วิตามินซี


วิตามินซีละลายได้ดีในน้ำ มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เอง แต่ได้จากผักและผลไม้

คำถาม การให้เด็กอมวิตามินซี มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมากกว่าวิตามินชนิดอื่นๆ และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในคนปกติ ในเด็กเล็ก และในผู้ใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบ เกิดผลดีและผลเสีย ทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่าย

ดังนั้น เมื่อมีคำถามมาเช่นนี้ก็ขอกล่าวถึงวิตามินซีที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ และแนวทางการรักษาสุขภาพตนเองที่เกี่ยวข้องกับวิตามินซีที่เหมาะสม


  • ธรรมชาติของวิตามินซี
วิตามินซี หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ และมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง และไม่สะสมในร่างกายของเรา ดังนั้น คนเราจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหาร ผักและผลไม้ที่กินกันทุกวัน ซึ่งอาหารที่คนไทยกินส่วนใหญ่จะให้ปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยได้พบผู้ที่ขาดวิตามินซี

ยกเว้นผู้ที่ไม่ได้กินผักและผลไม้เป็นเวลานานๆ เช่น ในอดีตที่กะลาสีท่องไปในทะเลนานๆ และขาดผักและผลไม้ ทำให้ขาดวิตามินซี ทำให้เกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกอักเสบ ผิวหนังแห้งแตกเป็นสะเก็ดแผลหายช้า เลือดกำเดาไหล ซึ่งเรียกโรคนี้ว่า ลักปิดลักเปิด (Scurvy) ซึ่งไม่ค่อยพบในปัจจุบันแล้ว


  • ความสำคัญของวิตามินซี
วิตามินซีนี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายของเรา ดังนี้
1. ช่วยในการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด
2. ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง
3. ช่วยในกระบวนการสมานแผลให้หายได้เร็ว
4. ช่วยในการสร้างสารสำคัญในร่างกายของเรา เช่น อีพิเนฟริน (Epinephrine) คอร์ติโคสตีรอยด์ (Corticosteroids) เป็นต้น
นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยให้การดูดซึมของธาตุเหล็กจากทางเดินอาหารได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย


  • ปริมาณวิตามินซีที่จำเป็นต่อมนุษย์
ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการเพื่อนำไปใช้ดำรงชีวิตตามปกตินั้น พบว่าผู้ใหญ่มีความต้องการวิตามินซี วันละ 60-90 มิลลิกรัม ขณะที่เด็กมีความต้องการวิตามินซี 30-50 มิลลิกรัมต่อวัน

หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีความต้องการปริมาณวิตามินซีเพิ่มมากกว่าคนปกติ เพราะต้องการปริมาณที่เพียงพอสำหรับคนถึง 2 คน คือตัวมารดาและลูกน้อย ซึ่งมีความต้องการอยู่ระหว่าง 90-95 มิลลิกรัมต่อวัน

อีกกรณีหนึ่งที่มีความต้อการวิตามินซีที่สูงกว่าคนปกติคือผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะส่งผลไปลดปริมาณวิตามินซีของร่างกาย จึงต้องการปริมาณ วิตามินซีเพิ่มสูงขึ้น อีกประมาณ 35 มิลลิกรัมต่อวัน หรือผู้ที่สูบบุหรี่ มีความต้องการวิตามินซีปริมาณ 95-125 มิลลิกรัมต่อวัน


  • แหล่งที่อุดมด้วยวิตามินซี
วิตามินซีที่ดีควรเป็นวิตามินซีที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่มากมายในอาหารที่เรากินเป็นประจำทุกวัน

ตัวอย่างอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ ฝรั่ง มะละกอ มะม่วง มะนาว บร็อกโคลี่ องุ่น และผักใบเขียว เป็นต้น

นักโภชนาการประมาณว่า ฝรั่ง 1 ผล (ขนาดกลาง) จะมีวิตามินซี ประมาณ 150 มิลลิกรัม ซึ่งเกินพอต่อความต้องการของร่างกายใน 1 วัน ที่ต้องการเพียง 60-90 มิลลิกรัมเท่านั้น

อาหารที่คนเรากินแต่ละวันมีวิตามินซีเพียงพอหรือไม่ ?

