ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อหญิงตั้งครรภ์มีอายุมากกว่า 35 ปี


คุณอัมพรและสามีได้แต่งงานกันเมื่อปี 2540 ตอนนั้นคุณอัมพรอายุ 29 ปี ส่วนสามีอายุ 35 เวลาผ่านมา 2 ปี เมื่อมีความพร้อมจึงได้วางแผนให้มีบุตร แต่เนื่องจากได้พยายามมาเป็นเวลานานเป็นปีแล้วแต่ไม่สำเร็จ จึงได้ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการทำ GIFT เมื่อข้าไปรับคำปรึกษาคุณหมอก็ให้ไปทำการตรวจร่างกายต่างๆ ตรวจอสุจิของสามี ตรวจมดลูก และตรวจเอกซเรย์ดูท่อนำไข่ ก็พบว่าทุกอย่างเป็นปกติดี คุณหมอบอกว่าเพียงแค่กำหนดวันไข่ตก ให้มีเพศสัมพันธ์กันก็น่าจะตั้งครรภ์ได้ แล้วก็ให้ยามารับประทานเพื่อกระตุ้นไข่ เพื่อให้มีไข่ตกหลายๆ ใบ จะได้มีโอกาสท้องสูงขึ้น

เมื่อเริ่มทำการรักษานั้นคุณอัมพรมีความคาดหวังสูงมาก แต่เมื่อประจำเดือนมาก็รู้สึกเสียใจ และก็กลับไปพบคุณหมออีก คุณหมอก็บอกว่าการทำด้วยวิธีนี้ไม่ใช่จะทำสำเร็จในครั้งเดียว ดังนั้นคุณอัมพรจึงได้พยายามต่อไปอีกอย่างไม่ลดละ แต่เมื่อผ่านไปครึ่งปีก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยอายุที่มากขึ้นคุณอัมพรเลยปรึกษาคุณหมอถึงการทำ GIFT แต่คุณหมอบอกว่าให้ลองฉีดเชื้อดู เพราะโอกาสสำเร็จจะสูงกว่ามีเพศสัมพันธ์เอง หากไม่ท้องแล้วค่อยมาทำ GIFT คุณอัมพรและสามีก็ได้เข้ารับการฉีดเชื้ออีก 4 ครั้ง แต่ก็ล้มเหลวหมดทุกครั้ง คุณอัมพรเริ่มรู้สึกท้อใจในโชคชะตาเมื่อพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นจึงขอร้องให้คุณหมอทำ GIFT ให้

คราวนี้คุณอัมพรต้องฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่มากๆ ซึ่งการฉีดยานั้นต้องฉีดทุกวันเป็นสิบเข็ม แต่คุณอัมพรก็ไม่เคยปริปากบ่นเลย เนื่องจากตั้งความหวังไว้สูงว่าจะต้องตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอนในครั้งนี้ เมื่อถึงวันที่จะทำ GIFT คุณหมอก็นัดสามีของคุณอัมพรมาเก็บเชื้อให้ แล้วนำไปคัดตัวแข็งแรงก่อน เมื่อคุณอัมพรเข้าไปในห้องผ่าตัด หมอก็ให้ยาสลบแล้วเจาะไข่ออกมาผสมกับเชื้ออสุจิก่อนที่จะทำการเจาะหน้าท้องถึงสามรู เพื่อนำไข่และอสุจินั้นใส่เข้าไปไว้ในท่อนำไข่ให้ตอนที่รู้สึกตัวขึ้นมาครั้งแรกนั้นรู้สึกปวดเสียดท้องมาก พยาบาลก็เอายาแก้ปวดมาให้กิน แล้วก็ย้ายไปนอนพักในโรงพยาบาล 2 วัน จึงได้กลับบ้าน พอกลับมาพบคุณหมอ คุณหมอได้อธิบายว่าในช่องเชิงกรานนั้นมีพังผืดอยู่เยอะมากซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ที่ผ่านมาไม่ท้องสักที แต่ได้เอาไข้กับอสุจิไปใส่ไว้ในท่อนำไข่จำนวนมาก ควรจะท้องได้ในคราวนี้ หลังจากทำ GIFT นี้คุณหมอได้นัดมาพบถี่ขึ้นทุก 4-5 วันเลย ทุกครั้งที่มาก็ต้องมาเจาะเลือดฉีดยา แต่ด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม และความเชื่อมั่นว่าจะได้ลูกแน่นอน จึงไม่เคยท้อถอยเลย

