Healthy Teeth for Babies & Kids

กองบรรณาธิการ นิตยสารบันทึกคุณแม่


จริงๆ แล้วความรู้เรื่องของการดูแลฟันนั้นได้ปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ เด็กไทยทุกคนจะคุ้นเคยกันดีว่า …ฟ.ฟันสะอาดจัง อย่าลืมนะคะว่าฟันคนเรามีแค่ 2 ชุด เมื่อฟันแท้หมดไป ก็ต้องเสียเงินเสียทอง ไปถอยฟันปลอมที่ปัจจุบันราคาสูงมากค่ะ

เรื่องฟันเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายคนเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดฟันมามากแล้ว อะไรเป็นสาเหตุของการทำให้ปวดฟัน พ่อหรือแม่หรือว่าตัวเด็กๆ เอง วันนี้มาเฝ้าระวังและป้องกัน ก่อนที่ลูกจะต้องทรมานจากการปวดฟันกันดีกว่า


GOING TO THE DENTIST พาลูกไปหาหมอเมื่อไรดี ?

การป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษา และการป้องกันทางทันตกรรมนั้นจะประสบผลสำเร็จเมื่อเริ่มกระทำแต่เนิ่นๆ คือตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค และกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำตั้งแต่ระยะก่อนคลอด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันและรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดภายในช่องปาก การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพฟันของตัวเองและลูกน้อยในครรภ์
อายุ 0-1 ขวบ เมื่อลูกน้อยอายุครบ 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ขวบ หรือหลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว ทันตแพทย์จะช่วยแนะนำความเสี่ยงตจ่อการเกิดฟันผุและให้คำแนะนำเรื่องการดูแลทำความสะอาดภายในช่องปากของลูกน้อย ซึ่งควรเริ่มทำความสะอาดช่องปากตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้น ด้วยการใช้ผ้าเช็ดจนกระทั่งการใช้แปรงสีฟัน เมื่อเด็กมีฟันขึ้นแล้ว ส่วนการใช้นมขวดในระยะนี้ควรหลีกเลี่ยงการให้นมในช่วงระหว่างนอนหลับ และควรใช้ฟลูออไรด์เสริมตามความเหมาะสม

อายุ 1-2 ขวบ เป็นวัยที่ควรหลีกเลี่ยงการให้นมระหว่างการนอนหลับ และควรงดดื่มนมมื้อดึก พร้อมทั้งควรฝึกให้เด็กดื่มนมจากถ้วย และทำความสะอาดปากและฟันทุกครั้ง หลังการดื่มหรือก่อนนอน เพื่อช่วยป้องกันฟันผุ และควรพาลูกน้อยไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และเคลือบฟลูออไรด์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์

อายุ 3-6 ขวบ ในวัยนี้ควรพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอนอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้ช่วยแปรงฟันให้เด็กจนกว่าเด็กจะควบคุมการใช้มือในการแปรงฟันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรได้รับการเคลือบฟลูออไรด์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และเคลือบหลุมร่องฟันในฟันกรามน้ำนม เพื่อป้องกันฟันผุ

อายุ 7 ขวบขึ้นไป วัยนี้เริ่มมีฟันแท้ขึ้น ซึ่งต้องมีการกวดขันเรื่องอาหาร และการทำความสะอาดฟันเป็นพิเศษหลังทานอาหารหรือทอฟฟี่ ควรแปรงฟันหรือบ้วนปากให้สะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันฟันผุ และควรได้รับการเคลือบร่องฟัน ฟันกรามแท้ที่ขึ้นใหม่ และเคลือบฟลูออไรด์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์

ฟันไม่ขึ้นช่วงขวบปีแรกผิดปกติไหม ?

ถ้าฟันน้ำนมไม่ขึ้นช่วงขวบปีแรก ผิดปกติไหม ถ้าไม่ผิดปกติเพราะอะไร ? คุณหมอแจ้งว่าไม่ผิดปกติค่ะ เพราะฟันน้ำนมของเด็กสามารถขึ้นได้ถึงขวบปีแรก ไม่ถือว่าช้าหรือผิดปกติค่ะ แต่ถ้าสมมติว่าขวบครึ่งแล้วยังฟันน้ำนมไม่ขึ้นก็อาจจะช้าไปหน่อยแล้ว อาจจะต้องพามาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดู และอาจช่วยกระตุ้นให้เด็กด้วยโดยการหาอาหารหรือสิ่งที่ขบเคี้ยวได้มาให้กัดหรือแทะ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ฟันของเด็กขึ้นไวขึ้นค่ะ

