เลี้ยงลูกยุคนี้… พ่อแม่ต้องเป็น Smart Parents!


การเลี้ยงลูก คือการออกแบบและหล่อหลอมอีก 1 ชีวิตที่บริสุทธิ์ให้เติบโตขึ้น ซึ่งจะงดงามหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ พ่อแม่แล้วจะเลี้ยงอย่างไร เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพที่สุด ?

ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมอันเชี่ยวกราก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหานานัปการที่เข้ามากระทบครอบครัว การเลี้ยงลูกยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่กระนั้นก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ S m a r t P a r e n t s คือคำนิยามของพ่อแม่ที่ดิฉันคิดว่าสามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพค่ะ


แบบนี้สิ… สมาร์ต

“คุณเป็นพ่อแม่แบบ Smart Parents หรือไม่?” หลายคนอาจยืดอกตอบอย่างมั่นใจว่าใช่ ขณะที่หลายคนไม่แน่ใจ หรืออาจส่ายหน้าเพราะคิดว่าการเป็น Smart Parents ได้นั้น ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการเป๊ะ หรือไม่ก็ต้องใกล้เคียงที่สุดล่ะ

ลองฟังความคิดเห็นบางส่วนของคุณพ่อคุณแม่ต่อเรื่องนี้กันค่ะ
“เป็นพ่อแม่ที่รักลูก เท่าที่เขาพึงจะได้รับ มีเวลาให้ลูก”

“เป็นอย่างไรก็ได้ค่ะ ไม่มีคำจำกัดความ ขอแค่ทำให้ลูกรู้สกอบอุ่นใจตลอดเวลา”

“คือพ่อแม่ที่มีสติในการเลี้ยงลูก สติอันนี้รวมถึงการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาด้วยนะคะ นอกจากนั้นก็ควรปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น”

“Smart Parents ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่ใช่พ่อแม่ที่ร่ำรวยเงินทองที่จะตอบสนองความต้องการด้านวัตถุให้ลูก แต่เป็นพ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นที่ตั้ง ให้ความเข้าใจซึ่งกันและกันในครอบครัว เพื่อสร้างลูกให้เป็นเด็กที่มีคุณภาพของสังคมและเป็นอนาคตของชาติต่อไป”

“สามารถนำวิธีเลี้ยงลูกแบบโบราณกับสมัยใหม่มาประยุกต์แล้วสร้างรูปแบบเฉพาะที่เหมาะสมและยืดหยุ่นให้กับลูกเสริมสร้างให้ลูกมีพัฒนาการทุกด้านอย่างเหมาะสม”

“สิ่งสำคัญที่ Smart Parents ควรจะมีคือ คุณสมบัติของการเป็นต้นแบบที่ดี รู้จักปรับตัวเองให้ทันสมัยทุกยุคมีไหวพริบปฏิภาณในการสั่งสอนลูก”

“มีความมั่นใจค่ะ กล้าที่จะเลี้ยงลูกอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง รู้จักคิดรู้จักประยุกต์เอาวิธีต่างๆ มาเลี้ยงลูกไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงตามอย่างที่คนอื่นว่ามาเสมอ มีความคิดเป็นของตัวเอง แบ่งเวลาในการดูแลลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากไม่น้อยเกินไป และมีความสุขกับการเลี้ยงลูกค่ะ”
จะเห็นว่าทุกข้อล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ว่าพ่อแม่ยุคไหนก็ปฏิบัติตามเหมือนๆ กัน และไม่ใช่เรื่องยากตามความสามารถของคนเป็นพ่อแม่ด้วย ซึ่งสามารถสรุปลักษณะของ Smart Parents ได้ดังนี้ค่ะ


ทันโลก ทุกวันนี้ตัวแปรของความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา การที่พ่อแม่จะสามารถทันโลกได้ก็ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลในทุกๆ เรื่อง

พ่อแม่ยุคใหม่มีอิสระทางความคิดมากขึ้น และพร้อมจะเปิดกว้างในการรับแง่คิดรวมถึงมุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากแพทย์ จากเพื่อน จากผู้ที่มีประสบการณ์ รวมทั้งสื่อต่างๆ

