ฝึกลูก : เป็นตัวของตัวเอง


การดูแลฟูมฟักลูกรักให้เติบใหญ่ ใช่เพียงแต่จะให้ได้กินอาหารดีมีประโยชน์และการศึกษาดีเท่านั้นนะคะหากอยู่ที่การสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้ด้วย และหนึ่งในสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่อายุขวบสองขวบนี่เลยค่ะ


รู้ทฤษฎี…เข้าใจลูก

อีริกสัน นักจิตวิทยาวิเคราะห์ชาวเดนมาร์กแบ่งเป็นช่วงพัฒนาการทาอารมณ์และสังคมของคนไว้ทั้งหมด 8 ระยะด้วยกัน โดยระยะที่หนึ่งถึงสามถือเป็นระยะเริ่มต้นที่สำคัญ อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี แต่ละระยะของพัฒนาการจะเน้นเกี่ยวกับพัฒนาการด้านอารมณ์ซึ่งอีริกสันบอกว่าหากแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการทางอารมณ์อย่างสมบูรณ์ช่วงต่อไปก็จะดีตาม แต่หากบกพร่องก็จะเกิดผลกระทบส่งต่อความบกพร่องไปยังช่วงอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ในช่วงอายุ 1-3 ปีนั้นถือเป็นช่วงของความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) ด้วยพัฒนาการทางอารมณ์ที่ลูกเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง พูดได้ เดินได้ กินได้เอง กำลังสนุกอยู่กับการทดลองที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง แถมยังเพลิดเพลินกับการทดสอบอารมณ์ของพ่อแม่ด้วยการแผลงฤทธิ์ วีน เอาแต่ใจ ดื้อ สารพัด เรียกว่าความป่วนทั้งหลายพร้อมใจมารวมตัวกันในวัยนี้ แต่ในขณะเดียวกันช่วงอายุ 1-3 ปีก็เป็นวัยที่เหมาะกับการบ่มเพาะความเป็นตัวของตัวเองให้งอกงามเติบโตในตัว ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนของคุณพ่อคุณแม่ที่จะสร้างความเป็นตัวของตัวเองที่พอเหมาะพอควรให้ลูกด้วยค่ะ


3 ไม่ ที่ขัดขวาง
  • ไม่ให้ทำเอง

    “ลูกไม่ต้อง…แม่ทำเอง” ถ้าคุณเลี้ยงลูกให้เป็นเจ้านายในบ้านแล้วตัวเองตามเป็นนางสนองพระโอษฐ์ คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ไม่ยอมให้หยิบจับอะไรทั้งนั้น ดูแลลูกเหมือนกับเป็นเด็กเล็กๆ ตลอดเวลา

    แบบนี้ดีกว่า : “ปล่อยทำอะไรเอง”
    วัยนี้ทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้างแล้วค่ะ อย่าคิดแทนว่าลูกจะลำบาก เพราะการได้จับช้อนกินข้าว ดื่มน้ำจากแก้ว เดินไปเก็บจานเอง ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบหรอกค่ะ วัยนี้ชอบอยู่แล้วที่ได้เลียนแบบผู้ใหญ่ การช่วยเหลือลูกเกินไปทำให้เขาขาดประสบการณ์ ไม่ได้ฝึกฝน จึงขาดความมั่นใจที่จะทำ ในที่สุดก็เลยไม่ยอมทำอะไรเพราะคิดว่าทำได้ไม่ดีพอ สู้ไม่ทำเลยดีกว่า

  • ไม่ให้ลองเล่น

    “อย่าเล่นทรายลูก ใส่รองเท้าด้วยเดี๋ยวโคลนเลอะเปื้อนดิน”
    ฯลฯ เรียกว่าสกปรกนิดหน่อยเป็นไปไม่ได้ เรื่องที่จะปล่อยให้เล่นลุยมอมแมมไม่มีทางแน่

