เรื่องเล่นของเด็กพิเศษ


“การเล่น” นับกิจกรรมหลักของวัยซนเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ เล่นกับเพื่อน หรือเล่นของเล่น การเล่นนอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับเด็กแล้วยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กได้หลายด้านอีกด้วย

เมื่อพูดถึงของเล่นสำหรับเด็ก การจะเลือกซื้อของเล่นให้ลูกสักชิ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาหลักๆ ก็คือวัยของลูก ซึ่งของเล่นที่ได้มาตราฐานที่มีขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปได้มีการจัดแบ่งตามช่วงวัยเอาไว้แล้ว เพื่อให้เหมาะกับพัฒนาการของเจ้าตัวเล็ก เวลาที่คุณจะเลือกซื้อของเล่นให้ลูกก็สามารถดูได้จากช่วงอายุที่ระบุอยู่ข้างกล่องนอกจากนี้คุณยังต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของวัสดุที่นำมาทำของเล่นด้วย เพราะวัสดุที่ไม่ได้มาตราฐานอาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกได้ อีกคำถามหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอยากรู้ก็คือ ของเล่นสำหรับเด็กพิเศษนั้นต้อง “พิเศษ” กว่าของเล่นสำหรับเด็กทั่วไปหรือไม่วันนี้เรามีคำถามมาให้แล้วค่ะ

ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับเด็กพิเศษก่อนนะคะว่ามีประเภทไหนบ้าง แพทย์หญิงจารุวรรณ กิตติโศภิษฐ์ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมบำบัดได้อธิบายให้ฟังว่า คำว่าเด็กพิเศษนั้น จริงๆ แล้วมาจากชื่อเต็มว่า “เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ” ซึ่งเด็กที่จัดว่าเป็นเด็กพิเศษนั้น ในทางการแพทย์มีอยู่มากมายหลายประเภท แต่ที่พบส่วนใหญ่ก็คือ เด็กสมาธิสั้นและ-หรือซน เด็ก LD (การเรียนรู้บกพร่อง) เด็กออทิสติก เด็กที่มีการพัฒนาการช้า อาจจะช้าเป็นบางด้านหรือช้าทุกด้าน เด็กดาวน์ซินโดรม เด็กที่มีความพิการทางร่างกาย เด็กที่มีความบกพร่องในการมองเห็น และการได้ยิน ซึ่งคุณหมอบอกว่าบางภาวะคุณพ่อคุณแม่สามารถทราบได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์โดยการเจาะเลือดคุณแม่หรือเจาะน้ำคร่ำมาตรวจ เช่น โรคดาวน์ซินโดรม หรือการตรวจการได้ยินในทารกแรกเกิดก้ช่วยค้นหาภาวะการได้ยินบกพร่องตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนเด็กพิเศษในกลุ่มอื่นๆ สามารถสังเกตได้จากพัฒนาการตามวัยโดยทั่วไป เช่น เด็กวัย 2-3 เดือน คอควรจะแข็งแล้ว เวลาที่ได้ยินเสียงดัง เด็กจะหันไปตามเสียง เด็กวัย 4 เดือนขึ้นไปต้องรู้จักพลิกคว่ำ พลิกหงายได้ หรือเวลาที่คุณเล่นด้วย เด็กควรมีปฏิกิริยาโต้ตอบ เด็กวัย 6-8 เดือน สามารถนั่งเองได้และยิ้มตอบเวลาที่คุณยิ้มให้ ชอบใจการเล่นจ๊ะเอ๋ และสามารถตั้งไข่ได้เมื่ออายุครบ 1 ขวบ สำหรับเด็กที่มีปัญหาในเรื่องของการพัฒนาการด้านภาษา จะมีลักษณะทั่วไปที่สังเกตได้ คือ อายุ 4-6 เดือน ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้อืออา อายุ 6-9 เดือน ไม่พยายามเลียนเสียงที่คุณพูดด้วย เมื่อครบขวบแล้วยังไม่พยายามใช้ท่าทาง เช่น ชี้เพื่อบอกความต้องการ พูดไม่เป็นคำ ขวบครึ่งไปแล้วพูดเป็นคำได้ไม่ถึง 5คำ อายุ 2 ขวบ ยังไม่รู้จักผูกคำเป็นวลี อายุ 3 ขวบยังพูดไม่เป็นประโยค อายุ 4 ขวบยังเล่าเรื่องไม่ได้ นอกจากนี้ หากเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป ชอบแยกตัวเล่นตามลำพัง ไม่สนใจ เมื่อคุณชวนเล่น เรียกชื่อไม่หันหา ไม่รู้จักชี้เพื่อบอกความต้องการ หากเด็กมีลักษณะดังกล่าว ควรพาเขาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่อไปค่ะ”


