อุ๊ยตาย! คุณแม่ปัสสาวะเล็ด


“ปัสสาวะเล็ด” เป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่คิดว่าเกิดจากอายุมากขึ้น ทำให้มาพบแพทย์ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่ภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก เช่น อับอาย วิตกกังวลเรื่องกลิ่นปัสสาวะที่เล็ดออกมา ซึมเศร้านอนหลับไม่เต็มที่ เนื่องจากต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะ

ปกติน้ำปัสสาวะจะไหลจากไตลงมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ เมื่อมีน้ำปัสสาวะมากประมาณ 100-300 มิลลิลิตร จะเริ่มรู้สึกปวดปัสสาวะ แต่คนส่วนใหญ่ยังทนได้ หากยังไม่สามารถหาสถานที่ที่เหมาะสม หรือเวลาที่เหมาะสม จะสามารถกลั้นปัสสาวะได้โดยไม่ทรมาน แต่ถ้าปัสสาวะมากถึง 300-500 มิลิลิตร จะรู้สึกปวดปัสสาวะมาก และต้องรีบเข้าห้องน้ำ ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ประสบปัญหา “ปัสสาวะเล็ด” ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านต่างๆ เช่น ดื่มน้ำให้น้อยลงเลือกที่จะไม่ไปสถานที่ที่ไม่สามารถปัสสาวะได้อย่างสะดวก เลือกที่จะไม่เดินทางไปสถานที่ไกลๆ พกพาแผ่นอนามัยติดตัวไว้เสมอ รวมทั้งเลือกที่จะใส่กางเกงสีเข้มเพื่ออำพรางรอยเปื้อน

อาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ คือ การปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ การที่ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนมากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไป มีอาการเร่งรีบทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ปัสสาวะเล็ดราดเมื่อไอหรือจาม ปัจจุบันพบว่ามีความผิดปกติของการบีบตัวของปัสสาวะชนิดหนึ่งคือ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำในกระเพาะปัสสาวะยังไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดในคนปกติแต่ผู้ที่เป็นโรคนี้กระเพาะปัสสาวะจะบีบตัว ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะมากต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที รวมถึงต้องตื่นในตอนกลางคืนเพื่อมาปัสสาวะบ่อยครั้ง ซึ่งกลุ่มอาการดังกล่าวข้างต้น ในปัจจุบันจะเรียกว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive bladder, OAB) ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะดังกล่าว

จะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน การวินิจฉัยภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน การวินิจฉัยภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive bladder, OAB) จำเป็นต้องซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท รวมถึงการตรวจภายในและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายกันเสียก่อนก่อน ได้แก่
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
2. เนื้องอกในอุ้งเชิงกรน ที่กดดันกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะบ่อย
3. การหย่อนยานของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
4. ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิง
5. โรคเบาหวาน โรคเบาจืด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
6. ความผิดปกติของระบบประสาท
7. กระเพาะปัสสาวะยืดตัวผิดปกติ (Overflow Incontinence)
8. เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน
ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน เป็นกลุ่มอาการของความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ที่แม้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตมากนักแต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก ฉะนั้นต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษจากแพทย์ เพื่อให้หายหรือบรรเทา และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


Tips 5 วิธีรักษา “ปัสสาวะเล็ด”

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้นการรักษาจึงใช้แนวทางรักษาหลายชนิดมาผสมผสานกัน คือ
1. รักษาภาวะที่ก่อให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

2. การใช้ยาที่มีฤทธิ์คลายการหดรัดตัวของกระเพาะปัสสาวะ

3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การงดดื่มน้ำก่อนนอน หลีกเลี่ยงยา หรืออาหารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการขับปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำชา กาแฟ การจัดที่นอนใหม่ให้เข้าห้องน้ำได้สะดวกขึ้น

4. การฝึกกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมบำบัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้สมองส่วนกลางส่งสัญญาณมายับยั้งวงจรการปัสสาวะ โดยการฝึกปัสสวะให้เป็นเวลาและเพิ่มช่วงเวลาการถ่ายปัสสาวะให้เป็นเวลาและเพิ่มช่วงเวลาการขับถ่ายปัสสาวะให้มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งหลักการเบี่ยงเบนความสนใจ

5. การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะหนาตัวและแข็งแรงขึ้น โดยปกติการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะใช้ในการรักษาภาวะไอ-จามจนปัสสาวะเล็ด แต่พบว่าสามารถนำมาใช้รักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้ด้วย

(update 26 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600