โดยปกติเด็กแต่ละคนมีฟันขึ้นช้าหรือเร็วแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่มักไม่เกิน 6 เดือนจากเกณฑ์ปกติ เด็กผู้หญิงฟันจะพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชายโดยประมาณ 2 เดือนถึง 10 เดือน เด็กบางคนฟันขึ้นช้ากว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันมากจนพ่อแม่เป็นห่วง หาก 8 เดือนแล้วฟันลูกยังไม่ขึ้น คุณแม่อย่านิ่งนอนใจนะคะ เพราะอาจมีสาเหตุความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกของคุณ

ฟันน้ำนมที่ขึ้นมาเหนือเหงือกเมื่อทารกคลอดออกมาก็พบหลายรายเรียกว่า เนแทล ทีธ (Natal Teeth) ซึ่งต่างจากนีโอแทล ทีธ (Neonatal Teeth) ที่ขึ้นก่อนกำหนดในระยะ 30 วันแรกนับจากวันที่ทารกคลอด ส่วนใหญ่ฟันน้ำนมที่ขึ้นเร็วเช่นนี้จะเป็นฟันซี่หน้าตรงกลาง อาจจะเป็นฟันบนหรือฟันล่างและมักจะขึ้นมาพร้อมกัน 2 ซี่หรือซี่เดียว

นักวิจัยพบว่า ฟันที่ขึ้นเร็วส่วนมากจะมีส่วนประกอบทุกอย่างเหมือนกับฟันที่ขึ้นตามกำหนด เพียงแต่อาจจะโยกเล็กน้อย ฟันที่ขึ้นมาเร็วควรจะเก็บไว้จนกว่าจะหลุดไปเอง แต่บางครั้งจะก่อปัญหาในการให้ลูกดูดนมมารดา วิธีแก้อาจทำได้โดยใช้ผ้าก๊อซหุ้มรอบๆ หัวนมในขณะให้นมลูก เด็กหลายรายฟันน้ำนมถูกถอนออกก่อนกำหนดและมีผลให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่เร็ว

เมื่อฟันแท้เริ่มขึ้นปุ่มกระดูกที่โผล่ขึ้นมาเหนือเหงือก (Eruption Sequestrum) ส่วนใหญ่พบเมื่อฟันกรามขึ้น จะสังเกตเห็นเป็นก้อนหรือปุ่มลักษณะขรุขระสีขาวอยู่กลางร่องฟันแท้ที่กำลังโผล่ขึ้นเหนือเหงือก อาจพบได้ก่อนหรือหลังจากที่ยอดแหลมของฟันจะโผล่ขึ้นมาเหนือเหงือก ต่อมาเมื่อฟันแท้ขึ้นมาเต็มที่ปุ่มที่ปุ่มกระดูกดังกล่าวจะหลุดออกเองจากฟันแท้และละลายตัวไป เปรียบเทียบได้กับจุกก๊อกที่อุดปากขวดแต่ถ้าฟันแท้มีขนาดใหญ่ก็จะมีปุ่มกระดูก (Sequestrum) ที่ใหญ่ด้วยละลายของ Sequestrum อาจจะไม่หมดจึงเห็นเป็นปุ่มขาวลักษณะขรุขระติดอยู่ในเหงือกที่จะเกิดปัญหาคือ เวลาเคี้ยวอาหารจะทำให้เจ็บ การรักษาไม่จำเป็นต้องใช้ยาใดๆ เพราะอาการดังกล่าวจะหายไปเองเมื่อฟันแท้โผล่ขึ้นมาเหนือเหงือกค่ะ