นอกจากนั้นพ่อแม่ยุคใหม่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากสื่อมาก เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีลักษณะเป็นครอบครับเดี่ยวมากขึ้นโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำหรือความคิดเห็นจากปู่ย่าตายายก็ลดน้อยลงไปด้วย

ครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะพ่อแม่มือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ จึงหันมาพึ่งสื่อผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย แต่อย่าลืมนะคะว่าหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว ต้องวิเคราะห์แยกแยะเพื่อนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการเลี้ยงลูกของเราตามสภาพครอบครัวของเราค่ะ

มั่นใจในตัวเอง การมีจุดยืนที่แน่วแน่ชัดเจนเป็นของตัวเอง น่าจะทำให้ลูกเติบโตขึ้นมาได้อย่างมั่นคงและไม่หวั่นไหว โดยพ่อแม่ต้องหาคำตอบให้ได้เสยก่อนว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริง ทั้งของตัวพ่อแม่เองและของลูก
ความสุขของพ่อแม่ คือการหาเงินได้มากๆ เพื่อซื้อของเล่นราคาแพงให้ลูก วันๆ หมดไปกับการทำงานนอกบ้านจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกใช่หรือไม่?

ความสุขของลูก คือ การอยู่กับพี่เลี้ยง เล่นของเล่นราคาแพง อยู่หน้า TV จนหลับแทนการฟังนิทานก่อนนอนจากพ่อแม่ใช่หรือไม่ ? หรือความสุขของเราพ่อ แม่ ลูก คือ การได้อยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก? เชื่อว่าคำตอบอยู่ในใจคุณแล้ว
ดังนั้น ถึงแม้ไม่มีเงินมากกว่าใคร อาจไม่ได้ซื้อของเล่นชนิดไฮเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดให้ลูก ไม่มีสิ่งของหรูหราเหมือนบ้านอื่น ก็ไม่เห็นต้องอายใคร มั่นใจในสิ่งที่คิด มั่นใจในสิ่งที่มีและเป็น ย่อมนำสิ่งที่ดีมาสู่ครอบครัวค่ะนอกจากนั้นพ่อแม่ยังต้องมั่นใจในความคิด และแนวทางการเลี้ยงลูกของครอบครัวเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดตามคนโน้น หรือหนังสือเล่มนี้ๆ เป๊ะ เพราะเด็กแต่ละคนและธรรมชาติของแต่ละครอบครัวย่อมมีความแตกต่างกัน หาวิธีที่เหมาะสมกับลูกับครอบครัวเป็นดีที่สุด

มีความพอเพียง หากจะบอกว่าสังคมตอนนี้เข้าสู่ยุคของความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยคงจะไม่ผิดนัก ถ้าไม่รู้จักคำว่าพอ ชีวิตก็คงจะหาความสงบสุขได้ยาก แม้ว่าคุณจะมีเงินมากมายแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ ต้องหาเพิ่มขึ้นอีก แถมอาจยกเหตุผลเพื่ออนาคตที่ดีของลูกด้วย แต่เงินทองที่ซื้อได้เพียงวัตถุนอกกายเหล่านั้น มิอาจซื้อเวลาที่คุณจะอยู่ร่วมกับคุณกลับคืนมาได้ น่าจะดีกว่าหากพ่อแม่หันมายึดทางสายกลาง มีความพอเพียงแบ่งเวลาในการทำงาน เวลาสำหรับลูกและสมาชิกในครอบครัวให้มีความสมดุล


โลกหมุนไว ตามอย่างไรให้ทัน

เพราะโลกในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ การเลี้ยงลูกท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ จึงต้องมีความรู้และเท่าทันความเป็นไปของโลกอยู่เสมอ ดังความเห็นบางส่วนของพ่อแม่ยุคนี้ค่ะ
“หลอมหัวใจพ่อแม่ลูกเป็นดวงเดียวกัน การไล่ตามทันลูกไม่ต้องคิด เพราะหัวใจพ่อแม่และลูก สื่อสารถึงกันตลอด”

