ค่าขนม เท่าไหร่ถึงจะพอ


เมื่อถึงเวลาที่ลูกๆ ต้องไปโรงเรียน ดิฉันเชื่อว่าเป็นวันที่คุณแม่ส่วนใหญ่ตื่นเต้นที่สุด เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่ลูกเดินเข้ารั้วโรงเรียนไป ความหวังของผู้ที่เป็นพ่อและแม่นั้นคือ ต้องการให้เด็กๆ ได้รับความรู้และมีพัฒนาการใหม่ๆ เช่น การเริ่มต้นอ่านเขียน มีสังคมใหม่ เรียนรู้การใช้ชีวิตที่ปราศจากการดูแลของพ่อและแม่...

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนจะรู้สึกอย่างไรก็ตามที่ลูกๆ อยู่ในวัยที่ต้องไปโรงเรียน และสิ่งที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมดก็คือ การให้ค่าขนมลูกไปโรงเรียนในแต่ละวัน ให้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอหรือให้เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ?

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าเด็กๆ สมัยนี้ได้เรียนรู้การใช้เงินกันตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว จะเห็นได้จากลูกๆ ของคุณมักจะรู้และเข้าใจว่าเงินไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท ห้าบาท สิบบาท หรือแบงก์ที่มีค่าเท่าไหร่ก็ตาม สามารถแลกกับขนม ไอศกรีม ของเล่น หรือสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องการได้ แรกๆ คุณพ่อคุณแม่ก็พากันชื่นชม และภาคภูมิใจกับความฉลาดของลูกๆ แต่หลังจากนั้นดิฉันไม่แน่ใจว่าแต่ละคนรู้สึกอย่างไร ?


  • เงินในชีวิตประจำวัน (ของหนู)
แต่ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือทุกๆ เช้าก่อนที่จะส่งเด็กเล็กๆ ให้กับคุณครูที่โรงเรียน สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำก็คือ ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าขนม ทั้งๆ ที่โรงเรียนก็มีอาหารและของว่างสำหรับเด็กอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาช้านาน (สมัยดิฉันเป็นเด็กๆ ก็ได้ค่าขนมเช่นกัน) ก็ต้องจ่ายกันทุกวัน วันละเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่แต่ละคน

แต่ความเหมาะสมนั้นจะอยู่ที่เท่าไหร่ ? ดิฉันคงตอบไม่ได้ค่ะ เพราะคุณแม่บางท่านจ่ายให้กับเด็กๆ เพียง 5 บาท หรือ 10 บาทเท่านั้น เพราะทราบดีว่าเด็กนั้นยังใช้เงินไม่เป็น และส่วนใหญ่ก็ไม่กังวลว่าลูกจะหิว เพราะเด็กวัยอนุบาลนั้นคุณครูมักจะใส่ใจเป็นพิเศษเรื่องอาหารกลางวัน ของว่าง และเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว

คุณแม่บางคนอาจไม่ให้ค่าขนมเลยก็มี เพราะเด็กไม่เคยเรียกร้องว่าต้องการค่าขนม หรือคุณแม่บางท่านมักจะถามคุณครูว่า เด็กๆ นำเอาค่าขนมไปซื้ออะไรบ้าง คำตอบที่ได้ก็คือ ขนมที่ไม่เป็นประโยชน์ที่วางขายอยู่หน้าโรงเรียน หรือของเล่นที่ล่อตาล่อใจ บางประเภทถูกผลิตด้วยวัสดุคุณภาพต่ำและเป็นภัยต่อเด็กเล็ก


  • เจาะข้อมูลลูกน้อยใช้เงิน
ดังนั้นการให้เงินค่าขนมลูกไปโรงเรียนทุกเช้านั้น คุณแม่จะต้องมีการเก็บข้อมูลเรื่องการใช้เงินของเด็กๆ ด้วย อย่าคิดว่ามีเงินจ่ายก็จ่าย คุณพ่อคุณแม่บางคนที่รวยก็จ่ายเงินลูกจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เด็กอยู่ในวัยที่ใช้เงินยังไม่เป็นเลย ดิฉันคิดว่านั่นจะเป็นการฝึกให้ลูกเป็นคนฟุ่มเฟือยตั้งแต่เยาว์วัย

อีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะฝากให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายได้คิดกันสักนิดก็คือ โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่นั้นไม่มีร้านขายขนมภายในโรงเรียน เพราะทางโรงเรียนได้จัดเตรียมอาหารไว้สำหรับเด็กแล้ว แต่สถานที่ที่เด็กจะใช้เงินก็มักจะเป็นร้านละแวกโรงเรียน ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมเรื่องคุณภาพของโรงเรียนอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามการจ่ายค่าขนมให้กับลูกนั้น ดิฉันขอฝากให้คุณแม่ช่วยลูกคิดเรื่องการใช้เงินด้วย อย่าปล่อยให้เขาใช้จ่ายแบบตามใจตนเอง เพราะการใช้เงินของเด็กในวัยอนุบาลนั้น เป็นการฝึกให้ลูกรู้ว่าเงินนั้นสามารถแลกกับอะไรได้บ้าง ไม่ได้เป็นการฝึกให้ลูกเป็นนักช็อปมืออาชีพ และที่สำคัญควรฝึกให้ลูกรู้ได้ด้วย ถ้าไม่มีเงินลูกๆ จะเป็นอย่างไร


