Mozart Effect (อีกครั้ง)


หลังการบรรยายทางวิชาการเรื่อง “ดนตรี สมองและความฉลาดของมนุษย์” ที่ “รักลูก” จัดไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้เกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับ “Mozart Effect”

บางคนเชื่อ
บางคนเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง
บางคนไม่เชื่อแล้วก็บอกต่อว่า “อย่าไปเชื่อเรื่องดนตรีโมสาร์ต”

ดีครับ…นี่คือสังคมแห่งปัญญา เพราะความเห็นที่แตกต่างคำถามเชิงวิพากษ์ล้วนก่อให้เกิดความงอกงามทางปัญญา คนไทยต้องไม่อะไรง่ายๆ โดยปราศจากการสืบค้นหาข้อเท็จจริงอันครบถ้วน

คำว่า “Mozart Effect” ตั้งขึ้นโดย Don Campbell เขาให้ความหมายไว้ว่า “อิทธิพลของเสียง สีสัน และจังหวะของดนตรีไม่ว่าจะเป็นของโมสาร์ต เพลงสวดแบบเกรกอเรียน แจ๊ส นิวเอจ ละติน ป๊อปปูล่า หรือแม้แต่ร็อค ที่มีต่อร่างกาย จิตใจ และความคิดของมนุษย์” ซึ่งถ้าจะดูตามนัยของคำจำกัดความที่เขาตั้งไว้นั้นกว้างขวางมาก

จริงๆ เรารู้มานานแล้วครับว่าดนตรีมีรอิทธิพลต่อร่างกายจิตใจและความคิดของมนุษย์จึงทำให้ดนตรีถูกนำมาปรับใช้มนุษย์เนิ่นนานมาแล้ว เราใช้ดนตรีเพื่อช่วยให้เกิดความซาบซึ้งในเหตุการณ์หรือพิธีการหลายอย่าง เราใช้ดนตรีเพื่อสร้างความฮึกเหิมในยามต้องการความเข้มแข็ง เราใช้ดนตรีประกอบการโฆษณาเพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในสินค้า เหล่านี้คือตัวอย่างที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน

ในทางการแพทย์เราใช้ดนตรีประกอบในการรักษาโรคมานานแล้วเช่นกันครับดนตรีช่วยลดความกังวลในคนไข้ก่อนผ่าตัดช่วยลดความเจ็บปวดในคนไข้โรคมะเร็ง โรคกระดูกและข้อช่วยให้การเต้นของหัวใจคนไข้หลังผ่าตัดหัวใจปกติสม่ำเสมอไม่มีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ช่วยรักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามไม่ว่าจะเป็น โคโซโว ปาเลสไตน์หรือศรีลังกา ช่วยให้เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

นี่คือคุณประโยชน์ที่เราได้รับและได้รู้จากดนตรีมาช้านานซึ่งถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากวารสารทางการแพทย์ พยาบาล กายภาพบำบัดหรือดนตรีบำบัด หรือจาก www.thepowerofmusuc.co.uk ได้ครับ

การที่ดนตรีก่อให้เกิดผลแบบนี้กับมนุษย์ เป็นผลจากการทำงานของสมองและระบบสรีระ ซึ่งได้รับผลมาจากดนตรีอีกต่อหนึ่ง ดนตรีมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติทำให้หัวใจของเราเต้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับจังหวะของดนตรี ดนตรีช้าๆ ทำให้สมองทำงานมีสมาธิมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเราอาจจะพูดว่าดนตรีมีผลต่อการทำงานของสมองมนุษย์ก็ย่อมไม่ผิดแต่อย่างใด

เมื่อเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าดนตรีมีผลต่อการทำงานของสมองจึงมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเกิดความสงสัยว่า ดนตรีจะมีผลต่อสติปัญญาซึ่งเป็นหน้าที่หนึ่งของสมองได้หรือไม่ ซึ่งก็มีงานวิจัยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เสียงดนตรีบางย่านความถี่ที่มีผลต่อพัฒนาการของการพูดและการสื่อสาร และเรารับทราบกันโดยไม่ต้องวิจัยอีกแล้วว่า การพูดและการสื่อสารนั้นคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ของมนุษย์ มีการค้นพบว่าเสียงดนตรีมีผลต่อการนำสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์สมองและอื่นๆ อีกมากมาย

