จริยธรรมกับพัฒนาการเด็ก


ในภาวะปัจจุบันโลกได้พัฒนาไปอย่างมากมาย ประเทศชาติของเราได้เจริญเติบโตก้าวหน้าไปอย่างกว้างขวางทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษาและอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล ซึ่งน่าจะหวังได้ว่าทุกคนในประเทศของเราควรจะเป็นสุขอย่างมากๆ แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม คือทุกคนยังไม่สุขดังใจหวัง แต่กลับทุกข์เหมือนเดิมหรือทุกข์มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนเป็นทุกข์ ครอบครัวเป็นทุกข์ ก็เพราะว่าคนในสังคมมีความบกพร่องด้านคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้น ถ้าสังคมและประเทศชาติมีเข็มมุ่ง ที่มุ่งเน้นอย่างมากในเรื่องความเจริญทางวัตถุเน้นความรู้ทางด้านวิชาการ มีความก้าวหน้าของบ้านเมือง มีการพัฒนาการสื่อสารและเทคโนโลยีอย่างมาก จนประเทศมั่งคั่งสมบูรณ์ (ซึ่งจริงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเท่าใดนักเพราะประชาชนระดับเดินดินก็ยังยากจนเป็นหนี้สินมากขึ้น) แต่ถ้าไม่มีพัฒนาการด้านคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไปด้วยอย่างเข้มแข็งแล้วความเจริญทางวัตถุก็จะย้อมหรือเหนียวนำให้ความเป็นคนนั้นตกต่ำลง คุณธรรมและจริยธรรมจะเลวลง แล้วความหวังที่สังคมและประเทศชาติจะมีความสงบสุขดังที่เราคาดหวังว่าอยากให้เป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เห็นถ้าจะเป็นไปได้ยากอาจพูดได้ว่าความหวังนั้นริบหรี่เหลือเกิน

ยิ่งผู้นำของประเทศถูกผู้คนสงสัยในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเราเป็นบุคคลภายนอกคงสรุปได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลในการกระทำของตน และมองเห็นว่าเหตุผลของตนนั้นถูกต้อง ซึ่งเป็นความเห็นเฉพาะบุคคลที่เป็นไปตามกิเลสและตัณหาในจิตใจส่วนลึกของแต่ละคน ซึ่งถ้าถูกครอบงำด้วยความอยากได้ (โลภ) ความจงเกลียดจงชัง (โกรธ) และความไม่สามารถนึกทันหรือนึกรู้ให้ทัน (สติ) ว่าตนกำลังถูกอารมณ์ความอยากได้ หรือความอยากทำลายล้างเข้ามากำกับชีวิตแล้ว เรียกว่ามีอารมณ์มาเป็นนายแห่งชีวิตแล้วล่ะก็ กิเลส ตัณหา และอารมณ์ก็จะเป็นพลังผลักดันอย่างแรงจัดที่ผลักดันให้คนคิด ทำ และพูดไปตามความอยากแห่งตน ซึ่งจะทำๆ และทำด้วยความมุ่งมั่นอย่างขาดปัญญาพินิจพิเคราะห์ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ขาดปัญญาคิดว่าเมื่อทำแล้วจะมีผลกระทบตามมาอย่างไรหรือคิดอย่างตื้นๆ ว่าคงจะไม่มีอะไร คงจะไม่เป็นอะไร หรือคงจะไม่มีใครรู้ ซึ่งว่ากันตามความจริงแล้วไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดอะไรไม่ดีหรือกำลังทำอะไรไม่ดี ตนเองก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจและเทวดาฟ้าดินก็ย่อมล่วงรู้ได้เสมอ

ตามปกติแล้วในขณะที่ความต้องการหรือความอยากในจิตใจมีกำลังแรงอยู่นั้นถ้าในจิตอีกส่วนหนึ่งคือคุณธรรมและความรู้จักรับผิดชอบชั่วดีมาคอยกำกับหรือเรียกว่าเป็นตัวเซ็นต์เซอร์ทำงานไม่เข้มแข็งแล้ว คนเราก็จะทำตามความอยากโดยไม่อาย โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่สนใจกับคำว่าจริยธรรมหรือคุณธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานะของความเป็นผู้นำหรือผู้ปกครอง ถ้าขาดคุณธรรมและจริยธรรมของความเป็นผู้นำไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายปกครองหรือทางฝ่ายประชาชนแล้วก็ย่อมจะนำพาความเดือดร้อนความเสียหายมาสู่สังคมและประเทศชาติได้ แล้วในที่สุดก็จะนำพาความเสียหายมาสู่ตนเองและครอบครัวอย่างร้ายแรงได้ ซึ่งประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในอดีตย่อมเป็นประจักษ์พยาน