“พูดคุยกับลูก อยู่ข้างๆ รับฟังเรื่องราวจากเขา อ่านหนังสือ และอินเตอร์เน็ต เข้าใจเขาให้มากก็พอแล้วไม่ต้องวิ่งตามมากหรอกเหนื่อยแย่เลย”

“คงต้องใกล้ชิดกับลูกมากๆ ตั้งแต่เขายังเล็ก ดูแลใกล้ชิดทุกระยะ เป็นพ่อแม่และเพื่อนที่ลูกคุยได้ เมื่อลูกรักและเคารพเรา ไม่ว่าเราจะแก่ เชย เฉิ่ม ตามเทคโนโลยีอะไรไม่ทัน แต่เราจะยังได้ความเคารพและการเชื่องฟังจากลูกอยู่เสมอ แล้วเราก็ไม่ต้องไปวิ่งตามโลกเพื่อให้ทันลูก”

“หมั่นศึกษาหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาและเลี้ยงดูเด็กในแต่ละวัย ทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับ นำข้อมูลนั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญข้อมูลที่นำมาใช้ควรเหมาะกับสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ รวมถึงลักษณะนิสัยของคนในครอบครัวด้วยค่ะ”

“ตามโลกให้ทัน ต้องขยันอ่าน ขยันค้นคว้าและติดตามข่าวสารตามลูกให้ทัน ต้องฟังลูกให้มาก เพื่อเรียนรู้ความคิดอ่านของเขาคอยเสริมในสิ่งที่เขาขาด และคอยหาข้อมูลเพิ่มเติมในสิ่งที่เขาพูด ให้คำตอบได้ในสิ่งที่เขาถาม”

“ใกล้ชิดลูกทั้งตัวหัวใจ เขาสนใจอะไร เราก็พยายามที่จะสนใจด้วย แม้ใจของเราจะรับไม่ไหวกับโลกใหม่ ยุคใหม่ แต่ต้องยอมรับรู้ทุกอย่างตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่เอามาประยุกต์ใช้เฉพาะในส่วนที่มีประโยชน์ ส่วนจะตามทันลูกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ว่าให้ความสนใจลูกเท่าไหร่ หากใกล้ชิดกันมาก ลูกก็คงไม่ทิ้งระยะห่างจนพ่อแม่ตามไม่ทันหรอกค่ะ”
จากความเห็นดังกล่าว สรุปได้เลยค่ะว่าพ่อแม่ยังคงมั่นใจว่าสามารถตามโลกตามลูกได้ทัน แต่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้จากหลายๆ ช่องทาง ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความรักและดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อลูกไว้ใจว่าพ่อแม่สามารถรับฟังทุกเรื่องราวและมีความเข้าใจเขา ก็ไม่มีทางที่พ่อแม่จะตามลูกไม่ทัน


บทบาทและความสัมพันธ์ในบ้าน

บทบาทและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญค่ะ บทบาทที่ไม่ลงตัวสามารถส่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างในบ้านได้ และยังมีผลต่อการหล่อหลอมอุปนิสัย บุคลิกภาพ ของลูกได้อีกด้วย

  • บทบาทระหว่างพ่อแม่
เสมอภาคกัน ครอบครัวคนไทยในสมัยก่อนมักอยู่กันแบบใครเป็นใหญ่เป็นรอง แต่ในสตวรรษนี้คงมีครอบครัวแบบนี้เหลือน้อยเต็มที พ่อแม่ส่วนใหญ่เห็นว่า…

พ่อแม่และลูกน่าจะมีสิทธิเสมอภาคกันในครอบครัว แบ่งหน้าที่กันดูแลเรื่องต่างๆ ทั้งในและนอกบ้าน แต่ก็ไม่เกี่ยงหน้าที่กัน อะไรที่ช่วยกันทำก็ช่วยกัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล เคารพความคิดเห็นของกันและกัน โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องร่วมกันให้ความรักกับลูก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรต้องไม่มาลงกับลูก

จะเห็นได้ว่าพ่อแม่ยุคใหม่ให้ความเสมอภาคกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องงาน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพราะยุคนี้ไม่ว่าพ่อหรือแม่ต่างก็ต้องทำงานนอกบ้าน ซึ่งหากพ่อไม่ใส่ใจที่จะแบ่งภาระงานในบ้าน แม่คงต้องทำงานหนักเป็น 2 เท่า