    แบบนี้ดีกว่า : “ปล่อยให้เล่น ให้ลอง”
    บางทีการที่ลูกเล่นแผลงๆ กระโดดลงจากเตียง ปีนโต๊ะกินข้าว วิ่งหกล้มหัวคะมำบ้าง ก็เป็นความซนเฉพาะวัย (แต่ต้องมั่นใจว่าพ่อแม่อยู่ด้วยปลอดภัยและไม่อันตรายร้ายแรง) จะช่วยให้ลูกกล้าคิด กล้าตัดสิน และกล้าลงมือแล้วการที่จะสกปรก เลอะเทอะ หรือเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ จะเป็นบทเรียนให้ลูกได้เรียนรู้ว่าครั้งหน้าจะไม่ทำและระวังตัวมากกว่านี้ แถมการเล่นแผลงๆ บ้างก็เป็นการคิดอะไรใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นจินตนาการเสริมสร้างความคิดอะไรใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นจินตนาการฝึกความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกได้ดีทีเดียว

    พ่อแม่ควรลดความกังวลหรือคาดหวังกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูก (ที่ไม่ได้อย่างใจ) และเปลี่ยนมาเป็นคนเฝ้ามองให้ลูกอยู่ในสายตาเพื่อระวังอันตรายหรืออุบัติเหตุเท่านั้นการปล่อยให้ลูกทำเองโดยแม่คอยดูอยู่ห่างๆ จะทำให้ลูกรู้จักคิดที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองเสียงร้องห้ามทุกครั้งของผู้ใหญ่จะทำให้ลูกคิดว่าเขาเป็นเป้นคนไม่มีความสามารถ ไม่กล้าตัดสินใจและไม่กล้าลงมือทำในที่สุด

  • ไม่ให้นอกกรอบ

    “อ๊ะๆ อย่าซนลูก อย่ากระโดดแบบนั้น” ห้ามเล่นทุกอย่างที่นอกลู่นอกทาง ลูกต้องอยู่ในกรอบ หรือสิ่งที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้จะเล่นได้เพียงตัวต่อเลโก้ที่บ้าน ห้ามลอง ห้ามจับของเล่นแปลกใหม่ที่ (แม่) ไม่คุ้นตา แค่ลูกเอื้อมมือจะหยิบสิ่งที่แม่ไม่ได้กำหนด จัดเตรียมไว้ให้ ก็ถือเป็นสิ่งผิด ต้องร้องเตือนลูกจนเสียงหลงแล้ว

    แบบนี้ดีกว่า : “ปล่อยให้เลือก ได้ตัดสินใจ”
    การเพิ่มตัวเลือกให้ลูก (แต่เราอาจกำหนดขอบเขตตัวเลือกให้ได้) ช่วยให้ได้ฝึกคิด รู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ก่อนจัดเสื้อผ้าให้ลูกในแต่ละวันอาจลองถามว่าลูกอยากใส่ตัวไหนหรือเลือกอ่านนิทานเรื่องที่ถูกใจลูก (อาจไม่ถูกใจเรา) เลือกของเล่นเอง เลือกแบ่งของเล่นให้เพื่อเล่นด้วย เมื่อลูกเทียบแล้วต้องยอมรับและสนับสนุนความคิดลูกด้วยนะคะ ถ้าให้ลูกเลือกแต่ไม่ยอมรับความเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือครั้งต่อไปลูกจะไม่กล้าเลือก สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นแบบนี้บ่อยๆ ส่งผลให้ลูกเมื่อโตขึ้นค่ะ
การที่ลูกจะกล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้นั้น ถึงจะมีวิธีเป็นร้อยพันแต่หากลูกขาดแรงสนับสนุนและความรักอันมั่นคงจากพ่อแม่แล้ว ความเป็นตัวของตัวเองก็คงเกิดขึ้นและพัฒนาเติบโตของลูกขึ้นได้ยากค่ะ


เป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ไม่เป็นตัวของตัวเอง
- มั่นใจในตัวเองซึ่งอาจจะทั้งเรื่องดีและไม่ดีและไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่ดีและไม่รู้จักกาลเทศะเพราะพ่อแม่ไม่เคยห้าม -ไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง
- ไม่รับฟังความคิดเห็นเพื่อนๆ หรือที่เรียกเอาแต่ใจ - ทำตามเพื่อนทุกอย่าง ไม่กล้าแสดงความคิดและไม่ทดลองสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้ขาดโอกาสการเรียนรู้
- ช่างเลือกยึดติดกับสิ่งที่ตัวเองมี ถ้าไม่ได้ก็จะโวยวายเอาให้ได้ - คิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถไม่มีสิทธิ์เลือก จนอาจดูเป็นเด็กนิ่งเฉย


(update 23 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No. 131 September 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600