  • ฝึกลูกใช้เงินอย่างไรดีนะ ?
การฝึกให้ลูกรู้จักใช้เงินตั้งแต่วัยนี้จะช่วยให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของเงินทางอ้อม อย่างน้อยเขาจะได้รู้ว่า ค่าขนมของเขานั้นมีมากน้อยแค่ไหน เช่น คุณอาจสอนให้ลูกรู้ว่าถ้าวันนี้ได้เงินค่าขนม 10 บาท ลูกจะซื้ออะไรได้บ้าง หรือถ้าพรุ่งนี้ได้ 5 บาท เด็กๆ จะซื้ออะไรได้บ้าง หรือถ้าเด็กๆ ไม่ได้ใช้เงินค่าขนมเลย เขาก็จะมีเงินหยอดกระปุกไว้

ดิฉันคิดว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่ควรจะหาเวลา หรือหาเรื่องคุยกันอ้อมๆ ถึงเรื่องการใช้เงินของลูกบ้าง เช่น อาจแอบถามว่า วันนี้ใช้กันไปกี่บาท เหลือเท่าไหร่ เอาไปซื้ออะไรบ้าง ไปซื้อที่ไหน หรือทำไมไม่ซื้อมาฝากคุณพ่อคุณแม่บ้าง ฯลฯ คำถามเหล่านี้ดูจะไร้สาระไปหน่อยถ้ามาถามผู้ใหญ่อย่างเราๆ แต่การพูดคุยเรื่องเงินทองกับลูกนั้น จะทำให้เรารู้ว่าพฤติกรรมการใช้เงินของลูกเรานั้นเป็นอย่างไร

ไม่ว่าคุณจะให้เงินค่าขนมลูกวันละเท่าไหร่ก็ตาม ดิฉันขอแนะนำว่าอย่าฝึกให้ลูกรู้สึกว่า การมีเงินไปโรงเรียนในจำนวนมากกว่าเพื่อนจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะจะเป็นการฝึกให้เด็กเห็นคุณค่าของการเป็นวัตถุนิยมตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเขาโตขึ้นคุณอาจแก้ไขลำบาก อย่าคิดว่าการเป็นคุณหนูที่บ้านจะต้องเป็นคนพิเศษกว่าเด็กคนอื่น เพราะการที่เด็กมีโอกาสออกไปใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียนนั้น ถือว่าเป็นการฝึกพื้นฐานการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมด้วย


  • พ่อแม่รังแกฉัน
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่เห็นว่าการให้เงินค่าขนมจำนวนมากๆ นั้นเป็นการแสดงความรักกับลูกๆ ดิฉันคิดว่าคุณควรคิดกันใหม่ได้แล้วนะคะ เพราะที่ผ่านมามีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีผิดๆ กับลูกของตนเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลูกร้องไห้ไม่ต้องการไปโรงเรียน ก็มักจะใช้เงินค่าขนมจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อหลอกล่อให้ลูกไปโรงเรียน

สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อย ดิฉันคิดว่าการให้ค่าขนมนั้นน่าจะขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัว และความจำเป็นในการใช้จ่ายแต่ละวันของเด็กเป็นหลัก เช่น คุณพ่อคุณแม่อาจไปถามที่โรงเรียนว่า ค่าอาหารแต่ละมื้อนั้นต้องจ่ายเท่าไหร่ ในที่สุดก็จะทราบเองว่าค่าขนมแต่ละวันนั้นต้องจ่ายมากน้อยแค่ไหน

ส่วนตัวดิฉันเองจะเพิ่มค่าขนมให้ลูกปีละ 10 บาท เช่น ตอนอยู่ ม.1 ได้ค่าขนมวันละ 60 บาท ตอนอยู่ ม.2 ลูกก็จะได้เพิ่มเป็น 70 บาท แต่ก็ต้องฝึกฝนให้เขารู้จักการใช้เงินและการออมเงินด้วย หรือในบางกรณีเราก็ต้องให้รางวัลเป็นโบนัสพิเศษเพื่อเป็นกำลังใจกับลูกๆ เช่น วันที่เขาสอบได้คะแนนดีๆ หรือแม้แต่เทศกาลที่ลูกต้องใช้เงิน ฯลฯ

ไม่ว่าคุณแม่จะมีเงินน้อยหรือเงินมาก การให้ค่าขนมลูกๆ นั้นก็มีความสำคัญตลอดไปอยู่ดี ดังนั้นทั้งคุณพ่อและคุณแม่ควรหาเวลามานั่งคุยกันว่า ทุกวันนี้การจ่ายค่าขนมลูกคุณเหมาะสมหรือไม่ค่ะ ?


(update 14 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 121 พฤศจิกายน 2005]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600