หากสังเกตว่าฟันเด็กขึ้นมาช้ากว่ากำหนดมาก อาจต้องให้แพทย์ตรวจว่าเด็กมีความผิดปกติอื่นๆ เช่น เนื้อเยื่อของเหงือกมีความหนาแน่นมาก (Fibromatosis Gingivae) ซึ่งก็กีดขวางเป็นอุปสรรคให้ฟันโผล่ขึ้นมาเหนือเหงือกยาก หรืออาจเกิดจากการขาดวิตามินดีที่เรียกว่า ริกเก็ต (Rickets) ซึ่งพบในเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่แต่ในท้อง ไม่ได้ถูกแสงแดด หรือจากการที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยกว่าปกติ เมื่อทราบสาเหตุที่เป็นต้นตอและทำการรักษาการพัฒนาของฟันก็จะดำเนินต่อไปเป็นปกติ เด็กบางคนฟันน้ำนมจะติดแน่นอยู่จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่มักจะพบบางซี่เช่น ฟันกราม และไม่มีฟันแท้ เมื่ออายุมากขึ้นเข้าวัย 30 ปี มีการละลายตัวของรากฟัน ฟันจะโยกหรือหลุดไปในที่สุด กรณีนี้ต้องใส่ฟันทดแทน

พ่อแม่หลายคนวิตกกังวลเรื่องฟันของลูกขึ้นช้าควรมาปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีสาเหตุใดที่ทำให้ฟันไม่ขึ้นตามกำหนด หากพบว่าเป็นผลของการทำงานผิดปกติจากต่อมที่ผลิตฮอร์โมน เช่น Endocrine Gland ก็จะได้รักษาตั้งแต่ระยะแรกเพื่อให้ฟันของเด็กพัฒนาต่อไปตามปกติ


DO YOU KNOW! นานาสาระเรื่อง "ฟัน"

การป้องกันฟันผุเริ่มเมื่อใด ?
การป้องกันฟันผุในเด็กสามารถทำได้ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ที่มีสุขภาพดีทานอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการทำให้ลูกมีตัวฟันที่สมบูรณ์แข็งแรง

คุณแม่ฟันสะอาด…ลูกน้อยฟันดี
คุณแม่ควรจะได้รับการบูรณะฟันที่ผุและดูสุขภาพช่องปากให้สะอาด เพราะหากคุณแม่มีสุขภาพฟันและเหงือกที่ไม่สะอาด จะทำให้มีเชื้อที่ทำให้เกิดฟันผุจำนวนมาก คุณแม่สามารถส่งผ่านเชื้อนี้ไปยังลูกทางน้ำลาย

ฟันน้ำนมของลูก
ฟันซี่แรกขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนและทยอยขึ้นจนครบ 20 ซี่ เมื่อลูกอายุ 2 ขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่ไม่สามารถดูแลสุขภาพฟันได้ด้วยตนเอง ผู้เลี้ยงดูจึงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ลูกมีสุขภาพฟันดี

ฟันน้ำนมมีความสำคัญ..?
ช่องปากเปรียบเหมือนประตูแห่งสุขภาพที่ลูกจะได้รับอาหารเข้าสู่ร่างกาย ฟันทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร ลูกจะมีความสุขในการรับประทานอาหารหลากหลายชนิดถ้ามีสุขภาพฟันดี การที่ปล่อยให้ลูกมีฟันน้ำนมผุไม่ได้รับการรักษา ฟันผุอาจลุกลามถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดฟัน ลูกจะไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนเนื่องจากพยายามเลี้ยงการรับประทานอาหารบางชนิดเพราะปวดฟัน

ฟันน้ำนมผุไม่ต้องรักษา….. จริงหรือ ?
การที่เด็กมีฟันน้ำนมผุ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าฟันน้ำนมอยู่ไม่นานและไม่สำคัญ ผู้ปกครองจึงมักไม่สนใจดูแลฟันน้ำนมของลูกอย่างจริงจังแท้จริงแล้วฟันน้ำนมมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยเด็กของลูก จริงอยู่ที่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มหลุดไปเมื่อลูกอายุ 6 ปี แต่จะทยอยหลุดครั้งละ 1-2 ซี่ จนกระทั่งซี่สุดท้ายเมื่อลูกอายุถึง 12 ปีทีเดียว และยังมีความสำคัญต่อฟันแท้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพช่องปากที่ดี

ฟันน้ำนมมีผลต่อฟันแท้อย่างไร..?
การที่ฟันน้ำนมผุมาก อาจลุกลามไปสู่ฟันแท้ที่อยู่ข้างใต้ได้ การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นมีผลให้ฟันแท้น้ำนมผุมีโอกาสที่จะมีฟันแท้ผุมากกว่าเด็กที่ไม่มีฟันน้ำนมผุ