Dr. Gordon Shaw นักฟิสิกส์ที่สนใจเรื่องการนำไฟฟ้าของเซลล์สมอง ได้พยายามศึกษาในเรื่องนี้ด้วยกระบวนการ นิวโรอิเล็กทรอนิค (Neuro-electronic) จนกระทั่งได้พบว่าคลื่นเสียงของดนตรีบางชนิด มีผลต่อการนำสัญญาณไฟฟ้าของสมองดังที่กล่าว และลักษณะการนำสัญญาณแบบนี้มีผลต่อการทำงานที่ซับซ้อน หรือการคิดที่ซับซ้อนของสมองมนุษย์

ความรู้อันนี้เป็นความรู้ทางด้านฟิสิกส์ ซึ่งหากจะศึกษาว่าจะผลอย่างไร เท็จจริงแค่ไหน ก็ต้องมีกระบวนการศึกษาทางด้านจิตวิทยาหรือพฤติกรรมศาสตร์มาสนับสนุน ดังนั้นจึงได้ร่วมกับ Dr. Frances Rauscher ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา และ Dr. Sean Katherned KY. ทำการศึกษาเรื่องดนตรีมีผลต่อความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์หรือไม่

พวกเขาได้ใช้ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Temporal Intelligence) เป็นตัวแทนความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ ดังนั้นหากดนตรีมีผลต่อความคิดที่ซับซ้อนจริง ก็ย่อมจะต้องมีผลต่อความสามารถทางมิติสัมพันธ์ ซึ่งมีเครื่องมือมาตรฐานที่จะสามารถวัดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ผลที่ได้จากการทดลองพบว่า ดนตรีทำให้คะแนนด้านมิติสัมพันธ์ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจริง แต่ปัญหากลับอยู่ที่ว่ามันเพิ่มขึ้นเพลงชั่วคราว พอเวลาผ่านไปคะแนนที่เพิ่มขึ้นก็ลดลง แต่ก็มีนักจิตวิทยาหลายคนได้ทำการศึกษาแบบนี้ต่อผลที่ได้ก็มีทั้งยืนยันและขัดแย้งครับ ซึ่งผมจะไม่เล่าต่อ แต่ที่อยากจะเล่าคือ

เมื่อต้นปี 2547 ผมเดินทางไปสำนักงานของ มูลนิธิดานา (DANA Foundation) ที่นิวยอร์ค มูลนิธินี้ได้ให้งบประมาณสนับสนุนการวิจัยทางด้านการพัฒนาสมองมนุษย์ค่อนข้างมากและงานหนึ่งที่เขาสนับสนุนให้ทำการวิจัยก็คือ การศึกษาเรื่อง ดนตรีและศิลปะที่มีผลต่อการพัฒนามนุษย์ ผมอยากรู้ว่ามันมีความก้าวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง มูลนิธิดานาใช้งบประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 75 ล้านบาท) เพื่อให้นักวิจัยทำการวิจัยว่า Mozart Effect นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า ของจริงหรือของปลอม แต่ถ้าจะดูตามวงเงินที่เขาใช้ ผมเดาว่าเขาเชื่อว่ามันมีจริงและต้องการทำให้มันชัดเจนขึ้น ซึ่ง Dr. Michael Gazzaniga แห่ง Dartmouth College หัวหน้าทีมนักวิจัยเขาพูดไว้ดังนี้ครับ

“การที่จะสรุปว่าฟังดนตรีมีผลต่อความฉลาดของมนุษย์หรือ Mozart Effect ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้แต่การที่จะบอกว่ามันไม่มีผลอะไรเลย ก็อาจจะผิดได้เพราะมีบางอย่างที่บ่งบอกว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง”

ทีมนักวิจัยของ Dr. Gazzaniga ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งนั้นครับ อาทิเช่น Dr. Jonh Jonides แห่งแคลิฟอร์เนีย เบิรกลีย์, Dr. brian Wandell มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, Dr. Laure-Ann Perrito & Dr. Kevin Dunbar แห่ง Dartmouth College, Dr. Elizabeth Spelke แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ฯลฯ ซึ่งอีกไม่นานเกินรอคงจะได้รู้ผลกันครับ ว่าการฟังดนตรีนั้นมีผลต่อสติปัญญามนุษย์จริงหรือไม่