ของเล่นสำหรับเด็กพิเศษ

แม้จะเป็นเด็กพิเศษ แต่ก็ยังสนใจการเล่นเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ซึ่งคุณหมอจารุวรรณอธิบายให้ฟังว่า

“ของเล่นทั่วไปสามารถส่งเสริมพัฒนาการได้ทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษ ถ้าเป็นเด็กปกติ เขาก็จะมีพัฒนาการไปตามวัยอยู่แล้ว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถหาของเล่นที่ตรงตามช่วงวัยมาให้ลูกเล่นได้ตามปกติ ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถกับลูกโดยไม่ต้องใช้ของเล่น เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ปูไต่ ซ่อนหา ก็เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย ในกรณีของเด็กพิเศษ เราก็ใช้ของเล่นธรรมดาทั่วไปนี่แหละค่ะ แต่เราต้องรู้ว่าเด็กมีปัญหาด้านไหน และเราจะฝึกเด็กเรื่องอะไร เราก็นำของเล่นนั้นมาประยุกต์ใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งบางครั้งของเล่นชิ้นเดียวกัน แต่เทคนิคที่เรานำมาใช้เล่นกับเด็กพิเศษแต่ละวัย แต่ละกลุ่มจะแตกต่างกันออกไป”

แม้ของเล่นที่มีขายอยู่ทั่วไปสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเด็กพิเศษได้ แต่คุณหมอจารุวรรณได้แนะนำหลักใหญ่ๆ ในการเลือกใช้ของเล่นกับเด็กพิเศษว่า