ในที่สุดวันที่จะทำการตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ก็มาถึง คุณหมอได้เจาะเลือดไปตรวจแล้วโทร.กลับมาแจ้งผลให้ทราบที่บ้าน ปรากฏว่าไม่ตั้งครรภ์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากฮอร์โมนหรือตัวอ่อนไม่เกาะมดลูก ความหวังนั้นพังทลายลงมาจนแทบไม่อาจยอมรับได้ แต่ด้วยความตั้งใจอันสูงส่งในการมีบุตรไว้สืบสกุล คุณอัมพรจึงตัดสินใจเข้ารับการทำ GIFT อีกครั้งแม้ต้องเผชิญความเจ็บปวดอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้ว่าสามีจะให้กำลังใจและปลอบขวัญ พร้อมกับเสนอทางเลือกให้ไปขอเด็กมาเลี้ยง เนื่องจากสงสารภรรยามากที่ต้องเจอกับความเจ็บปวดทางร่างกายที่ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาได้อยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่คุณอัมพรก็มีความมุ่งมั่นและไม่กลัวความเจ็บปวดใดๆ ขอเพียงให้มีลูกไว้เชยชมเท่านั้น เหมือนฟ้าดินจะเห็นใจในความพยายาม ในการรักษาครั้งนี้ผลการตรวจเลือดพบว่า คุณอัมพรตั้งครรภ์ ทั้ งสามีและภรรยาต่างดีใจมาก เมื่อทราบข่าวนั้น และได้เฝ้าดูแลครรภ์เป็นอย่างดี การดำเนินครรภ์เป็นไปไปตามปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เลย

เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนด คุณอัมพรก็ไปนอนโรงพยาบาลตั้งแต่เจ็บครรภ์เนิ่นๆ จนในที่สุดก็คลอดทารกออกมาเป็นลูกสาว การคลอดก็ปกติดีปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก แต่ในที่สุดก็ต้องพบกับข่าวร้ายซึ่งช็อคความรู้สึกอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้เมื่อพบว่าลูกเป็น Down's syndrome หรือเป็นปัญญาอ่อนซึ่งเกิดจากพันธุกรรมผิดปกติ

คุณหมออธิบายว่าเป็นภาวะที่เกิดขึ้นน้อยมาก แต่เมื่ออายุมากก็จะมีโอกาสสูงขึ้น โดยปกติจะทำการตรวจพบด้วยการเจาะน้ำคร่ำ และการตรวจนี้จะทำในคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงสูง แต่หากอายุน้อยกว่า 35 ปีนั้นพบว่าทารกมีความผิดปกติได้น้อยมาก และเนื่องจากคุณอัมพรตั้งครรภ์เมื่ออายุ 34 ปี โดยปกติจะไม่ได้ทำการตรวจ เพราะการตรวจก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านอื่นๆ ให้กับทารก เช่นการติดเชื้อหรือแท้งบุตรได้

คุณอัมพรนั้นแม้ว่าจะเสียใจมากที่ลูกมีความพิการ แต่ก็รักลูกเป็นอย่างมาก และเลี้ยงดูเป็นอย่างดี คุณอัมพรถึงกับต้องออกจากงานมาดูแลลูก โดยไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดของใคร เนื่องจากเป็นความผิดปกติของโครโมโซมเองที่เกิดขึ้นได้ และคุณหมอก็พยายามดูแลอย่างดีที่สุด ทุกอย่างตามมาตรฐานแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกคงเป็นกรรมเท่านั้น เมื่อชดใช้ในชาตินี้แล้วต่อไปชาติหน้าก็คงจะดีขึ้นกว่านี้

เมื่อลูกเริ่มโตข้นคุณอัมพรก็ยิ่งมีความเป็นห่วงมากขึ้น หากพ่อแม่ตายไปใครจะดูแลลูกสาวของแม่ ความคิดนี้ไม่เคยจางหายไปนับวันจะมีแต่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ในที่สุดจึงตัดสินใจไปทำ GIFT อีกครั้ง เพื่อที่จะมีน้องให้ลูกสาว เพื่อจะได้ดูแลพี่ได้ เมื่อพ่อแม่จากโลกนี้ไป

เหมือนโชคดีจะเข้าข้างเราบ้างแล้ว เมื่อไปทำ GIFT อีกหนก็ประสบความสำเร็จเลย คุณหมอบอกว่าอาจท้องง่ายขึ้นเนื่องจากมีลูกมาแล้ว แต่ความยินดีนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเมื่อทำการตรวจน้ำคร่ำก็พบว่าลูกเป็น Down's syndrome อีกและต้องทำแท้งไปในที่สุด