ทำความสะอาดฟันให้ลูกเมื่อไรดี ?
การทำความสะอาดฟันสามารถทำได้ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น โดยใช้ผ้าสะอาดหรือแปรงสีฟันสำหรับเด็กควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อฟันกรามน้ำนมขึ้นการใช้ผ้าไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีเท่าแปรงสีฟันเนื่องจากฟันกรามมีหลุมร่องฟันควรแปรงฟันให้ลูกหลังการรับประทานอาหาร เพื่อกำจัดเศษอาหารและแผ่นคราบแบคทีเรียซึ่งเป็นที่สะสมของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดฟันผุ

ฟันผุลุกลาม ถ้าหนูน้อยติดขวดนม
การปล่อยให้ลูกดูดนมจากขวดเกินอายุ 18 เดือนมีโอกาสเกิดฟันผุมากขึ้น นอกจากนี้ไม่ควรฝึกให้ลูกรับประทานน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มต่างๆ จากขวดนม

เลือกอาหารดีมีประโยชน์ต่อฟันลูก
ขนมหรืออาหารว่างที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุดังนั้นควรเลือกรับประทานของว่างที่เป็นโปรตีนหรือผลไม้ จะช่วยลดการสร้างกรดที่เกิดขึ้น ทำให้ลูกมีโอกาสเกิดฟันผุน้อยลง

ทำไมต้องแปรงฟันก่อนนอน
ในเวลานอนส่วนต่างๆ ของร่างกายจะได้พักผ่อนด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงขับน้ำลายออกมาในช่องปากน้อยลงในขณะนอน ถ้าเราไม่แปรงฟันก่อนนอนจะมีเศษอาหารตกค้างอยู่เพื่อให้จุลินทรีย์นำไปใช้ในการเจริญเติบโตในการสร้างกรด และสารพิษต่างๆ น้ำลายไม่สามารถชะล้างสารพิษต่างๆ ออกจากช่องปากได้ เพราะมีจำนวนน้อยมาก จึงจำเป็นต้องแปรงฟันก่อนนอนเพื่อกำจัดวงจรดังกล่าว

แปรงฟันทุกวันแล้วทำไมฟันผุอีก
การรักษาสมดุลย์ระหว่างการสูญเสียแร่ธาตุของฟัน โดยกรดกับการเสริมแร่ธาตุกลับของฟัน โดยฟลูออไรด์จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะเกิดฟันผุได้หรือไม่เพียงใด การแปรงฟันธรรมดาไม่สามารถป้องกันฟันผุได้ จึงควรแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมยาสีฟันฟลูออไรด์จะช่วยทำให้สมดุลย์ค่อนไปทางการเสริมสร้างแร่ธาตุของฟันทำให้ป้องกันฟันผุได้

อย่างไรก็ดีแม้จะแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างดีแล้ว แต่ถ้าอมลูกอมของหวานจุบจิบบ่อยๆ ก็จะมีผลให้สมดุลย์บนฟันเปลี่ยนไปในทางการสูญเสียแร่ธาตุมากขึ้น จนเกิดโรคฟันผุขึ้นได้ ดังนั้นการป้องกันโรคฟันผุให้ได้ผลดี นอกจากจะแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์แล้ว ยังจะต้องควบคู่ไปกับการลดความถี่ของการรับประทานขนมหวาน หรืออมทอฟฟี่ให้ลดน้อยลงด้วย

ที่มาข้อมูล : จากหนังสือเผยแพร่สุขภาพ “คู่มือการดูแลสุขภาพในช่องปากแก่ประชาชน” ร่วมจัดทำ โดย กระทรวงสาธารณสุข, มูลนิธิพอ.สว., ทันตแพทยสภา, และทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ 21 ตุลาคม 2540, จากเอกสารของหน่วยทันตกรรม รพ.ศิริราช) และ(เอกสารอ้างอิง จาก รศ.ศิริรักษ์ นครชัย ชมรมทันตกรรมสำหรับเด็กแห่งประเทศไทย)


WHAT TO DO! ก่อนพาหนูๆ ไปทำฟัน
1. อย่ารอให้ลูกปวดฟันแล้วจึงพามาพบทันตแพทย์ เพราะการรักษาจะยุ่งยากเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ควรเริ่มพามาตั้งแต่ 3 ขวบ แม้เด็กยังไม่มีฟันผุเพื่อขัดฟันเคลือบฟลูออไรด์สร้างทัศนะคติในการทำฟันให้กับเด็ก

