หน้าร้อนเล่นน้ำ อันตราย!


เข้าหน้าร้อนอีกแล้ว การเที่ยวทะเล… สวนน้ำ… สระน้ำ เป็นของโปรดที่เด็กๆ รอคอย แต่พ่อแม่ต้องระวังครับ! หน้าร้อนนี่หละมีเด็กไทยต้องจมน้ำเสียชีวิตกันมากทุกปี

การจมน้ำเป็นสาเหตุการตายของเด็กไทยที่สูงที่สุด ไม่มีโรคใด อุบัติเหตุชนิดใดที่ทำให้เด็กไทยตายมากเท่ากับการจมน้ำ ในแต่ละปีจะมีเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 1,500 คน เด็กที่จมน้ำจะขาดอากาศหายใจ เวลาเพียง 4-5 นาทีที่ขาดอากาศ จะก่อให้เกิดภาวะสมองตาย ซึ่งไม่สามารถกลับฟื้นได้ ทำให้เสียชีวิตหรือพิกลพิการตลอดชีวิต ดังนั้นการป้องกันและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก

วันเด็กที่ผ่านมา หมูบ้านแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ได้จัดงานวันเด็กในบริเวณสโมสร ใกล้สระน้ำ มีกิจกรรมสนุกๆ มีทานเลี้ยง แจกของขวัญ และว่ายน้ำฟรี… วันนั้นเด็กๆ จึงมากันตรึมโดยเฉพาะสระว่ายน้ำพลุกพล่านไปด้วยเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่

เจ้าบอส เด็ก 3 ปีจอมซน ก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่กำลังสนุกสนานอยู่ในสระน้ำนั้นด้วย แม้ว่าจะว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆ แล้วบอสตั้งใจจะมาเล่นเกมรับของขวัญ และกินขนมฟรีมากกว่า แต่พี่โจ้กับเพื่อนรุ่นพี่ (12-13 ขวบ) ที่มาด้วยกันรับปากว่า จะดูแลให้ คุณแม่จึงอนุญาต

แต่พอลงสระได้ไม่นาน…พี่โจ้กับเพื่อนกลับเล่นจนเพลินลืมดูเจ้าบอสไปเลย บอสเล่นบรืเวณน้ำตื้นสักพักชักเบื่อเลยค่อยๆ เกาะขอบสระ ตั้งใจจะมาเล่นกับพี่ๆ ในเขตน้ำลึกพอดีพอร้ายมีเด็กโตว่ายมาชนเข้า เจ้าบอสตกใจมือหลุดออกจากขอบสระที่กำลังเกาะ! …แล้วก็จมดิ่งลงก้นสระทันที!!!

บอสตะเกียกตะกายอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ แต่แล้วก็มีผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเห็นผิดสังเกต จึงโดดตูมลงไปช่วย พาบอสขึ้นมา ในขณะที่พี่โจ้ และพี่ๆ ที่มาด้วยกันต่างรีบวิ่งเข้ามาหาบอส บอสนั่งซึมๆ ซีดๆ สลับกับไอสักพัก ก็ร้องไห้เสียงดังออกมาได้ คุณลุงคนที่ช่วยชีวิตอาสาพาไปส่งที่โรงพยาบาลทันที… คุณหมอตรวจแล้วพบว่าบอสไม่เป็นอะไรมาก ขณะมาถึงโรงพยาบาลไม่มีอาการเขียว หายใจไม่เร็ว อย่างไรก็ตามหมอได้แนะนำให้สังเกตอาการบอสที่โรงพยาบาลต่ออีกประมาณ 24 ชั่วโมงเพราะเด็กที่จมน้ำและสำลักน้ำแต่ไม่มีอาการในระยะแรก อาการจะเริ่มหลังจากการจมน้ำแล้วประมาณ 6-12 ชั่วโมง เราเรียกว่าอาการจมน้ำแบบทุติยภูมิ เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีการสำลักน้ำลงไปในถุงลมแล้วน้ำจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วไม่เหลือไว้ในถุงลม แต่สารเคลือบผิวภายในถุงลมจะถูกทำลายไป ดังนั้นถุงลมจะแฟบในขณะหายใจออกทำให้มีถุงลมที่สามารถทำงานฟอกเลือดได้น้อยลง (นำคาร์บอนไดออกไซด์จากเลือดออกมาทางลมหายใจออก และนำออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดแทน) ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเช่นเดียวกับเด็กที่จมน้ำแล้วมีอาการตั้งแต่แรก