ผลการศึกษาจากนักวิจัยจาก Institute of Education มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งได้อิงการสำรวจในปี 1991 2001 และ 2002 พบว่าผู้ชายชอบทำงานหาเลี้ยงครอบครัวมากกว่าอยู่บ้านเลี้ยงลูก และนักวิจัยยังบอกว่า พ่อยุคใหม่น่าจะหมายถึง พ่อที่อยากมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูก แต่พบความต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากความกดดันในด้านอื่นๆ

สำหรับในบ้านเรา จะเป็นไปได้หรือไม่ที่พ่อจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการมีส่วนร่วมเลี้ยงดูลูก คงต้องอยู่ที่ตัวคุณพ่อแล้วล่ะค่ะ ว่าอยากช่วยคุณแม่ด้านใด แค่ไหน และอย่างไรบ้าง


  • บทบาทระหว่างพ่อแม่ และลูก
บทบาทความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งดิฉันคิดว่าพ่อแม่น่าจะสามารถเป็นได้ทั้ง พ่อแม่ ครู และเพื่อนค่ะ

ครูคนแรกของลูก ในแต่ละวัน แต่ละช่วงวัย ลูกจะเรียนรู้จากทุกๆ สิ่งที่แวดล้อมตัวเขา รวมทั้งจากพ่อแม่ ซึ่งถือว่าเป็นนายแบบนางแบบ เป็นครูคนแรก และเป็นกระจกสะท้อนการเลี้ยงดู ลูกจะเรียนรู้จากพ่อแม่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งพ่อแม่เองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกเสมอในทุกเรื่อง

พ่อแม่ยุคก่อนๆ มักจะตั้งกฎระเบียบให้ลูกเดินตาม ซึ่งบางอย่างอาจสร้างความอึดอัดคับข้องใจให้กับลูก และถ้าพ่อแม่เคร่งครัดกับลูกมากๆ ก็อาจทำให้ลูกไม่กล้าพูดหรือแสดงความรู้สึกที่แท้จริง แต่หากพ่อแม่สามารถเป็นเพื่อนของลูกได้ด้วย ก็น่าจะลดปัญหานี้ได้

เป็นเพื่อนที่แสนดี การทำตัวเป็นเพื่อนของลูกจะทำให้พ่อแม่สามารถเข้าใจลูกได้มาก ดิฉันไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องให้ทุกอย่างที่ลูกอยากได้ ตามใจลูกหมดทุกอย่าง หรือยกเลิกกฎระเบียบที่ตั้งไว้หรอกนะคะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกฎเหล่านั้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หาวิธีพูดคุยกับลูกด้วยเหตุผล ยอมรับฟังและเข้าใจลูก วางตัวให้พอดี ไม่ใจดีจนลูกขาดความเกรงใจ และไม่เข้มงวดจนลูกไม่กล้าเข้าใกล้

Smart Parents ที่เป็นทั้งพ่อแม่และเพื่อนที่ดีของลูก ก็จะเป็นคนแรกที่ลูกนึกถึงเสมอไม่ว่าจะมีเรื่องสุขหรือทุกข์และไม่ว่าลูกจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม


ลูกเอาตัวรอดได้ และสุขด้วย

เมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเริ่มเรียนรู้โลกภายนอก ทั้งจากโรงเรียน เพื่อน ครู สื่อต่างๆ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่สามารถชักจูงให้ลูกเดินไปสู่เส้นทางที่พ่อแม่ต้องการได้ เช่น ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยไปตามกระแสแฟชั่น ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา เล่นเกมคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ฯลฯ

เรามาลองฟังตัวอย่างความคิดเห็นของพ่อแม่ยุคนี้กันดีกว่าค่ะว่า เขามีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข และเอาตัวรอดได้ ท่ามกลางสภาพสังคมเช่นนี้
“ในสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันมีสิ่งล่อใจหลายอย่างที่ทำให้เราฟุ่มเฟือยได้โดยไม่รู้ตัว คงต้องใช้แนวพระราชดำริของในหลวงมาเป็นตัวยึดนะคะ”