2. อย่าคิดว่าการรักษาฟันน้ำนมเป็นสิ่งไม่คุ้มค่า เพราะฟันน้ำนมที่หลุด ในอายุที่สมควรหลุดจริง ไม่ได้เสียไปเพราะฟันผุ จะทำให้ฟันแท้ขึ้นได้ตรง ไม่ซ้อนเก ไม่ผุง่าย ลูกรับประทานอาหารได้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต พูดได้ชัด

3. อย่าปลูกผังความกลัวทันตแพทย์ให้แก่ลูก เช่นขู่ว่าลูกจะให้หมอถอนฟันหรือฉีดยาเพราะเด็กอาจไม่ไว้วางใจ และไม่ให้ความร่วมมือในขณะทำฟัน

4. อย่าคิดว่าลูกร้องไห้ในการทำฟันครั้งแรกจะเป็นความประทับใจที่ไม่ดีไปตลอดชีวิต เพราะการทำฟันเป็นสิ่งแปลกใหม่ การร้องไห้เมื่อมาพบทันตแพทย์ครั้งแรก ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ ควรให้โอกาสเด็กเรียนรู้และปรับตัวในการทำฟัน ซึ่งจะทำให้เด็กยอมรับการทำฟันได้ในที่สุด

5. เมื่อทันตแพทย์ขอร้องให้คุณพ่อคุณแม่คอยนอกห้องทำฟันโปรดอย่ารีรอที่จะปฏิบัติตาม ควรแสดงความมั่นใจว่าเด็กเก่งสามารถอยู่คนเดียวได้ เพราะพฤติกรรมของเด็กส่วนใหญ่จะดีขึ้น ไม่อ้อน ร่วมมือกับทันตแพทย์มากขึ้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่รอข้างนอก

6. หากลูกร้องไห้ขณะทำฟัน อย่าถามนำลูกว่า เจ็บไหมลูก ร้องไห้ทำไม เพราะคำถามลักษณะนี้ ส่งผลในเชิงลบทั้งสิ้นพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างรักษา เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เบื่อ หงุดหงิด ควรปล่อยให้ทันตแพทย์เป็นผู้จัดการกับสถานการณ์ในขณะนั้นเอง

7. หลังจากได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้วพ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เหตุใดจึงทำเช่นนั้น ไม่ควรดูหรือขู่เด็กซ้ำ ควรพูดให้เด็กเข้าใจว่า เมื่อทำแล้วจะทำให้เขาหายเจ็บปวด และทานอาหารได้ ที่สำคัญคือ ทัศนคติของผู้ปกครองต่อการทำฟัน จะถ่ายทอดให้เด็กได้ ถ้าผู้ปกครองมีทัศนคติที่ดี เด็กก็รู้สึกดีไปด้วยค่ะ

ยาสีฟัน ช่วยอะไรลูกบ้าง ?

ช่วยในการลดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกและฟันผุ ในยาสีฟันบางยี่ห้อมีการเติมสารที่ช่วยในการลดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกและฟันผุ (ยาสีฟันเด็กจะมีฟลูออไรด์ผสมในปริมาณต่ำกว่าของผู้ใหญ่) ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ไม่แนะนำให้ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ แต่ในเด็กช่วงอายุ 6 ปี ให้ผู้ปกครองบีบยาสีฟันให้ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวและอย่าให้กินยาสีฟัน

ช่วยในการทำให้ฟันขาวขึ้นโดยการขัดคราบสีฟันออกทำให้ฟันขาวสะอาดขึ้นยาสีฟันในกลุ่มนี้จึงเน้นไปที่ผงขัดฟันที่มีความกว่าปกติ อีกหนึ่งวิธีทำให้ฟันขาวขึ้น คือการฟอกสีฟัน (Bleeching) พบว่ามีเพียงสปาเกิ้ลสูตรเปอร์ออกไซด์ร้อยละ 3 ซึ่งเป็นสารที่สามารถฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สารเปอร์ออกไซด์จะก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคืองต่อเหงือกมีได้สูง จึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สักหน่อย

ช่วยลดอาการเสียวฟัน มีการใช้สาร 2 ชนิด คือ สตรอนเตรียม คลอไรด์ (เซ็นโซดายน์สีแดง) และโปตัสเซียมไนเตรดในการลดอาการเสียวฟัน โดยจะสามารถแก้เสียวฟันได้หลังการใช้ยาสีฟันประมาณ 20 ครั้งขึ้นไป


FLUORIDE : HOW SAFE? HOW EFFECTIVE ?