ดังนั้น การมีจริยธรรมในทุกหมู่เหล่า ทุกระดับชนชั้น ทุกระดับของผู้สำเร็จการศึกษา ทุกระดับของผู้นำชุมชน ทุกระดับของวงศ์ตระกูล จึงเป็นของดีของวิเศษที่ควรจะพัฒนาหรือทำให้เกิดขึ้นให้มากที่สุด จึงจะเป็นดรรชนีบ่งชี้ถึงความเจริญและสันติสุขของสังคมอย่างถาวรและแท้จริง

สำหรับแนวคิดที่ยึดความเจริญของประเทศโดยใช้รายได้ของประชากรรวมนั้นถ้าคิดให้ลึกซึ้งให้แง่มุมของนามธรรม ก็น่าจะเป็นตัวบ่งชี้หรือตัวชี้วัดที่หลอกความรู้สึกได้ว่าเราดีแล้ว เรายอดเยี่ยมแล้ว เราสุขแล้ว

การพัฒนาจริยธรรมในมนุษย์ก็เฉกเช่นการปลูกต้นไม้ จำเป็นต้องเพาะกล้าปลูกและดูแลกันตั้งแต่เล็กๆ รากแก้วและรากฝอยจึงจะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และภายใต้องค์ประกอบที่เหมาะสมของการอบรมเลี้ยงดูของพ่อและการโอบอุ้มของสังคมที่ดีของสังคมอย่างกล้าหาญ อดทน แข็งแรง และสง่างาม

สำหรับการพัฒนาจริยธรรมในเด็กครอบครัวควรเริ่มพัฒนาจริยธรรมเสียตั้งแต่เด็กรู้ความโดยสอนให้รู้จักกิริยามารยาทที่เหมาะสม มีความสุภาพเรียบร้อย ความเกรงใจ การไม่เอารัดเอาเปรียบ การรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้กับพี่น้องและคนอื่นๆ นอกครอบครัว การมีอัธยาศัยไมตรี ความกรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่รังแกคนอื่นๆ รวมทั้งไม่รังแกสัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ การหัดให้เด็กแสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเห็นพี่หรือน้องร้องไห้หรือไม่สบายใจก็หัดให้รู้จักปลอบโยน อาจหัดให้หยิบยื่นสิ่งของที่ตนเองก็ชอบตนเองก็รักให้กับคนอื่นเพื่อให้คนอื่นลดความทุกข์และคลายความโศกเศร้าเสียใจลง

การหัดให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและต่อผู้อื่นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและคนในครอบครัวก็จะเป็นฐานให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีด้วย

การฝึกให้เด็กทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่นถือว่าเป็นการฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อตนเองเป็นอย่างดี

การฝึกให้เด็กมีจริยธรรมอันควรทั้งหมดนี้ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือแบบฉบับ พ่อแม่ต้องเป็นผู้ที่แสดงให้ลูกเห็นความเป็นผู้มีจริยธรรมของตนให้เด็กได้ซึมซับแบบฉบับนั้นด้วยจึงจะทำให้จริยธรรมเข้าไปแนบสนิทซึมลึกเข้าไปในจิตใจของเด็ก

ถ้าทุกๆ บ้านช่วยกันฝึกเด็กในด้านจริยธรรมทำไปเรื่อยๆ อย่างคงเส้นคงวา มีความต่อเนื่อง เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะเป็นบุคคลที่น่ารัก น่าคบ สะอาด จิตใจสงบและมีความสุขง่าย เนื่องจากจริยธรรมเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันประการหนึ่งสำหรับป้องกันความทุกข์จากความชั่วร้าย ดังนั้นบุคคลที่มีจริยธรรมดีจึงไม่ค่อยต้องมีเรื่องเข้ามาทำให้จิตใจต้องเศร้าหมอง ชีวิตจึงแจ่มใสและเป็นสุข

มาพัฒนาจริยธรรมให้ลูกๆ เสียตั้งแต่เล็กๆ เลยนะครับ อย่าต้องรอให้โตเสียก่อน เพราะคนโตๆ สอนยากครับ


(update 26 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.153 April 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600