“อย่างแรกคงต้องแสดงให้ลูกเห็นก่อนว่า ความสุขขอเราคืออะไร ไม่ใช่เดินช็อปปิ้งหิ้วของพะรุงพะรัง แล้วบอกลูกว่ามีความสุขจัง พอไม่ได้ช็อปปิ้งก็อารมณ์เสียให้ลูกเห็น เพื่อลูกจะได้เข้าใจว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่ใจ”

“ต้องเลี้ยงลูกให้รู้สภาพความเป็นจริงของสังคมปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ไม่ปิดบังเขาออกจากความจริง โดยคิดแต่ว่าลูกยังเล็ก เพราะลูกควรรับรู้และเรียนรู้สภาพสังคม และเศรษฐกิจของครอบครัวตนเองว่าเป็นอย่างไร เพื่อลูกจะได้เริ่มปรับตัวได้ตั้งแต่ยังเด็ก”

“เคารพกฎกติกาของสังคม เรื่องความเข้มแข็งแต่อ่อนโยนและไม่อ่อนแอหรือปล่อยให้คนอื่นเอาเปรียบเราจนยเกินไปเพราะถึงลูกจะเสียสละ แต่หากไร้ขอบเขตก็จะถูกคนเอาเปรียบได้ เพราะนั่นจะทำให้เราเอาตัวรอดในสังคมได้”
เห็นด้วยกับความคิดของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะการสอนลูกให้มีความสุขกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับสภาพความเป็นจริง ทั้งภายในบ้านและสังคมนอกบ้าน ตลอดจนรู้จักวิธีแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสมค่ะ


เรื่องนี้…พ่อแม่กังวล

แม้พ่อแม่จะพยายามหาแนวทางเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไม่วายที่จะวิตกไปกับอีกหลายๆ เรื่อง อาทิ

การแบ่งเวลา พ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ บอกกับเราว่าปัญหาอย่างหนึ่งของครอบครัวเดี่ยวที่ไม่มีปู่ย่าตายาย หรือญาติมาช่วยเลี้ยงดูลูก คือ เวลา ที่สมาชิกในครอบครัวควรจะอยู่ด้วยกัน บางครั้งพ่อแม่ก็คงต้องตัดสินใจเลือกและจัดสรรเวลาระหว่างลูกกับงาน ให้อยู่ในความเหมาะสม เท่าที่สามารถจะทำได้

สังคม ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกหนักใจ จากข่าวแต่ละวันที่ปรากฏดูเหมือนจะแปลกและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนมีจริยธรรมลดลง ที่เพิ่มขึ้นคือความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ แต่เรื่องนี้ดิฉันกลับมั่นใจค่ะว่า Smart Parents ไม่ว่ายุคไหนสามารถทำได้ก็คือ การเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาอย่างพร้อมและรู้จักรับมือกับสถานการณ์ในภายภาคหน้า จากพื้นฐานความรักและความเข้าใจของพ่อแม่นี่ล่ะค่ะ

ค่านิยม ผู้คนสมัยนี้รวมทั้งเด็กๆ มักชอบแข่งขันในสิ่งที่ไม่ควร โดยยึดถือวัตถุภายนอกเป็นเครื่องชี้วัดว่าใครเหนือกว่า การปลูกฝังทัศนคติที่ให้มองกันที่จิตใจมากว่าวัตถุ และความมั่นใจ ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสนิยมผิดๆ จะสามารถช่วยให้ปัญหานี้ไม่เกิดกับลูก ซึ่งลูกคงไม่คิดเช่นนั้นหากขาดการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์
ดูเหมือนว่าปัญหาที่ต้องเตรียมพร้อมและรับมือมีมากมายแต่การเลี้ยงลูกไม่ได้มีแต่ปัญหา ดิฉันยังมั่นใจค่ะว่า ลูก…คือคนที่มาเติมเต็มความครอบครัว ความรัก ความผูกพัน และเป็นอะไรอีกมากมายสำหรับพ่อแม่ ไม่ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ดิฉันเชื่อมั่นว่า Smart Parents ทุกท่าน จะสามารถนำพาครอบครัวไปสู่ความเป็น Smart Family ได้อย่างแน่นอน.


(update 15 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600