วันรุ่งขึ้น คุณหมอไปเยี่ยมเยียนคุณบอส อาการยังคงปกติดี ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว แม่บอกว่าเมื่อคืนละเมอทั้งคืน แม่ถามว่าจะเล่นน้ำอีกหรือไม่ บอสส่ายหน้าแล้วบอกว่า “กลัว” หมอแนะนำว่าเด็กจะมีอาการกลัวสักพักหนึ่ง อาจมีละเมอ ร้องงอแงไดเวลากลางคืน แต่ไม่น่าเกินหกสัปดาห์ครับ ที่สำคัญแม่อย่าขู่ อย่าบอกให้กลัวถึงขนาดไม่กล้าว่ายน้ำอีก เพียงแค่ให้รู้ว่าเล่นน้ำมีอันตราย ต้องไม่เล่นที่ลึกหากว่ายน้ำไม่เป็นและไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ภายหลัง 6 สัปดาห์คุณแม่สามารถนำเด็กกลับไปสระน้ำได้อีก แต่คราวนี้คุณแม่ควรไปด้วย ลงสระพร้อมกับเด็ก เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจไม่หวาดกลัวขณะเดียวกันแนะนำว่า ตรงไหนจุดไหนเป็นเขตน้ำลึก ห้ามเดินเลย แสดงให้เขาดูว่า ถ้าจมน้ำแล้วจะเป็นอย่างไร แม้เด็กจะรู้จะมีประสบการณ์แล้วก็ตาม เด็กก่อนวัย 7 ปีจะยังดูแลตนเองได้ไม่ดี การเล่นน้ำในสระยังคงต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูตลอดเวลาครับ หากเด็กว่ายน้ำไม่เป็น ไม่ว่าจะเล่นที่ลึกหรือตื้นควรใส่ชูชีพไว้ตลอดเวลา หากจะเรียนว่ายน้ำก็สมัครเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราว มีคนสอนคนดู อย่าให้พี่สอนน้องกันตามยถากรรม คุณแม่โชคดีครับ มีคุณแม่อีกหลายคนที่โชคไม่ดี ต้องสูญเสียบุตรไปในเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กัน


การปฐมพยาบาล ช่วยเหลือเด็กจมน้ำ

ในภาวะจมย้ำจะทำให้ขาดอากาศหายใจ และหมดสติ น้ำที่สำลักจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว การอุ้มพาดบ่าเพื่อกระทุ้งเอาน้ำออกไม่มีความจำเป็น และอาจก่อให้เกิดผลเสียได้การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องคือการประเมินการหายใจของเด็ก หากเด็กหายใจได้เองเพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งให้แก่เด็ก เช็ดตัว และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบอาการ แต่หากเด็กอาการหนัก ไม่รู้สึกตัว หรือ หยุดหายใจให้เรียกผู้อยู่ข้างเคียงให้มาช่วยเหลือและให้ผู้ช่วยโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ 1669 เปิดทางเดินหายใจโดยให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลงและและเชยคางขึ้นเบาๆ ช่วยเหลือและให้ผู้ช่วยเหลือการหายใจ โดยประกบปากของผู้ช่วยเหลือที่ปากเด็ก (ครอบจมูกและปากเด็ก ในเด็กเล็กหรือเด็กอายุน้อยกว่าหนึ่งปี) และเป่าลมหายใจออก 2 ครั้งโดยให้แต่ละครั้งยาว 1-2 วินาที ให้หน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าลม ถ้าเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจร ให้ทำการเป่าปากต่อเพียงอย่างเดียว โดยทำ 20 ครั้งต่อนาที หรือ เป่าปาก 1 ครั้งต่อ 3 วินาที ถ้าเด็กไม่หายใจและไม่มีชีพจร หรือไม่แน่ใจแต่เด็กนอนนิ่ง เรียกและกระตุ้นแล้วไม่รู้ตัว ให้ทำการกระตุ้นการเต้นของหัวใจต่อ การอุ้มพาดบ่า วิ่งกรระทุ้ง วางบนกระทะแล้วรีดน้ำเป็นการช่วยที่ผิดวิธีทั้งสิ้นไป ทำให้เสียเวลา สมองจะยิ่งขาดออกซิเจนนานขึ้นอีก