ฟลูออไรด์มาจากไหน ฟลูออไรด์เป็นเกลือมาจากธาตุฟลูออรีน (Fluorine) พบได้ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ฟลูออไรด์ที่พบในธรรมชาติ สามารถพบได้ตามแหล่งต่างๆ เช่น ในดิน หินแร่ แหล่งน้ำ ตลอดจนอาหารที่เราบริโภค ส่วนฟลูออไรด์ที่ผลิตขึ้น เพื่อป้องกันฟันผุ ได้แก่ ยาเม็ด ยาน้ำ วิตามิน ยาสีฟัน น้ำยาอมบ้วนปาก เกลือที่ผสมฟลูออไรด์ที่เตรียมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมด้วย

ฟลูออไรด์มีประโยชน์อย่างไร ร่างกายสามารถได้รับฟลูออไรด์จากการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ฟลูออไรด์จะถูกย่อยและดูดซึมอย่างรวดเร็ว ฟลูออไรด์ที่ถูกดูดซึมนี้ส่วนใหญ่ร่างกายจะนำไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน ดังนั้น ทางการแพทย์จึงใช้เป็นยารักษาโรคกระดูกผุและโรคกระดูกอื่นๆ บางชนิด ทางทันตกรรมใช้ในการป้องกันโรคฟันผุ

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร เนื่องจากฟลูออไรด์เป็นสารประกอบที่มีคุณค่าในการเสริมสร้างให้ผิวเคลือบฟันแข็งแกร่ง ทนต่อการกันกร่อนของกรดได้ดีและช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ ที่ทำให้เกิดกรดในช่องปากลงได้บ้าง ทันตแพทย์จึงนำมาใช้ในการป้องกันโรคฟันผุ ทั้งจากการได้รับทางการกินและการได้รับเฉพาะที่ (การสัมผัสที่ผิวฟัน)

เมื่อไหร่ที่ควรได้รับฟลูออไรด์ แนะนำให้เด็กได้รับฟลูออไรด์ตั้งแต่ 3 ขวบ ถึง 12 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ฟันสร้างตัว และฟันกำลังขึ้นใหม่ เป็นระยะที่เด็กอยู่ในวัยกินจุบจิบแปรงฟันไม่ดี ก็จะจำเป็นมาก และจะได้ผลในการป้องกันฟันผุเต็มที่


Brushing Tips เรื่องน่ารู้ของแปรงสีฟัน

แปรงสีฟันอันแรกของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่เด็ก ควรพิจารณาที่ 3 ส่วนคือ ขนาดของหัวแปรง ชนิดของขนแปรง และด้ามจับ
หัวแปรง หรือส่วนที่มีขนแปรงเป็นส่วนที่จะต้องเข้าไปในปากเด็ก จึงควรมีขนาดเล็กพอเหมาะ กว้างไม่เกิน 1 เซนติเมตร หรือหลุมฟันเด็กไม่เกิน 3 ซี่ ขอบโดยรอบของหัวแปรงต้องไม่มีมุมคมๆ ของเศษพลาสติกตกค้างอยู่ เราสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้นิ้วมือลูบ

ขนแปรง เลือกที่ระบุในฉลากว่าเป็นขนแปรงชนิดอ่อนนุ่ม ปลายขนแปรงแต่ละเส้นมนกลมลองตรวจสอบอีกครั้ง ใช้นิ้วมือกดปลายขนแปรงแล้วรูดเบาๆ ขนแปรงชนิดอ่อนนุ่ม จะสปริงตัวได้ดี และกลับคืนสภาพเดิม โดยไม่เสียรูปทรงและถ้ามีการมนปลายขนแปรง จะไม่รู้สึกสากหรือระคายนิ้ว (ควรเลือกแปรงสีฟัน ที่มีการระบุคุณสมบัติของสินค้าบนฉลาก ให้ผู้บริโภคทราบเพราะผู้บริโภคมีสิทธิที่จะร้องเรียนได้ ถ้าคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ระบุ)

ด้ามแปรง ควรจับถนัดมือและยาวไม่น้อยกว่า 13 เซนติเมตร ถ้าเป็นด้ามแปรงสั้น จะเหมาะให้เด็กถือเอง ซึ่งเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็กมากกว่าที่จะมุ่งทำความสะอาดฟันจริงๆ
นอกจากแปรงสีฟันแล้ว ถ้าใช้ยาสีฟันร่วมด้วย ควรเป็นยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และใช้ปริมาณเล็กน้อย แตะขนแปรงพอชื้น หรือใช้ยาสีฟันเพียงขนาดเมล็ดถั่วเขียว

