มือนี้ที่สร้าง (บั่นทอน) อัจฉริยะ


“พ่อแม่และครูนั่นเอง เป็นผู้ค้นพบอัจฉริยะภาพในตัวลูก หรือลูกศิษย์
และเป็นกระจกสะท้อนให้เด็กได้รับรู้ศักยภาพของตน”


นี่คือข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ 7 Strategies for Developing Student หรือ 7 กลยุทธเพื่อการพัฒนาศักยภาพเด็กนักเรียน ซึ่งยังกล่าวอีกว่า บ่อยครั้งผู้ใหญ่ที่รักและหวังดีกับเด็กๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือครูอาจารย์เป็นผู้ทำลายศักยภาพ สกัดกันพัฒนาการของเด็กๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะบั่นทอนขวัญ กำลังใจ ความมั่นใจในตัวเองของเด็กโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง และครู มีโอกาสเป็นทั้ง “ผู้สร้างเสริม” และ “ผู้บั่นทอน” ศักยภาพของเด็กๆ ได้พอๆ กัน ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับชีวิตการเรียนรู้ในโรงเรียน ยังส่งผลถึงอนาคตของเด็กว่าจะเติบโตเป็นคนมีความสุขประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่

บั่นทอน : ตราหน้าเด็กๆ
“เด็กดื้อ” “เด็กโง่” “เด็กเลว” “เด็กห้องนี้เหลือขอจริงๆ”…ฯลฯ คำใดบ้างที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูเคยตราหน้าเด็กๆ ลูกหลานของเรา หรือเพียงแค่คิดก็เถอะ

เป็นการจำกัดไม่ให้เด็กๆ ได้แสดงความศักยภาพอย่างเต็มที่หรือจำกัดขอบเขตความสามารถุของเด็กๆ ด้วนมุมมองว่า… “ลูกยังเล็กเกินไปที่จะ…” “เธอไม่เก่งพอที่จะ…”

การที่จำกัดความสามารถของเด็กยังรวมไปถึง การชี้นำว่าเด็กคนนี้เก่งด้านนี้ ไม่เก่งด้านนั้นด้านนี้ มีผู้ใหญ่หลายคนพบว่าตัวเองไม่ได้ไม่ชอบวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์อย่างที่ตัวเองเข้าใจสมัยเป็นเด็ก แต่เป็นเพราะถูกยัดเยียดให้คิดว่า มันเป็นเรื่องที่ยาก คนที่สอบได้คะแนนดีๆ เท่านั้นจึงจะเรียนวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

หรือการด่วนสรุปว่าลูกเราถนัด สนใจอะไร โดยยังไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้ลองสัมผัสด้านอื่นๆ ดูก่อน ก็อาจสกัดกั้นอัจฉริยภาพที่แท้จริงของเด็กได้เช่นกัน มีหลายคนที่เคยเรียนแย่ในวิชาหนึ่ง แต่กลับดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีสอนหรือเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้
สร้าง : เชื่อมั่นว่าเด็กๆ มีศักยภาพ
เราอาจไม่รู้ตัวว่า เด็กๆ มีการเติบโต พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาทักษะความสามารถด้วย ผู้ใหญ่จำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาได้และผู้ใหญ่ก็ต้องทำตัวเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เด็กมีความเชื่อมั่นอย่างนั้นด้วย

แทนที่จะบอกว่าลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กระตุ้นให้ลูกสำรวจดูสิว่า เขามีความสามารถหรือจุดดีจุดเด่นอย่างไร

เปิดโอกาสและกระตุ้นให้เด็กได้ลองทำในสิ่งใหม่ๆ ถ้าลูกมาเปรยว่าอยากเข้าแข่งขันอะไรสักอย่าง ก็สนับสนุนให้กำลังใจ “เอาสิ” “ลองดูสิ” “แม่ว่าหนูน่าจะทำได้นะ”
บั่นทอน : ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทุกเรื่อง
ต้องเชื่อมั่นเช่นกันว่า เด็กๆ เขามีศักยภาพในการจัดการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พ่อแม่สมัยนี้มักประคบประหงมลูก ยื่นเข้าไปช่วยเหลือ จัดการเรื่องของลูกมากเกินไป ทั้งเรื่องในบ้านและที่โรงเรียน แค่ได้ยินเสียงลูกบ่นว่า ครูให้การบ้านหรือรายงานมากหน่อย คุณแม่ (โดยเฉพาะ working mom ผู้เก่งในการจัดการ) ก็ยื่นมือเข้าไปช่วยทันที

เคยสังเกตบ้างไหมว่า ลูกร้องขอความช่วยเหลือจากเราทุกครั้งที่เผชิญปัญหาหรือความยากลำบาก “แม่ ช่วยทำนี่หน่อยสิ” “แม่หนูทำไม่ได้ ทำไงดี”