พ่อแม่ต้องหาโอกาสไปเรียนไปฝึกให้ทำเป็นครับ …กระทั่งทุกวันนี้ เซฟการ์ดประจำสระที่ดูจะหาทำยายากอยู่เหมือนเดิมสระว่ายน้ำจึงเป็นดัง “จุดเสี่ยงภัย” อีกประเภทหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องพึงตรวจสอบก่อนจะใช้บริการ และต้องคอยดูแลลูกๆ อย่าให้คลาดสายตาทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ


ปลอดภัยไว้ก่อนเล่นน้ำ
1. เด็กเล็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าจะเล่นน้ำต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเสมอ ใส่ชูชีพไว้เสมอ เพราะผู้ใหญ่อาจเผอเรอชั่วขณะได้

2. ห่วงยางไม่ใช่ชูชีพ เด็กที่อยู่ในห่วงยางอาจรอดห่วงหรือห่วงพลิกคว่ำแล้วจมน้ำได้

3. สนับสนุนให้ลูกเรียนว่ายน้ำโดยเรียนกับคุณครูผู้สอนว่ายน้ำโดยตรง และควรเรียนให้ "ว่ายเป็น" ฝึกฝนให้ "ว่ายเก่ง" ไม่ใช่เอาแค่ "พอว่ายได้"

4. นอกจากการจมน้ำแล้ว ยังมีอุบัติเหตุในสระน้ำอื่นๆ ที่พบบ่อยได้ เช่น วิ่งเล่นบนสระแล้วหกล้ม กระโดดน้ำแล้วหัวชนพื้นสระหรือชนคนที่อยู่ในน้ำ เล่นกันในน้ำหัวกระแทกขอบสระ เป็นตะคริว ว่ายชนกัน เป็นต้น ดังนั้นการเล่นน้ำต้องมีสติ ไม่คะนอง

5. ก่อนการเล่นกีฬาทุกอย่างโดยเฉพาะการว่ายน้ำ ก่อนที่จะลงสระทุกครั้ง ไม่ควรลืมการวอร์มอัพ (อุ่นเครื่อง) หรือการบริหารร่างกายราว 10-15 นาที เพื่อความพร้อมของร่างกายทั้งยังป้องกันกล้ามเนื้อเกิดตะคริวระหว่างการว่ายน้ำ

6. ก่อนการว่ายน้ำไม่ควรทานอาหาร หลังอาหารอิ่มอย่าเพิ่งรีบว่ายน้ำทันที เพราะอาจทำให้จุกเสียดปวดท้อง หรือเป็นตะคริว จึงควรรอให้อาหารย่อยราวครึ่งชั่วโมงก่อน

7. เด็กๆ ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางด้านหัวใจ หอบหืด ลมชัก ฯลฯ…ควรตรวจสภาพร่างกายและได้รับคำรับรองจากแพทย์ว่าไม่มีอาการอันตรายต่อการออกกำลังกาย ไม่ควรให้เด็กเล่นน้ำลำพัง ควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ

8. เมื่อเกิดฝนตก หรือฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ขึ้น ควรขึ้นจากสระทันที

9. สระว่ายน้ำที่ดีควรมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างเพียบพร้อม (เช่น ห่วง…เสื้อชูชีพ และไม้ยาวๆ-เพื่อช่วยคนจมน้ำ) มีผู้ระวังภัย (life guard) นอกจากนั้นควรมีรั้วรอบขอบชิด ป้องกันเด็กๆ เดินพลาดพลั้งจนหล่นตูมลงไป โดยเฉพาะในวันที่สระหยุดทำการ

10. หากจะให้เด็กเล่นน้ำทะเลต้องระวังอย่างมาก แม้คลื่นลมจะดูสงบ ถ้าว่ายน้ำไม่เป็นต้องให้เด็กใส่ชูชีพตลอดเวลา หากออกเรือไปที่ลึกไม่ว่าจะว่ายน้ำไม่เป็นหรือเป็นแชมป์ว่ายน้ำระดับเหรียญทองก็ไม่ควรประมาทเป็นอันขาด!! ใส่ชูชีพไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

(update 29 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.153 April 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600