อีกอย่างหนึ่งที่พูดถึงคือคุณประโยชน์ในแง่มุมอื่นของดนตรี ที่นอกเหนือจากความฉลาด ดนตรีก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับมนุษย์อีกมากมายแต่เราไม่พูดถึง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเวลาเรามองเรื่องพัฒนามนุษย์ เรามักมองเฉพาะความฉลาดหรือสติปัญญาเท่านั้นโดยไม่ค่อยได้มองการพัฒนาในแง่ความดีสุนทรียภาพ จินตนาการหรือความสร้างสรรค์กันเท่าใดนัก

โลกอนาคตต้องการมากกว่าคนเก่งครับ คนในโลกอนาคตนอกจากจะต้องเก่งแล้ว ยังต้องมีความดี รู้จักสุนทรียภาพ มีจินตนาการและพร้อมที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดในสังคมดนตรีที่สดใส งดงาม สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นถ้าฟังดนตรีแล้วลูกไม่ฉลาดอย่างที่หวัง ก็ยังมีอย่างอื่นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า นั่นคือสุนทรียภาพและจินตนาการที่เกิดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ซึ่งประกอบไปด้วย Dr. Giacomo Rizzolatti, Dr. Vittorio Galese Dr. Leonardo Fogassi แห่งมหาวิทยาลัยพาร์มา อิตาลี และ Dr. Marco Iacobohi แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ได้ค้นพบ เซลล์กระจกเงา (The Minor Neuron) ในสมองมนุษย์

เซลล์เหล่านี้จะทำหน้าที่ลอกเลียนแบบสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มนุษย์ได้พบเห็นแล้วซึมซับเข้าไปเป็นอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ หากสิ่งที่มนุษย์ได้ประสบเป็นสิ่งที่ดีงามเข้าไป และแปลเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีงามของมนุษย์ หากสิ่งที่มนุษย์ได้ประสบสิ่งที่ไม่ดี ผลที่จะได้ตรงกันข้าม การฟังดนตรีดีๆ มีผลทำให้เซลล์กระจกเงาซึมซับเอาสิ่งดีๆ เข้าไป เกิดสุนทรียภาพและมีผลต่อพฤติกรรม ความคิดของมนุษย์ให้ดีตามไปด้วย

ท่านที่สนใจศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมสามารถหาอ่านได้ในวารสาร Scientific American Mind ฉบับ April/May 2006 ได้ครับการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในแวดวงจิตวิทยาการศึกษาและการแพทย์ เพราะอธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวทั้งหมด มีผลต่อพัฒนาของมนุษย์

ดนตรีดีๆ คือสิ่งแวดล้อมที่ดีครับ และไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นดนตรีของโมสาร์ตเท่านั้น ดนตรีของใครก็ได้ที่มีความงดงามละเมียดละไม ไม่ก่อให้เกิดความก้าวร้าว สามารถใช้ได้ทั้งสิ้น เราต้องการให้เซลล์กระจกเงาของลูกหลานและของเราซึมซับเอาความอ่อนโยน มีสุนทรียภาพและจินตนาการตามไปด้วย สุนทรียภาพคือการมองเห็นความงามในสิ่งต่างๆ ตามสภาพของมัน เมื่อคนเรามองเห็นความงามในสิ่งต่างๆ แล้วเขาย่อมรักและหวงแหนในสิ่งนั้น

…นี่คือจุดเชื่อมต่อระหว่างความงามและความดี

การฟังดนตรีทำให้ความคิดของเราล่องลอยไป บางครั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ก็สามารถเกิดขึ้นจากตรงนี้ได้ดนตรีจึงเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดีๆ ให้กับสังคมได้

Dr. Frances Rauscher เป็นคนจุดประกายเรื่องนี้จากงานวิจัยของเธอ และแม้แต่ตอนหลังจะถูกนำไปตีความเพื่อใช้ในทางการค้าค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่หมายความว่างานวิจัยชิ้นนี้จะไม่มีคุณค่า และตอนหลังเธอก็ให้ความสนใจกับการใช้ดนตรี การฝึกกิจกรรมประกอบจังหวะ รวมทั้งการเรียนขับร้อง ซึ่งก็พบผลบวกต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กทั้งสิ้น

“อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดั่งจินดาค่าบุรินทร์”
(พระอภัยมณี โดย สุนทรภู่)

ครับ ท่านสุนทรภู่รู้มาตั้งเกือบ 200 ปีแล้วครับ ว่าดนตรีมีคุณจริงๆ


(update 20 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 285 ตุลาคม 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600