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากการขาดการกระตุ้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู”

นพ.กมล อธิบายเหตุผลที่เด็กดูโทรทัศน์มักมีปัญหาพูดช้า ด้วยทฤษฎีการตัดแต่งกิ่งไม้ (Pruning) ที่กล่าวว่า “สมองจะมีเซลล์ประสาทและใยประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่รับกระแสประสาทขาเข้า ซึ่งส่งมาจากกระแสประสาทส่งออกของเซลล์ประสาทอื่นด้วย โดยส่งเป็นกระแสไฟฟ้าและสารเคมีไปสื่อสารกับเซลล์อื่น ซึ่งธรรมชาติของเซลล์และใยประสาทของเด็กเล็กนั้น จะสร้างประสาทในสมองเพื่อไว้เป็น 2 เท่าของจำนวนที่ต้องการใช้จริง เซลล์ประสาทที่เด็กใช้บ่อยผ่านการกระตุ้นด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 (การมองเห็น การได้ยิน ได้กลิ่นลิ้มรส และการสัมผัส) การกระตุ้นเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าไปยังจุดเชื่อมต่อของใยประสาท เพื่อสื่อสารกับเซลล์ประสาทเซลล์อื่นๆ ในสมอง จุดเชื่อมต่อที่แข็งแรงจะถูกเลือกเก็บไว้ แต่ถ้าไม่ได้ฝึกใช้ เช่น กรณีใช้สื่อโทรทัศน์ในการเลี้ยงดูลูกเช่นนี้ ทำให้จุดเชื่อมต่อใยประสาทที่ไม่ได้สื่อสารกับเซลล์ประสาทสมองอื่น และจุดเชื่อมต่อของใยประสาทนี้ก็จะลีบฝ่อตายไปเหมือนการแต่งกิ่งต้นไม้ คือกิ่งไหนไม่ใช้ก็ตัดทิ้งไป (use it or lose it)

ดังนั้นการกระตุ้นให้จุดเชื่อมต่อใยประสาททำงานอย่างเหมาะสม จะทำให้สมองส่วนนั้นทำงานอย่างเต็มที่ เช่น การเรียนรู้ทางภาษา สมองของเด็กเปิดรับรู้ภาษาตั้งแต่แรกเกิด ถ้าได้รับการกระตุ้น เด็กเล็กจะมีความสามารถทางภาษาดีกว่าไปเรียนภาษาเมื่อโตแล้ว แต่การที่เด็กเรียนรู้ภาษาจากการดูแต่โทรทัศน์ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียวเป็นเวลานาน ไม่สนใจผู้คนหรือสิ่งรอบข้างก็จะทำให้เด็กขาดเวลาและโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นทางการพูดคุยและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูซึ่งเป็นการสื่อสารสองทาง (Two way Communication) เซลล์ประสาทสมองที่เกี่ยวกับการพัฒนาการทางภาษาโดยเฉพาะการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น เด็กกลุ่มนี้อาจเรียนรู้ที่จะรับอย่างเดียว เพราะโทรทัศน์ไม่เคยตอบสนองต่อการสื่อสารของเด็ก จึงทำให้เด็กพูดช้า ไม่ค่อยทำตามสั่ง”

ตรงกันข้าม เด็กที่ได้รับการสื่อสารสองทาง จากการที่มีผู้เลี้ยงดุพูดคุย โต้ตอบหยอกล้อ เล่านิทานให้ฟัง จะทำให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ทักษะและมีสุนทรียทางภาษารวมทั้งรู้จักใช้ภาษาท่าทางกับผู้อื่นในสังคมได้ดีกว่า เช่น ถ้าเด็กจะพูดว่า “คุณน้าหยิบขนมให้หน่อย” ก็จะรุ้จักใช้คำที่แสดงความรู้สึกถึงความต้องการที่ลึกซึ้งปนอ้อนวอนว่า “คุณน้าคะ กรุณาช่วยหยิบขนมให้หนูหน่อยค่ะ” ซึ่งคำพูดท่าทางของตัวละครในนิทานเก่าแก่สำหรับเด็ก หรือนิทานที่ได้รับรางวัลภาพวาดมักจะอ่อนช้อยสุภาพและตัวละครมักจะใช้คำพูดที่สละสลวยเหล่านี้สอดแทรกอยู่ในเรื่องราวด้วย

4. พัฒนาการด้านร่างกาย หากเด็กติดการดูโทรทัศน์ เขาก็จะชอบดูการเคลื่อนไหวเร็วๆ กระโดดๆ เป็นผลเสียต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ อาจทำให้เด็กอยู่ไม่สุข มีแนวโน้มเป็น Hyperactive ได้ นอกจากนี้ เด็กยังเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของคุณพ่อคุณแม่ผ่านโทรทัศน์ด้วย เช่น พูดจาไม่น่าฟัง พฤติกรรมก้าวร้าว วัตถุนิยม เป็นต้น

กุมารแพทย์ทั้งในต่างประเทศ และประเทศไทย แนะนำผู้ปกครองว่า ไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ดูโทรทัศน์ และแม้แต่เด็กโตก็ควรจำกัดจำนวนการดูโทรทัศน์ ไม่เกินวันละ 1 - 2 ชั่วโมง

การเล่นมีความหมายสำหรับการพัฒนาการของเด็กวัยก่อนขวบปีมาก เพียงคุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการและสมอง โดยมีเวลาเล่นกับลูกน้อยแทนการเลี้ยงลูกให้ฝึกภาษาด้วยโทรทัศน์ หรือเพราะต้องการให้ลูก นั่งนิ่งๆ

สำหรับเด็กที่เริ่มมีปัญหาเพราะโทรทัศน์เป็นเหตุแล้ว นพ.กมล ให้แนวทางแก้ไขว่า “หลังจากผู้ปกครองปิดโทรทัศน์และเล่นกับลูกอย่างมีปฏิสัมพันธ์แล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มมีพัฒนาการดีภายในเวลา 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน การเล่นกับลูก นอกจากจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกแล้ว ยังทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น ลุกก็จะรู้จักและเข้าใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นเช่นกัน"


(update 4 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.151 February 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600