หัวใจเป็นพรหม


สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมของข้อมูลข่าวสาร ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่ตื่นจนหลับไป เราได้รับฟัง ได้เห็น ได้สัมผัสกับข้อมูลต่างๆ มากมาย ซึ่งมีทั้งข้อมูลในทางบวก มีทั้งข้อมูลที่เป็นจริงและข้อมูลที่เป็นเท็จ มีทั้งข้อมูลที่ให้ความสุขและข้อมูลที่ให้ความทุกข์ ข้อมูลเหล่านี้มีมากมายมหาศาลทุกแง่ทุกมุม ทุกๆ ด้านของวิชาการและทุกๆ ด้านของความชั่วร้ายผู้ที่อยู่ในสังคมปัจจุบันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหัดเป็นคนที่จะต้องพิจารณาอย่างละเอียด อย่างพินิจพิจารณาเชิงวิเคราะห์ด้วยปัญญาที่มองให้ความเป็นจริงอย่างถ่อแท้ แล้วจึงตัดสินว่าควรจะเชื่อหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่แล้วจึงกลั่นกรองรับข้อมูลนั้นมา

ถ้าเราขาดอุปนิสัยในการพิจารณาเชิงวิเคราะห์ด้วยปัญญาแล้ว เราก็รับฟังข้อมูลต่างๆ ด้วยอารมณ์ คือถ้ารู้สึกว่าชอบก็แปลว่าดี ถ้ารู้สึกว่าไม่ชอบก็แปลว่าไม่ดี ซึ่งจะทำให้เราหลงทิศ หลงเชื่อ หลงคิด และหลงกระทำไปในทางที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมได้ ในการเลี้ยงดูลูกก็เช่นกันในอดีตกาล ไม่ว่าจะสังคมในยุคไหนๆ ตั้งแต่ครั้งเรามีสุโขทัยเป็นราชธานี ตลอดเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ ผู้คนในอดีตก็เลี้ยงลูก สืบทอดผู้คน สืบทอดประชากรผู้สร้างคุณประโยชน์มาอย่างมากมายมหาศาล ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้จะต้องไปเรียนรู้หลักจิตวิทยาจากตำรับตำราอะไร ไม่ได้ต้องไปอ่านหนังสือหลักจิตวิทยาการอบรมเลี้ยงดูเด็กจากเมืองนอกหรือจากจิตแพทย์หรือจากนักจิตวิทยาที่ไหน

แต่ท่านในอดีตเหล่านั้นก็มีแนวโน้มปฏิบัติมาได้อย่างดียิ่ง

ท่านใช้หลักอะไรในการเลี้ยงดูลูกกันแน่

ผมในฐานะที่เป็นจิตแพทย์เด็ก ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับจิตวิทยาในการเลี้ยงดูลูก เป็นข้อมูลดีๆ มากมาย แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งกระจัดกระจาย เพราะมีวิธีการจากผู้เชี่ยวมากมายหลายทฤษฎีหลายแนวคิด และหลายแนวปฏิบัติ

ถ้ายิ่งนำไปบรรยาย หรือนำมาเขียนก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังและผู้อ่านงง แล้วเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าในที่สุดตกลงจะให้เลี้ยงลูกอย่างไรกันแน่

ในที่สุดผมก็พบว่าสำหรับคนไทยเรานั้นในอดีตเขาเลี้ยงลูกด้วยสัญชาตญาณของความเป็นพ่อ แม่ คือให้การ อบรมและเลี้ยงดู

คำว่าเลี้ยงดู หมายความว่า เป็นการดูแลเด็ก ให้เด็กได้รับสิ่งต่างๆ ตามความต้องการทั้งด้านกายและใจ ดูแลให้มีสุขภาพดี แข็งแรง มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส ร่าเริง ดูแลป้องกันไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บ ให้มีปัญญาดีๆ ให้กับมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

ส่วนคำว่าการอบรมนั้นเป็นการฝึกฝน อบรมสั่งสอนแนะนำหรือบางครั้งจะมีการทำโทษบ้างก็ได้ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้เด็กๆ มีระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งจะเป็นรากฐานของความเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามต่อไป

ดังนั้น การเลี้ยงดูลูกจึงต้องมีทั้งการอบรมและเลี้ยงดู

แต่ในสังคมปัจจุบันเรามักจะพลาดหรือนึกไม่ถึงก็ได้ ส่วนใหญ่ก็จะทำแต่เรื่องเลี้ยงดู เราจึงเห็นว่าเด็กๆ ในปัจจุบันดูอ่อนด้อยในเชิงคุณธรรมและจริยธรรม และเมื่อเป็นผู้ใหญ่ถ้าจะหวังว่าค่อยๆ มาอบรมค่อยๆ มาสอนด้านศีลธรรมจรรยา ผมว่าเป็นเรื่องยาก

จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงในคุณภาพของความเป็นมนุษย์ของคนไทย ยิ่งสังคมไทยในปัจจุบันมีตัวอย่างของความไม่ถูกต้องมากมาย เด็กๆ ก็จะแลเห็นและซึมซับว่าเป็นของเขาที่ทำกัน เป็นของที่ผู้ใหญ่ประพฤติปฏิบัติกัน เป็นของที่สังคมยอมรับได้ จริยธรรมและคุณธรรมของเด็กๆ ในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญมาก ทำให้เราต้องเน้นการอบรมควบคู่ไปกับการเลี้ยงดูด้วยก็จะดีมากทีเดียว และถ้าอบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กๆ อบรมเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่รับประกันได้ว่าลูกๆ ของเราจะดีทั้งกายและงามทั้งจิตใจ

มีหลักธรรมที่สำคัญและใช้ในการอบรมเลี้ยงดูลูกที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบเสมือนเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง หลักธรรมนี้คือหลักธรรมพรหมวิหาร 4

ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ท่านได้ให้ความหมายของคำว่าพรหมวิหาร 4 ว่า หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม หรือธรรมประจำใจอันประเสริฐ หรือธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี 4 ข้อคือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
เมตตา เป็นความรัก ความปรารถนาให้เขามีความสุข มีไมตรีจิตคิดจะให้ลูกเป็นสุข ความรู้สึกเมตตานี้ทำให้พ่อแม่จำเป็นที่จะต้องให้เวลา ให้ความรักความอบอุ่น ใกล้ชิด และมีสัมพันธภาพกับลูกเป็นอย่างดี

กรุณา เป็นความสงสาร คิดจะช่วยให้ลูกพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน พ้นทุกข์จากความหวาดหวั่นใจ เมื่อเห็นลูกมีความทุกข์จากความหวาดหวั่นใจ เมื่อเห็นลูกมีความทุกข์ก็คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา ซึ่งเราต้องระวังมากทีเดียวที่ความรักของเรานั้นอาจซ้ำเติมให้เขาทุกข์ยิ่งขึ้นก็ได้ ถ้าเป็นความรักนั้นไม่มีความเมตตากรุณาด้วย

มุทิตา ความยินดีเมื่อลูกได้ดี เมื่อลูกมีความสุขก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดี บันเทิง พร้อมที่จะส่งเสริม สนับสนุน ไม่คิดในเชิงริษยา การให้รางวัลทั้งทางใจและทางสิ่งของที่เป็นมุทิตาจิตที่จะส่งเสริมกำลังใจเป็นอย่างดี

อุเบกขา เป็นการวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยอารมณ์ชอบหรือชัง รู้จักวางใจเฉยนิ่งดูเมื่อเห็นลูกเขารับผิดชอบตนเองได้ ไม่เข้าข้างเป็นฝักฝ่ายข้างหนึ่งข้างใด วางอารมณ์ให้เป็นกลางๆ แล้วปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่อย่างคงเส้นคงวา ให้การอบรมด้วยระเบียบวินัยอย่างตรงไปตรงมา ด้านอุเบกขานี้จะทำให้เด็กรู้สึกไม่อึดอัดใจ ไม่ลำบากใจเพราะแม้เขาจะทำในสิ่งที่ไม่ดีแต่พ่อแม่ก็ไม่ได้โกรธ แต่จะอบรมสั่งสอน และยังปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ไปตามปกติผลของอุเบกขานี้จะทำให้เด็กไม่หวั่นใจ มีความเคารพในพ่อแม่ และมีพัฒนาการด้านศีลธรรมจรรยาเกิดขึ้นในใจ
ท่านผู้อ่านที่เคารพรักในบรรดาหลักการเลี้ยงลูกที่ผมได้อ่านมาจากหนังสือหลายเล่มทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย เมื่อนำมาประมวลแล้วก็เข้าได้กับหลักของพรหมวิหาร 4 นั่นเอง ลองนำมาประยุกต์กับการเลี้ยงดูบุตรของท่านดูนะครับ แล้วท่านจะเห็นว่าเป็นหลักธรรมอันประเสริฐยิ่งทีเดียว.


(update 21 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600