อาหารของแม่ท้อง


มีคำถามยอดฮิตคำถามหนึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ หรือบางครั้งผู้ที่ทำหน้าที่ว่าที่คุณพ่อก็ถามแทน… คำถามนั้นคุณทราบไหมครับว่ามันคืออะไรเอาล่ะจะบอกให้ “ตอนที่ตั้งครรภ์นี่มีอาหารอะไรที่ห้ามทานบ้างไหมครับ?” แหม! เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่คำตอบนี่สิหากจะตอบให้ตรงเป้าจริงๆ นั้นมันแสนจะยาก

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อาหารมีอยู่ทั้งหมด 5 หมู่ ดังที่ทราบกันดี คือ หมู่แป้งหนึ่งซึ่งมีกันอยู่มากมายอันได้แก่ น้ำตาลขนมหวานทั้งหลาย ข้าว ก๋วยเตี๋ยว และอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง เกินกว่าที่จะบรรยาย แต่ผมก็เข้าใจและเชื่อว่า คุณๆ ทั้งหลายจะเข้าใจเป็นอันดีแล้วนะครับว่า อาหารหมู่แป้งนั้นมันมีอะไรบ้าง

จึงขอบอกว่าตอนตั้งครรภ์นั้น อาหารประเภทแป้ง อย่าได้ไปเน้นกันมากนัก เอาเข้าไปแต่พอดี หากเน้นมากไป รับประทานมากไป รับรองได้ว่าคุณได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ

อาหารหมู่ที่สองได้แก่ หมู่ไขมัน ขึ้นชื่อว่าไขมัน ผมก็เชื่อว่าคุณๆ คงจะรู้จักกันดี หากรู้จักดีแล้ว ก็พยายามอย่าได้รับประทานเข้าไปโดยไม่มีสตินะครับ หากคุณๆ อร่อยกับอาหารประเภทมันๆ หรือรับประทานเข้าไปโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือมิได้ตั้งใจ มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อน้ำหนักตัวเกินพิกัดไปหลายกิโลกรัม แล้วโน่นแหละ

ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารหมู่แป้งและหมู่ไขมันนับว่าเป็นหมู่ที่จำเป็นต่อร่างกายมิใช่น้อยเพราะเป็นแหล่งพลังงาน เหมือนน้ำมันราคาแสนแพงที่มีความจำเป็นต้องใช้อยู่ในทุกวันนั่นแหละ เมื่อมีความจำเป็นร่างกายของคุณแม่ซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่นั้น ก็จะหาโอกาสเก็บสะสมอยู่ในร่างกายในรูปของไขมันที่พอกพูนอยุ่ตามหน้าท้อง หน้าขา และท้องแขน

ทั้งนี้เพื่อเก็บไว้ใช้ขณะตลอดการตั้งครรภ์และมนช่วงหลังคลอด และช่วงต้องดูแลลูกอ่อนร่างกายจึงมีความจำเป็นต้องเก็บและสะสมไว้เป็นอย่างดีตลอดการตั้งครรภ์

รับประทานเข้าไปมากเท่าไหร่ก็จะฝังเก็บไว้เท่านั้น เผอิญเราเกิดมาเป็นสัตว์ประเสริฐสัตว์มนุษย์ที่มีอาหารรับประทานตลอดฤดูกาลไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่นที่เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาหรือในช่วงต้องดูแลลูกอ่อน สัตว์ประเภทอื่นนั้นจะมีโอกาสออกหาอาหารได้น้อย ต้องอดมื้อกินมื้อ ด้วยเหตุนี้เองธรรมชาติจึงสั่งร่างกายให้มีเก็บสะสมเอาไว้ก่อนมากๆ เพื่อนำออกมาใช้ทีหลัง คือในช่วงนี้ไม่มีเวลาออกหาอาหาร

คุณคงเข้าใจนะครับฉะนั้นถ้าไม่อยากอ้วนเพราะคนนั้นหากอ้วนแล้ว ไม่มีอะดีแน่นอน

อาหารหมู่ที่สาม ได้แก่หมู่โปรตีนโปรตีนมีมากทั้งในเนื้อสัตว์ต่างๆ แต่สำหรับคนท้องแล้ว แพทย์จะเน้นเนื้อปลามากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เพราะเนื้อปลานั้นเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายแถมในปลายบางชนิด เช่น ปลาแซลม่อน จะมีสาร DHA หรือ โอเมก้า 3 ปะปนอยู่ด้วยทางแพทย์จึงแนะนำว่าทานปลาแซลม่อนมากๆ ก็จะดีเพราะได้สารโปรตีนและสาร DHA บำรุงสมองของลูก

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ปลาแซลม่อนที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาเก็ตทั้งหลาย มักจะมาจากปลาแซลม่อนที่มาจากฟาร์มเลี้ยงเสียเป็นส่วนมาก ใช่ครับเป็นฟาร์มปลาแซลม่อนที่มีอยู่ในประเทศ เช่น ในอเมริกา ในยุโรป ในออสเตรเลียมีอยู่หลายฟาร์ม ซึ่งก็มีลักษณะเหมือนการเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาของบ้านเรานั่นแหละ คือมีการให้อาหาร และให้ยาสารพัดชนิดจึงสรุปว่าในปลาที่เลี้ยงหรือในกุ้งที่เลี้ยงรวมทั้งปลาแซลม่อนที่เลี้ยง ต่างก็มีสารปนเปื้อนประเภทที่ร่างกายมนุษย์ไม่ต้องการ