ไม่รู้ว่าเวรกรรมแต่ปางไหน ที่ต้องชดใช้อย่างสาหัสถึงเพียงนี้ คุณหมอจึงได้ส่งคุณอัมพรและสามีไปพบแพทย์ ที่เชี่ยวชาญในการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อทำการช่วยให้มีบุตรซึ่งมีพันธุกรรมปกติได้ เนื่องจากหากต้องทำ GIFT ไปเรื่อยๆ แล้ว ต้องมาทำแท้งอีกเมื่อทารกผิดปกติก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความโชคร้ายเข้าไปอีก

คุณหมอท่านนี้ได้อธิบายถึงสาเหตุและวิธีการรักษาให้ฟังว่า จะต้องทำการผสมไข่และอสุจิไว้ข้างนอกร่างกาย แล้วเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไป จนถึงระยะฝังตัวก่อนแล้วจึงนำเซลล์จากตัวอ่อนนั้นไปตรวจว่ามีโครโมโซมผิดปกติหรือไม่ แล้วคัดเลือกเอาตัวที่ปกติใส่กลับคืนสู่มดลูกได้ ก็จะได้ลูกที่สมบูรณ์แข็งแรง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวอ่อนหลายตัวในการคัดเลือก จึงต้องมีการกระตุ้นไข่อีก ต้องฉีดยาอีก ค่าใช้จ่ายก็สูงหลักแสน และโอกาสที่จะท้องก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนี้อายุคุณอัมพร 39 ปี ระบบฮอร์โมนต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง อาจต้องทำสองถึงสามรอบ แต่เนื่องจากเคยตั้งครรภ์มาก่อนถึงสองครั้ง จึงน่าจะมีโอกาสท้องอีกได้ค่อนข้างสูง

คุณอัมพรและสามีกลับไปคิดและปรึกษากันอยู่สองอาทิตย์ ก็กลับมาพบคุณหมอเพื่อขอทำการรักษา การรักษาผ่านไปด้วยดี เมื่อทำการกระตุ้นไข่ คุณหมอแจ้งว่ามีไข่ 8 ใบ และเมื่อนำมาปฏิสนธิแล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปอีก 5 วัน ในห้อง lab ได้ตัวอ่อนทั้งหมด 5 ตัว และเมื่อนำไปตรวจโครโมโซมคัดเลือกตัวอ่อนนั้นพบว่ามีตัวอ่อนที่ผิดปกติเป็น Down's syndrome ถึง 3 ตัว ดังนั้นจึงมีตัวอ่อนเหลือเพียง 2 ตัวเท่านั้น คุณหมอแนะนำว่าจะใส่ตัวอ่อนทีละตัวก็ได้ โดยแช่แข็งไว้ก่อนหากไม่ท้องค่อยมาใส่อีกตัวที่แช่แข็งเอาไว้ แต่ตัวที่แช่แข็งไว้ละลายออกมาต้องมาดูอีกทีว่าใช้ได้หรือไม่ หรือจะให้ใส่ไปสองตัวเลยเพื่อเพิ่มโอกาสท้องให้สูงขึ้นก็ได้ แต่ก็จะมีโอกาสที่จะติดทั้งสองตัวเป็นแฝด

คุณอัมพรตัดสินใจให้คุณหมอใส่ตัวอ่อนทั้งสองตัวไปพร้อมกันเลย หากได้คนเดียวก็ได้ ได้แฝดก็ยิ่งดีใจมากขึ้นอีก การรักษาด้วยวิธีหลอดแก้วนี้ ไม่ต้องเจาะท้องจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ตอนใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกยังไม่รู้สึกเลยว่า คุณหมอใส่เข้าไปตอนไหน ทั้งๆ ที่รู้สึกตัวตลอด จึงคิดวิตกกังวลไปต่างๆ นานา ว่าตัวอ่อนจะอยู่ในมดลูกแล้วจริงๆ หรือไม่ และจะหลุดออกมาง่ายเหมือนตอนที่คุณหมอใส่เข้าไปหรือไม่ ยิ่งพอใส่เสร็จ คุณหมอบอกให้กลับบ้านยังไม่ยอมกลับเลย ต้องขอร้องให้คุณหมออนุญาตให้นอนในโรงพยาบาลสองสัปดาห์หลังจากใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าครอบครัวจะได้รับข่าวดีอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน คุณหมอโทร.มาแจ้งผลการตรวจเลือดว่าตั้งครรภ์แล้วแน่นอน แต่เนื่องจากมีฮอร์โมนมาก คุณหมอไม่แน่ใจว่าจะเป็นแฝดหรือไม่ แต่รับรองว่าทารกปกติแน่นอน แล้วจึงนัดให้ไปตรวจอัลตราซาวนด์ดูอีกสองสัปดาห์

