เรื่องต้องห้าม…ในบ้าน


มีข้อคิดที่ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านได้ให้สติกับเราไว้ประเด็นหนึ่งซึ่งเราต้องระวังมากทีเดียวในการพูดจาสนทนากับเพื่อนๆ ที่สนิทชิดเชื้อกับคนในบ้าน ถ้ายิ่งกับคนนอกบ้านเราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่ไม่ควรพูดหรืออ้างถึงเรื่องบางเรื่อง เพราะอาจเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความขัดแย้งโต้เถียงกันอย่างที่ไม่สมควรจะเกิดก็อาจเกิดขึ้นได้


  • เรื่องไหนต้องห้าม
ประเด็นที่ว่านั้นก็คือเรื่องการเมืองเรื่องศาสนา และเรื่องของความเชื่อถือในตัวผู้นำของสังคม เพราะแต่ละคนจะมีระบบความเห็น ระบบความคิด ระบบความเชื่อถือและศรัทธา ตามที่ตนรับรู้รับฟังมาไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีเหมือนกันคือ เมื่อฟัง เมื่อคิดแล้วจะยึดมั่น ถือมั่นด้วยความเชื่อของตนว่าจะต้องเป็นจริงตามที่ตนยึดไว้เชื่อไว้ แล้วอยากให้คนอื่นๆ คิดตามความเห็นของตน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีจริต เชื่อง่าย หลงง่าย ก็ยิ่งเชื่อว่าต้องเป็นจริง เชื่อว่าถูกต้องโดยไม่พิจารณาสืบเสาะวิเคราะห์อย่างใคร่ครวญว่าที่จริงนั้นเป็นอย่างไร จริงหรือไม่จะไม่สนใจแต่จะเชื่อและยึดมั่นถือมั่นเข้าไปตรงๆอย่างไม่ผ่อนปรน

ถ้าคุยประเด็นเรื่องการเมือง เรื่องของศาสนา หรือเรื่องผู้นำของประเทศกับผู้คนที่มีแนวคิดเหมือนกัน ก็จะเออออห่อหมก พูดถูกคอกันเป็นอย่างดี ความเชื่อในใจที่มีอยู่แล้วจะถูกย้ำและสำทับให้เชื่อมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าแนวความคิดไม่เหมือนกันแทนที่จะเข้าใจว่าแต่ละคนย่อมมีความคิด ความเห็นต่างกันได้ แต่กลับมีความคิดว่าทำไมคนอื่นๆ ยังเชื่อผิดๆ อยู่ได้ จากความเห็นที่ขัดแย้ง ร่วมกับการยึดมั่น ถือมั่น และขาดความใจกว้าง จนทำให้เกิดอารมณ์ไม่พึงพอใจ หงุดหงิด คับข้องใจ จนกระทั่งเก็บอารมณ์ที่ไม่เป็นมิตร ไม่เห็นด้วย และลงท้ายด้วยความบาดหมางและเคลือบแคลงใจไม่อยากพูดคุยด้วย ไม่อยากคบค้าสมาคมมิตรภาพที่เคยมีอย่างดีกันมาก่อนก็จืดจางลง และมองหน้ากันไม่ติด

ปัญหานี้มิใช่ว่าจะเกิดกับคนภายนอกหรือกับเพื่อนเท่านั้น แม้แต่กับคนในบ้านก็เกิดได้อย่างรุนแรงเช่นกัน ในช่วงนี้การเมืองมีความสับสน บางคนก็เชียร์ผู้นำของรัฐบาลบางคนก็ตำหนิผู้นำของรัฐบาล เราจึงพบว่าความขัดแย้ง มิได้มีแต่ในสังคมกว้างเท่านั้นสังคมในครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เช่น ลูกกับพ่อมีความเห็นไม่ตรงกัน สามีกับภรรยามีความเห็นไม่ตรงกัน พี่กับน้องมีความเห็นไม่ตรงกัน ทำให้บรรยากาศภายในครอบครัวแย่ลง ความรักและความเคารพที่มีต่อกันต้องลดลงแล้ว ทำไมต้องให้เรื่องนอกบ้านมาทำให้สัมพันธภาพอันดีงามในบ้านต้องมีอันจืดจางลง


  • อย่าเอาพิมเสนแลกเกลือ
คุณผู้อ่านเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ “อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ” (ผู้อ่านรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักพิมเสน พิมเสนเป็นตัวยาสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมชื่นใจ เป็นตัวยาที่ใช้ผสมกับตำรายาแผนโบราณ ทำให้ยามีกลิ่นหอมลดอาการวิงเวียนศรีษะได้อย่างดี) พิมเสนจึงมีค่าและราคาแพง เมื่อเทียบกับเกลือที่มีราคาถูกกว่ากันมาก ถ้าใครเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ก็ถือว่าฉลาดน้อยหรือไม่ฉลาด

ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างสัมพันธภาพของสามีกับภรรยาหรือระหว่างพ่อกับลูกหรือระหว่างเพื่อนๆ ที่เคยสนิทชิดเชื้อกัน กับเรื่องของการเมืองซึ่งเป็นเรื่องนอกบ้าน ก็ต้องถือว่าสัมพันธภาพของคนในครอบครัวเป็นของมีค่ายิ่ง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับพิมเสนส่วนเรื่องนอกบ้านนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเชื่อถือไม่ว่ามีค่าเทียบเท่ากับเกลือ ที่เขียนอย่างนี้มิได้หมายความว่าไม่ให้สนใจเรื่องการเมือง จริงๆ แล้วเราคงต้องให้ความสนใจด้วยปัญญา สนใจด้วยความคิดอย่างมีวิจารณญาณ พินิจพิเคราะห์จนเห็นความจริงที่สุดจึงจะศรัทธาและเชื่อถือได้

ไม่ใช่เชื่อเพราะโฆษณา เชื่อเพราะเขาเล่าต่อๆ กันมา หรือเชื่อเพราะภาพภายนอกดูดี ธรรมชาติของการเมืองเป็นเรื่องที่มาแล้วก็ไป ไปแล้วก็มา ประกอบไปด้วยบุคคลมากมายที่มีความคงเส้นคงวาได้ยากบางทีก็หาสาระได้ยาก ถ้าเราจะให้น้ำหนักและความสำคัญกับเรื่องที่ไม่คงเส้นคงวาหาสาระได้ยาก เราก็จะไม่ได้สาระอะไรกับชีวิตมากนัก แต่ถ้าเราเห็นว่าว่าได้คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าถ้าขืนปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปในทางที่ทำให้ส่วนรวมเสียหายเราก็มีความจำเป็นและถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขเพื่อให้สังคมดีขึ้นเพื่อให้อนาคตดีขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้ครอบครัวของเรามีความแตกแยก


  • แยกแยะเรื่องในและนอก (บ้าน)
เนื่องจากเจตคติและแนวคิดของแต่ละคนมีที่มา มีฐาน มีวิถีคิด มีวิถีจิตที่แต่ละยึดถือกันมานานเป็นแรมปี เราจึงต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ยิ่งถ้าขาดโอกาสรับฟังข้อมูลที่แท้จริง ขาดโอกาสพินิจพิจารณา ขาดการสืบเสาะให้เห็นความจริงและปิดประตูแห่งปัญญา แล้วปล่อยอารมณ์ให้มาเหนือความคิดก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนๆ นั้นได้ยากมาก ดังนั้นเราคงต้องมีความใจกว้าง เข้าใจธรรมชาติของจิตใจคนอื่น ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นโดยเฉพาะบุคคลภายในครอบครัว ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องของการเมืองเท่านั้น เรื่องต่างๆ เราก็ต้องใจกว้างรับฟังเพราะทุกคนย่อมมีเหตุผลในแนวคิดของตน

มีหลักของการพูดที่พระพุทธเจ้าท่านทรงอบรมสั่งสอนว่า การพูดต้องพูดความจริงถ้าพูดแล้วมีประโยชน์ก็พูด ถ้าพูดแล้วไม่มีประโยชน์ก็ไม่พูดเสียดีกว่า นอกจากนี้ยังมีหลักอีกว่า พูดแล้วต้องไม่ให้คนอื่นและตนเองเป็นทุกข์และเดือดร้อน แต่ถ้าเป็นความจริงที่จะต้องเปิดเผย จะต้องพูดกันก็ควรพิจารณาเวลา สถานที่ บุคคล สถานการณ์ให้เหมาะสมแล้วจึงพูด ดังนั้น ในเรื่องของการเมืองถ้ารู้ว่ามีความเห็นกันคนละขั้วก็แนะนำว่าหลีกเลี่ยงไม่พูดประเด็นนี้เสียดีกว่าเมื่อเวลาผ่านไปความจริงต่างๆ ที่ปรากฏก็จะทำให้ทุกคนยอมรับการเปลี่ยนแปลงแนวคิดได้เอง เราเองก็อาจจะมีแนวคิดที่ผิดก็ได้ทั้งๆ ที่เชื่อมั่นว่าตนเองถูกมาตลอด

อย่าหงุดหงิดกันและขอให้เชื่อเถอะครับ ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว จะทำอะไรแม้ไม่มีใครรู้ ตนเองก็ย่อมรู้ว่าดีหรือไม่ดี แม้ตนเองจะไม่รู้หรือไม่สังเกต เทพยดาฟ้าดินย่อมรับรู้เสมอครับ


(update 1 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol. 11 No.132 October 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600