ทางการแพทย์โดยกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องมีการควบคุม ตรวจเช็คปริมาณของสารปนเปื้อนว่าจะมีมากจนกระทั่งเป็นพิษต่ร่างกายมนุาย์เราหรือไม่ รวมทั้งทารกในครรภ์ของแม่ด้วย ฉะนั้นคุณๆ จะต้องตรวจตราดูแลความปลอดภัยจากอาหารที่ซื้อมาด้วยนะครับ

พวกผักต่างๆ และผลไม้ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ว่าไปแล้วทางการแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้รับประทานพวกผักและผลไม้มากๆ เพราะนอกจากจะได้รับสารอาหารที่เป็นโปรตีนแล้ว ยังได้พวกไฟเบอร์หรือกากาอาหารซึ่งจะแก้ปัญหาท้องผูกได้ด้วย

อาหารประเภทผัก ผลไม้ จึงเป็นอาหารยอดฮิตประเภทหนึ่งที่ทางการแพทย์แนะนำให้คุณแม่หามารับประทานกันให้เป็นนิสัยประจำวัน

แต่ปัญหาที่ต้องขบคิดก็มีตามาจนได้นั่นก็คือเรื่องของสารพิษปนเปื้อนมากับผัก ผลไม้ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีการสำรวจพบสารตะกั่วปนมากับผักหลายชนิด ก็พบต้นเหตุมาว่า การทำสวนผักอยู่ริมถนนที่มีรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมานั้น เขม่าควันที่ออกมาจากทางท่อไอเสียจะมีสารตะกั่วปะปนออกมาเป้นจำนวนมากและปลิวว่อนมาเกาะตามใบผักหรือผลไม้

สุดท้ายก็มาถึงคนที่รับประทานเข้าไปเกิดเป็นโรค LEAD POISONING ตะกั่วเป็นพิษ สร้างปัญหาต่อสุขภาพของมนุาย์ทั่วโลกเพราะมีการใช้น้ำมันชนิดเดียวกัน จนในที่สุดจึงมีการหันมาใช้น้ำมันปลอดสารตะกั่ว เช่น น้ำมันเบนซิน 95 เป็นต้น

ปัญหาตะกั่วเป็นพิษจึงลดลงไปอย่างมากแต่ใช่ว่าจะมีเพียงตะกั่วชนิดเดียวก้หาไม่ ยังมีสารพิษเป็นภัยต่อสุขภาพอีกหลายชนิด ที่ปะปนมากับผักและผลไม้ โดยการฉีดยากำจัดแมลงบ้าง จากปุ๋ยเคมีบ้าง หรือแม้แต่การใช้สารเคมีเพื่อรักษาความสดของผักและผลไม้ก่อนส่งออกสู่ตลาด

ครับสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นหนามยอกอกของผู้บริโภคว่าจะทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยหากทำแบบแนวรุก ก็คือ ทางรัฐ ทางกระทรวงสาธารณสุข โดย อ.ย. จะต้องมีมาตรการตรวจสอบและคุมเข้มอย่างสม่ำเสมอ ให้อาหารหรือสิ่งของที่ใช้บริโภคทุกประเภทโดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ปลา รวมทั้งผัก ผลไม้ต่างๆ จะต้องปลอดสารปนเปื้อนที่มีอันตรายต่อสุขภาพ หรืออย่างน้อยก็ขอควบคุมให้ปริมาณสารปนเปื้อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

นั่นเป็นแนวรุกแต่ถ้าหากเป็นแนวรับคือตั้งรับ ก็หมายความว่าคุณๆ ต้องป้องกันภัยตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนหรือเพียงแค่สงสัย

แต่ถ้าหากยังต้องการเพราะชอบหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ขอให้ล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ที่ดีที่สุด นั้นทำได้อย่างไร ท่านบอกว่า ใช้ด่างทับทิมล้างจนแน่ใจว่ามีความสะอาดพอที่จะบริโภคได้ด้วยความปลอดภัย

ผมได้พูดคุยกับนักโภชนาการว่า การทำความสะอาดผักและผลไม้ที่ดีที่สุด นั้นทำได้อย่างไร ท่านบอกว่า ใช้ด่างทับทิมล้าจนแน่ใจว่าสะอาด แล้วตามด้วยการล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

ก็พอจะใช้ได้ หรือพอไหวว่างั้นเถอะ ผมถามว่าผักปลอดสารพิษมีวางขายตามตลาดล่ะ ปลอดจริงหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนแต่ท่านบอกว่า ก็พอที่จะเชื่อถือได้ 80-90% โอ้โห! ตั้ง 80-90% เชียวหรือ ผมอุทานอยู่ในใจ


(update 3 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.158 September 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600