ในห้องตรวจคุณหมอ ชี้ให้คุณอัมพรและสามีดูถุงน้ำคร่ำสองถุงบนจอภาพ แต่ละถุงนั้นมีหัวใจเล็กๆ เต้นอยู่ เป็นอันว่าได้ลูกแฝดแน่นอน คุณหมอยังถามอีกว่าอยากรู้เพศหรือไม่ เพราะตอนที่ตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนทั้งสองตัวนั้น เห็นโครโมโซมเพศด้วย คุณอัมพรและสามีต้องการที่จะทราบทุกอย่างล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลบุตร คุณหมอจึงนำผลการตรวจมาให้ดูยืนยันว่าเป็นลูกชายทั้งสอง

ตอนนี้คุณอัมพรคลอดลูกชายฝาแฝดน้ำหนัก 2.8 และ 2.9 กิโลกรัม สุขภาพแข็งแรงทั้งสองคน ครอบครัวที่ต้องฝ่าฟันความยากลำบากนานาประการมาโดยตลอด ตอนนี้ท้องฟ้าหลังอายุนั้นเริ่มแจ่มใส และมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


ไขปัญหาโดยผู้เชี่ยวชาญ

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อหญิงตั้งครรภ์มีอายุมากกว่า 35 ปี

อุบัติการณ์ของการเกิดความผิดปกติของโครโมโซมนั้นจะสูงขึ้นเมื่อมีการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ปี และขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ (ความผิดปกติของโครโมโซมมักเป็นผลให้เกิดการแท้งบุตรเมื่ออายุครรภ์น้อยๆ) การตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติก่อนหน้านี้ และในรายที่พ่อหรือแม่มีโครโมโซมผิดปกติอยู่แล้ว

ตารางแสดงอัตราการเกิดความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในช่วงอายุต่างๆ ของหญิงตั้งครรภ์

อายุของหญิงตั้งครรภ์อัตราการเกิดความผิดปกติของโครโมโซมของทารก
20
30
35
40
45
1:200
1:1000
1:350
1:100
1:40

ความผิดปกติส่วนมากที่เกิดขึ้นมักจะเป็น Down's syndrome (ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เกิน Trisomy 21) ส่วนหนึ่งจะเป็น Edward's syndrome (ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 เกิน Trisomy 18) และ Patau's syndrome (ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13 เกิน Trisomy 13) ความผิดปกติอื่นๆ ที่เป็น autosomal trisomies และ triploidy

  • Down's syndrome
กลุ่มอาการดาวน์ถือเป็นความพิการแต่กำเนิดอันเนื่องมาจากทารกมีโครโมโซมที่ผิดปกติ ซึ่งประกอบด้วยความผิดปกติของหลายระบบ เช่น โรคหัวใจแต่กำเนิด พบได้ 1 ใน 3 ที่พบบ่อยคือ ผนังส่วนกลางของหัวใจมีรูรั่ว (endocardial cushion defect) ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทางเดินอาหารอุดตัน พบได้ร้อยละ 12 เช่น ลำไส้อุดตัน รูกันไม่เปิด เป็นต้น ร่างกายเจริญเติบโตช้า โดยไม่ได้ขาดฮอร์โมน นอกจากนี้อาจมีอาการความจำเสื่อมคล้ายกับอัลไซเมอร์ 20% ของผู้ที่มีความผิดปกติดังกล่าวจะเสียชีวิตภายในขวบปีแรก มีเพียง 45% ที่สามารถรอดชีวิตต่อไปถึงอายุ 60 ปีได้

ลักษณะที่ผิดปกติภายนอกของ Down's syndrome นั้นมีหลายประการ ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติเล็กน้อย ที่ทำให้เป็นข้อสังเกตในการวินิจฉัยตั้งแต่แรกคลอด ได้แก่
  • กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก (hypotonia) อาจทำให้ดูดนมลำบาก แต่ก็สามารถดูดได้ การนวดปากนวดลิ้นจะทำให้ดีขึ้น ภาวะนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเติบโตขึ้น