การเลือกแปรงสีฟันให้ลูกไม่ยากเท่ากับการทำให้ลูกยอมแปรงฟัน หลายครอบครัวเกิดสงครามเล็กๆ ประจำวัน ระหว่างคุณแม่กับลูกไป สิ่งที่พ่อแม่ควรจะทำอย่างยิ่งเลยคือ การไปปรึกษาทันตแพทย์โดยเฉพาะ ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก ท่านจะมีเทคนิคการแปรงฟันให้เด็กหลายวิธี


HOW TO FLOSS ไหมขัดฟันใช้อย่างไร ?

เรื่องของปากและฟันเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้นๆ การมีสุขภาพฟันไม่ดีทำให้เสียบุคลิกภาพได้ อาการปวดฟันเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย ผู้ใหญ่บางท่านปวดฟันยังแทบบ้า แต่ก็ยังรู้ว่าจะป้องกันด้วยวิธีใด แต่สำหรับเด็กๆ เมื่อฟันผุอาการปวดฟันช่างทรมานเสียนี่กระไร กินข้าวลำบาก นอนก็ไม่ได้ร้องคร่ำครวญทั้งคืน ฉะนั้นก่อนที่จะสายเกินแก้ คุณแม่มาทบทวน เรื่องของการดูแลสุขภาพฟันให้ดีก่อนดีกว่าเพื่อที่จะได้นำไปใช้กับลูกๆ ให้ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันได้

1. ทำความสะอาดบริเวณซอกฟันซึ่งแปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึง โดยใช้ไหมขัดฟัน ความยาวประมาณ 18 นิ้ว พันรอบปลายนิ้วกลางทั้งสองข้าง ห่างกัน 1.5-2 นิ้ว ดึงไหมขัดฟันให้ตึงด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

2. เคลื่อนไหมขัดฟันไปมาเบาๆ เข้าระหว่างซอกฟัน แล้วโค้งไหมโอบรอบฟัน เพื่อทำความสะอาดโดยเคลื่อนขึ้นลง

3. ทำในลักษณะเดียวกันกับข้อ 2 กับฟันซี่ข้างเคียง โดยพยายามดึงไหมให้ตึงแนบกับฟัน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายเหงือก

4. ทำในลักษณะเดียวกับข้อ 2 และข้อ 3 ทั้งฟันบนและฟันล่าง เมื่อเสร็จจากซอกฟันแต่ละซอก เลื่อน เส้นไหมจากนิ้วกลางหนึ่งไปยังอีกนิ้วกลางหนึ่ง ครั้งละ 1.5-2 นิ้ว เพื่อจะได้ใช้เส้นไหมที่สะอาด และเหนียวสำหรับขัดซอกฟันถัดไป

5. ควรให้ความสนใจขัดฟันทั้งซี่ในและซี่นอก เมื่อขัดฟันเสร็จแล้วให้บ้วนปากและกลั้วน้ำไปมา ระหว่างซอกฟันจนสะอาด

สอนลูกให้ตรวจฟันด้วยตนเองด้วยวิธีง่ายๆ
1. ตรวจฟันหน้าบนและล่าง โดยยิ้มยิงฟันกับกระจกให้เห็นฟันหน้าบนทั้งหมด ทั้งตัวฟัน และเหงือก

2. ตรวจฟันกรามด้านติดแก้ม โดยยิ้มให้กว้างไปถึงฟันกราม อาจใช้นิ้วมือช่วยดึงมุมปาก เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น

3. ตรวจด้านในของฟันล่าง โดยก้มหน้าอ้าปากกว้าง กระดกลิ้นขึ้น เมื่อตรวจดูฟันกราม

4. ตรวจด้านบดเคี้ยวหรือฟันกรามล่าง โดยอ้าปากดูด้านบดเคี้ยวของฟันล่าง

5. ตรวจฟันบนด้านเพดานและด้านบดเคี้ยว โดยเงยหน้า อ้าปากดูในกระจก ส่วนฟันหน้าเพดาน อาจใช้กระจกบานเล็กช่วยสะท้อนให้เห็นในกระจกส่องหน้า

(update 26 กันยายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.155 June 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600