การช่วยเหลือยังมาในรูปแบบของการให้คำตอบคำอธิบายแก่ลูกไปทุกเรื่อง ซึ่งทำให้ลูกไม่ได้ฝึกคิดค้นหาคำตอบหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แต่ละครั้งที่ลูกคิดแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ความมั่นใจในตัวลูกก็เพิ่มพูน เป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าการบอกการสอน
สร้าง : ให้เด็กค้นหาความสามารถของตัวเอง
ในทางตรงข้ามกับการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือลูก ควรถือโอกาสกระตุ้นให้ลูกเผชิญหน้ากับปัญหา ใช้ความคิดแก้โจทย์ต่างๆ โดยไม่เน้นว่าผลที่ออกมาจะเป็นย่างไร แต่เน้นที่ว่าลูกได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป

เช่น เมื่อลูกโทร. มาบอกว่าลืมการบ้านไว้ที่บ้าน คุณจะรีบขับรถเอาการบ้านไปส่งให้ลูกทันที หรือว่าให้ลูกเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ลูกหวั่นใจนั่นเอง ถ้าคุณช่วยเอาการบ้านไปให้ลูก ลูกจะเรียนรู้ว่าเมื่อมีปัญหาลูกต้องพึ่งพาคุณเสมอ ถ้าไม่ช่วย ลูกอาจถูกคุณครูทำโทษ แต่ลูกจะได้เรียนรู้ว่า ควรรอบคอบไม่หลงลืมการบ้านอีก

การปล่อยให้เด็กได้แสดงความสามารถในการแก้ปัญหาและเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ เป็นการฝึกทักษะด้านต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ในที่สุดเด็กจะเรียนรู้ว่าตัวเขาเองก็มีความสามารถ และมีจุดดีจุดด้อยอย่างไรบ้าง
บั่นทอน : ออกคำสั่งชี้นำ ครอบงำ
ยอมรับเถอะว่าผู้ใหญ่อย่างเราชอบชี้นำความคิดของเด็กๆ รวมถึงครอบงำด้วยในบางครั้ง เราเคยชินกับการออกคำสั่งและมักทนไม่ได้ที่เด็กจะมีวิธีคิดวิธีแก้ปัญหารที่แตกต่างออกไป หรือผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

เด็กๆ ในโรงเรียนพากันพูดว่า พวกเขารู้ดีว่าควรตอบข้อสอบอย่างไรให้ตรงใจครูผู้ออกข้อสอบ แม้ว่าคำตอบในสมองจะเป็นอีกอย่างก็ตาม และในที่สุดเด็กๆ ก็มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะคิดต่างออกไป

ผลของการใช้คำสั่ง เห็นกันอยู่เสมอๆ เช่นในชั้นเรียน ที่เมื่อใดไม่มีครูคอยกำกับ เด็กๆ ก็จะเอะอะเสียงดัง ไม่อยู่ในระเบียบวินัย หรือในบ้าน ถ้าพ่อแม่ไม่สั่ง ไม่คอยกวดขันลูกก็ไม่รับผิดชอบหน้าที่ที่ต้องทำ เพราะเด็กไม่ได้ตระหนักด้วยตัวเองว่าทำไมต้องทำ ต้องรับผิดชอบ

การครอบงำทางความคิดของเด็กยังรวมไปถึงเรื่องทัศนคติอย่างเช่น การแนะนำเด็กมัธยมว่าถ้าเรียนไม่เก่งควรเลือกเรียนสายศิลป์ หรือบอกลูกให้เรียนอย่างนั้นอย่างนี้เพราะพ่อแม่เชื่อว่าจะทำให้ลูกประสบความสำเร็จ เป็นต้น
สร้าง : ชี้แนะ กระตุ้น
“ชี้แนะ” แตกต่างจาก “ชี้นำ” แต่ผู้ใหญ่มักลืมตัว แทนที่จะแค่ชี้แนะกลับไปชี้นำ ทำให้เด็กไม่ได้คิดด้วยตัวเอง

สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือ เคารพในความคิดและการตัดสินใจของเด็ก ไม่ตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ นอกเสียจากเด็กจะขอความคิดเห็น กระตุ้นให้เด็กคิดหาทางเลือกหลายๆ แบบแนะให้มองดูข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก ให้สิทธิ์เด็กตัดสินใจและวางแผนการทำงานด้วยตัวเอง
บั่นทอน : คาดหวังเกินไป
เด็กๆ สวนใหญ่บอกว่าสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด คือกลัวพ่อแม่ผิดหวังในตัวเขา พ่อแม่ผู้ใหญ่บางคนมักเห็นเด็กในความดูแลไม่ได้ดังใจ “ชักช้า” “ไม่ได้เรื่อง” “น่าจะทำได้ดีกว่านี้” “ทำไมไม่เหมือนคนอื่น” ฯลฯ

นั่นเป็นเพราะเราไม่มองว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมีจุดดีจุดด้อยแตกต่างกัน หรือในห้องเรียนที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมากจนครูไม่สามารถทำความรู้จักเด็กได้ทุกคน แล้วใช้มาตราฐานเดียวกันชี้วัดเด็กทุกคน ทำให้เด็กจำนวนมากไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อเด็กไม่ได้รับการยอมรับ ก็มักจะต่อต้าน เพราะรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา

ลองสำรวจดูว่า เรากำลัง สร้างเสริม หรือบั่นทอนศักยภาพในตัวลูกหลานอันเป็นที่รักยิ่งของเรา โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจบ้างไหม.

(update 12 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. teen&family Vol.10 No.119 February 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600