  • คอสั้นและผิวหนังด้านหลังของคอค่อนข้างมากและนิ่ม
  • หูติดอยู่ต่ำ
  • ปากอ้าและลิ้นมักจะยื่นออกมาและมีรอยแตกที่ลิ้น
  • มือกว้างและสั้นและมักจะมี “simian crease” คือ เส้นลายมือตัดขวาง เพียงเส้นเดียวบนฝ่ามือ
  • นิ้วก้อยโค้งงอ และอาจพบว่าข้อกลางของนิ้วก้อยสั้นกว่าปกติหรือไม่มีเลยได้
  • ร่องระหว่างนิ้วโป้งเท้าและนิ้วชี้กว้าง และมีร่องลึกยาวต่อลงมาด้านฝ่าเท้า
แต่ปัญหาที่สำคัญของ Down's syndrome คือ ภาวะปัญญาอ่อน (IQ เฉลี่ยประมาณ 50) ควรมีการส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัยตั้งแต่อายุน้อย เพื่อให้มีพัฒนาการและช่วยเหลือตัวเองได้ดีต่อไป เมื่อโตเข้าสู่วัยที่จะเรียนหนังสือได้ ควรตรวจ IQ เพื่อดูระดับสติปัญญา ในกลุ่มสติปัญญาต่ำเล็กน้อย (IQ 51-70) อาจจะเรียนหนังสือได้ในชั้นเรียนพิเศษ ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะมีอยู่ในโรงเรียนสำหรับเด็ก ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเช่น โรงเรียนราชานุกูลแล้ว ก็ยังมีโรงเรียนปกติอีกหลายโรงเรียน ที่มีชั้นเรียนพิเศษให้เด็กเหล่านี้เรียนร่วมกับเด็กปกติ โดยพบว่าเด็กปกติจะเป็นตัวอย่าง และเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และการเข้าสังคมของเด็กดาวน์ได้ดีกว่าการอยู่กับเด็กที่ช้าด้วยกัน ในรายที่สติปัญญาต่ำปานกลาง (IQ 35-50) อาจฝึกอาชีพได้ ถ้าต่ำมาก (IQ 25-34) อาจได้เพียงฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีความเข้าใจ และความพยายามช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ทำให้เด็กดาวน์มีสภาพความเป็นอยู่สามารถช่วยเหลือตนเอง และมีการยอมรับจากครอบครัวที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ยังมีเด็กดาวน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม ถูกทอดทิ้ง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จนกลายเป็นปัญหาของครอบครัวและสังคม จะเห็นได้ว่าการตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันภาวะนี้จึงมีความสำคัญ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำปรึกษาทางพันธุศาสตร์แก่พ่อแม่ต่อไปได้

  • การตรวจคัดกรองความผิดปกติในหญิงตั้งครรภ์ที่อายุมาก
ทำได้โดยการตรวจเลือดของมารดา ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ว่ามี Alfafetoprotein (AFP) ต่ำ, Human chorionic gonadotropin (HCG) ที่สูง และ Unconjugated estriol (UE3) ที่ต่ำ เหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ถึงภาวะกลุ่มอาการดาวน์ของทารกในครรภ์ ถ้าใช้ทั้ง 3 อย่างร่วมกันโอกาสตรวจพบได้ถึงร้อยละ 60 ขึ้นไป ซึ่งต้องตรวจยืนยันให้แน่ชัดด้วยการตรวจน้ำคร่ำต่อไป

  • การตรวจน้ำคร่ำ Amniocentesis
การตรวจน้ำคร่ำสามารถบอกความผิดปกติของโครโมโซม เช่น Down's syndrome ได้ โดยปกติการเจาะน้ำคร่ำจะเจาะในช่วงอายุครรภ์ได้ 16-18 สัปดาห์ โดยแพทย์จะทำการตรวจครรภ์ โดยจะใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เพื่อคาดคะเนอายุครรภ์ที่แน่นอน จำนวนของทารก การเต้นของหัวใจ ท่าและตำแหน่งของทารก ตำแหน่งทารก เพื่อป้องกันไม่ให้เข็มแทงไปถูกทารก สายสะดือ หรือรก ก่อนเจาะแพทย์จะเตรียมผิวหนังหน้าท้องบริเวณที่จะเจาะโดยทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดใต้ผิวหนัง แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ เจาะผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในถุงน้ำคร่ำแล้วดูดเอาน้ำคร่ำปริมาณ 10-20 ml (1 ml/อายุครรภ์ 1 สัปดาห์) ออกมาเพื่อนำไปปั่นหาเซลล์ของทารกเพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมต่อไป ผลการตรวจจะทราบภายใน 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของเซลล์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการ


(update 4 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ เมษายน 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600