ในแต่ละวันร่างกายของคนเราได้รับปริมาณวิตามินซีจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว

จากการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับวิตามินซีจากอาหารมากเกินความต้องการในแต่ละวันอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้ามาเปรียบเทียบกับอาหารของชาวไทยที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้นานาชนิด จึงเชื่อว่าคนไทยน่าจะได้รับวิตามินซีจากอาหารในชีวิตประจำวันที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว


  • ผลข้างเคียงของวิตามินซี
เนื่องจากวิตามินซีจัดเป็นยาชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานอาการข้างเคียงที่เกิดเนื่องจากการใช้วิตามินซีชนิดเม็ดได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรระวังการใช้วิตามินซีในผู้ป่วยทาลัสซีเมีย (Thallassemia) และผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์ G-6-PD ซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติต่อเลือดได้


  • การใช้วิตามินซีในขนาดสูง
การกินวิตามินซีเสริม ซึ่งมีการอ้างว่าจะช่วยลดโอกาสการเป็นหวัด หรือช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น หรือลดโอกาสการเป็นมะเร็ง เป็นต้น โดยแนะนำให้ใช้ในขนาดสูง

ในเรื่องนี้มีรายงานว่า ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด มะเร็ง เครียด มักมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำกว่าปกติ (น้อยกว่า 60-95 มิลลิกรัมต่อวัน) จะช่วยลดสิ่งเหล่านี้ได้ หรือถ้ามีรายงานยืนยันในเรื่องนี้ ก็จะเป็นรายงานที่ไม่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่ร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณมากเกินไป อาจส่งผลข้างเคียงได้หลายประการ เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเกิดจากวิตามินซีไปสร้างความระคายเคืองให้กับกระเพาะอาหาร และหากกินเข้าไปในปริมาณสูงมากๆ อาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้และไม่มีการสะสมในร่างกาย เมื่อกินในปริมาณที่มากเกิน ร่างกายจะขับทิ้งออกทางไต ซึ่งถ้ากินเข้าไปในปริมาณมากกลับเป็นโทษ คือไตจะต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้น เพื่อขจัดวิตามินซีที่ได้รับมากเกินนี้ทิ้งออกไปจากร่างกาย และอาจทำให้เกิดนิ่วที่ไตได้

การกินวิตามินซีในขนาดสูง จึงควรระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้และควรปรึกษาแพทย์


  • วิตามินซีกับเด็ก
มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองให้เด็กอมวิตามินซีจำนวนมาก เพราะราคาไม่แพง

วิตามินซีละลายในน้ำและไม่มีการสะสม ผู้ใหญ่ให้เด็กอมวิตามินซี จึงค่อนข้างปลอดภัย ถ้าให้เป็นครั้งคราวเท่านั้น และให้หลังอาหารทันที พร้อมทั้งดูแลเรื่องเหงือกและฟันของเด็กให้ดี

การให้วิตามินซีแก่ลูกหลาน ผู้ใหญ่มักมีเจตนาให้วิตามินซีเหมือนขนมหรือลูกอม ที่หอมหวานและมีรสชาติอร่อย ซึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นประโยชน์แก่เด็กในแง่บำรุงร่างกาย ประกอบกับเด็กชอบอมเป็นประจำ เนื่องจากรสชาติอร่อยเหมือนขนมหรือลูกอมชั้นดี

การที่เด็กได้รับวิตามินซีเป็นระยะเวลานานๆ อาจเกิดผลเสียแก่เด็กได้ ทั้งนี้เพราะวิตามินซีมีรสเปรี้ยวจากการแต่งรส ซึ่งเป็นกรด จะกัดกร่อนทำลายเคลือบฟันเกิดผลเสียต่อเหงือกและฟันของเด็กได้ ประกอบกับเด็กได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอจากอาหารที่กินเข้าไปแล้ว

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้วิตามินซีเสริมเพิ่มเติมแก่เด็ก ด้วยการหาซื้อวิตามินซีให้อม เพราะเกิดผลเสียต่อฟัน และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยาและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิตามินซี ยา หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรชุมชน (ที่ประจำอยู่ที่ร้านยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาในเรื่องสุขภาพ.


(update 5 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 27 ฉบับที่323 มีนาคม 2549]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600