“เราไม่มีการเจาะจงว่าของเล่นชิ้นไหนเหมาะสำหรับเด็กพอเศษกลุ่มใด แต่เราจะเลือกของเล่นให้เหมาะกับสภาพปัญหาของเด็ก ดูเป้าหมายในการสอน พิจารณาตามอายุพัฒนาการของเด็ก และเทคนิควิธีในการสอน เช่น ถ้าเป็นกรณีของเด็กอายุ 3 ขวบ ที่มีพัฒนาการช้าเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1 ขวบครึ่ง เขาอาจจะไม่สนใจและไม่สามารถเล่นของเล่นแบบเด็ก 3 ขวบได้ เช่น เขาอาจจะยังแค่เริ่มหัดหยอดบล็อกไม้รูปทรงต่างๆ ลงในช่อง เพราะการทำงานของมือและตายังไม่ประสานกัน ยังไม่สามารถแยกแยะสีและรูปทรงหรือต่อบล็อกเป็นรูปรถไฟ หรือสร้างตึก สร้างบ้าน ตามจินตนาการ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ว่าจะสอนเขาเรื่องอะไร เด็กที่มีพัฒนาการช้า เราต้องดูว่าเขาช้าด้านไหน เคลื่อนไหวช้าหรือช้าเรื่องภาษา เราก็นำของเล่นชิ้นนั้นๆ มาปรับใช้ให้ตรงตามอาการ ซึ่งการนำของเล่นมาประยุกต์ใช้นั้นมีมากมาย หลายวิธี หลักสำคัญคือเราต้องมีความเข้าใจปัญหาของเด็กอย่างแท้จริง แล้วเราก็จะสามารถพัฒนาเขาได้อย่างตรงจุดยกตัวอย่างง่ายๆ เด็กส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษ เขาจะชอบของมันกลิ้งได้ หมุนได้ เคลื่อนไหวได้ อย่างเช่นลูกบอล ถ้าเรานำไปใช้สอนเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการการเคลื่อนไหวเราก็จะใช้ลูกบอลเป็นตัวกระตุ้นให้เขารู้จักที่จะคืบตามลูกบอลที่มันกลิ้งไปมา แต่ถ้าจะนำไปสอนเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการด้านภาษา เราก็ต้องหาวิธีเล่นลูกบอลให้สนุกและน่าสนใจ ทำให้เขาอยากเล่น ซึ่งเราจะมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องพูดขอลูกบอลเขาจึงจะได้เล่น ของเล่นที่เด็กๆ สนใจมากอย่างหนึ่งก็คือฟองสบู่ ของแบบนี้ทำเองได้โดยเลือกใช้สบู่เหลวแบบ No more tears สำหรับเด็ก แล้วเติมกลีเซอรีนเข้าไปนิดหน่อย ก็สามารุนำมาประยุกต์สอนได้หลายอย่าง เช่น สอนให้เด็กรู้จักการเป่า หรือใช้สอนให้เด็กพิเศษรู้จักเลียนแบบท่าทางก็ได้ เช่น พอเป่าฟองสบู่แล้วเรากระโดดตบ 2 ที แล้วให้เขาทำตามหรือในกรณีของเด็กออทิสติกที่ชอบเล่นคนเดียว เราก็ใช้ฟองสบู่สอนให้เขารู้จักเล่นกับเพื่อน เริ่มจากยอมเล่นอยู่ใกล้ โดยการเล่นกันหลายคน มีที่เป่าคนละอัน ต่อมาค่อยลดเหลืออันเดียวเพื่อให้รู้จักรอ รู้จักแบ่งปัน บล็อกไม้ที่มีกล่องสำหรับให้เด็กหยอดของเล่นลงไปให้ตรงตามรูปทรง อันนี้จะช่วยฝึกการทำงานประสานระหว่างมือกับตา สอนให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา และเรายังสามารถใช้สอนเรื่องสี เรื่องรูปทรง หรือต่อเป็นรูปต่างๆ กระตุ้นจินตนาการของเด็กได้ ของใช้ในบ้านก็สามารถนำมาประยุกต์สอนได้อีกเยอะ เช่น นำข้าวสารหรือเมล็ดถั่วมาใส่ถ้วย ให้เด็กตักเล่น แต่ต้องระวังเรื่องการปลอดภัย ไม่ควรให้เด็กเล่นตามลำพังเพราะอาจเกิดอันตรายได้ ทรายก็เป็นของอีกอย่างหนึ่งที่นำมาประยุกต์ให้เป็นของเล่นได้ เด็กจะได้เรียนรู้ผิวสัมผัส แป้งโดว์ก็เป็นของลเนยอดนิยมอีกชิ้นหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำเองได้ และช่วยสอนลูกได้หลายอย่าง เช่นเรื่องผิวสัมผัส เรื่องของสี ช่วยกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมือและนิ้ว และส่งเสริมจินตนาการในการเล่น”

มาถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่คงมีแนวทางในการเลือกของเล่นสำหรับเด็กพิเศษมากขึ้นแล้วว่าควรเลือกอย่างไร และเล่นแบบไหนจึงจะให้ประโยชน์ อีกจุดหนึ่งที่คุณควรทราบก็คือ ของเล่นและอุปกรณ์เสริมสร้างการเรียนรู้แบบไหนที่ไม่ควรนำมาใช้กับเด็กพิเศษ คุณหมอจารุวรรณได้ให้คำแนะนำว่า

“สำหรับเด็กพิเศษ โดยเฉพาะเด็กออทิสติก ในช่วงที่เริ่มรักษาใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้ลูกอยู่กับทีวี วีดีโอ หรือ เกมคอมพิวเตอร์ เพราะของเหล่านี้เป็นสื่อด้านเดียว ไม่มีการโต้ตอบกับเด็ก ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า และถ้าเด็กเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เริ่มสนใจคนรอบข้าง มีปฏิกิริยาโต้ตอบแล้ว ถ้าจะให้ลูกดูวีดีโอที่เป็นสื่อการสอน ก็ต้องมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย อย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เพราะเด็กมีแนวโน้มที่จะติดของพวกนี้ได้ง่ายโดยเฉพาะเด็กออทิสติก เขามีโลกส่วนตัวของเขาอยู่แล้ว ถ้าปล่อยไว้คนเดียวก็จะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เล่นของเล่นที่ไม่แนะนำสำหรับเด็กพิเศษทั่วๆ ไปก็คือ ของเล่นที่เป็นอาวุธต่อสู้ เช่น ดาบ ปืน เพราะเด็กยังไม่รู้จักแยกแยะ หรือของเล่นที่มีชิ้นส่วนหลุดได้ง่าย เพราะเด็กกลุ่มนี้จะชอบดึงทึ้งมากกว่าเด็กปกติทั่วไป รวมไปถึงของเล่นที่มีแบตเตอรี่ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะงัดแงะเก่ง เขาอาจจะงัดแบตเตอรี่มาอมเล่นแล้วเกิดอันตรายได้”

นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำเทคนิคในการนำของเล่นมาเล่นกับลูกว่า เด็กๆ จะมีความเบื่อง่าย การนำของเล่นมาผลัดเปลี่ยนทุก 1-2 สัปดาห์ หรือนำของเล่นไปแลกเปลี่ยนกันเล่นกับเพื่อนก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่ามีของเล่นใหม่เล่น เขาก็จะไม่เบื่อ และยังช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเงินได้อีกด้วยค่ะ


เด็กพิเศษ…ต้องการความเข้าใจเป็นพิเศษ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลลูกที่เป็นเด็กพิเศษ จริงอยู่ที่ว่าคุณต้องรับบทหนักมากกว่าคนอื่น ต้องเข้าใจลูกในทุกๆ ด้านมากกว่าคนอื่น แม้กระทั่งการเล่นกับลูกก็ต้องมีการศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้น เพื่อจะได้พัฒนาเขาได้อย่างตรงจุด ที่สำคัญต้องมีความอดทนมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว บางครั้งก็อาจทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ใจไปบ้าง ซึ่งตรงจุดนี้คุณหมอจารุวรรณได้ให้คำแนะนำว่า

"อยากให้มองในอีกด้านหนึ่งว่าเด็กพิเศษเขามีความพิเศษอีกหลายๆ ด้านที่แฝงมา และมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่เขาก็สอนเราด้วย ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนสอนเขาฝ่ายเดียว คุณพ่อคุณแม่ก็ได้อะไรจากลูกที่เป็นเด็กพิเศษเยอะแยะ เพียงแต่ว่าในระหว่างทางมันน่าท้อ มันมีปัญหามากมายกว่าจะเห็นผลที่ได้จากการฝึก แต่เมื่อเราได้เห็นว่าลูกทำได้ ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เราจะมีความชื่นใจมากกว่าคุณพ่อคุณแม่ทั่วไปเสียอีก หมออยากให้คิดว่า คุณยังมีคนรอบข้างที่พร้อมจะเข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้ คุณพ่อคุณแม่บางคนไม่กล้าเปิดเผยว่ามีลูกเป็นเด็กพิเศษ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกว่าต้องแบกรับปัญหาเอาไว้คนเดียว ไม่มีใครเลยจริงๆ แล้วถ้าลองเปิดใจ พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่คนอื่นๆ หรือคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา มันจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เหมือนได้พูดคุยกับคนที่เข้าใจเรา”

เพราะลูกคือ ของขวัญล้ำค่าที่สุดสำหรับครอบครัว ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าความรักความเข้าใจจากคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ปัญหาทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ.


(update 14 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.154 May 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600