ฟิวส์ขาดแล้ว ตี ลูก อย่าแค่บอกว่า เสียใจ


บ่อยครั้งค่ะที่ได้ยินได้ฟังเสียงคร่ำครวญเสียอกเสียใจจากคุณแม่หลายท่านที่พลั้งมือลงโทษลูกน้อยแบบไม่มีเหตุผล ท้ายที่สุดแล้วคนที่เจ็บที่สุดและรู้สึกผิดที่สุดกลับไม่ใช่ลูก หากแต่เป็นตัวของคุณแม่เอง การฟื้นคืนสัมพันธภาพกับลูกและฟื้นฟูจิตใจแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ

“เมื่อคืนเราตีลูกอายุ 1 ปี 9 เดือน เพราะลูกงอแงไม่ยอมนอนจะออกไปเล่นข้างนอกห้องท่าเดียว เราง่วงและก็เหนื่อยด้วยเพราะตอนกลางวันต้องไปทำงาน เมื่อคืนก่อนเจ้าตัวดีก็แผลงฤทธิ์ตื่นนอนตอนเที่ยงคืน กว่าจะนอนอีกทีก็ตี 3 ครึ่งทำให้เรายิ่งหงุดหงิด ก็เลยตีไปประมาณ 10 ทีได้มั้งลูกร้องใหญ่เลย เราก็ร้องด้วยเพราะรู้สึกผิดและสงสารลูก แต่เมื่อเราอารมณ์เย็นขึ้นก็บอกลูกว่า ลูกทำผิดอย่างไร เวลานี้ควรนอน แล้วแม่เองก็เหนื่อยมาก จากนั้นก็ขอโทษเขา (ไม่รู้ว่ายกโทษให้หรือเปล่า)”

คุณแม่เศร้าใจ


ผลกระทบตกหนักที่ลูก

“คุณแม่เศร้าใจ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เข้ามาเขียนระบายความรู้สึกในเว็บบอร์ดห้องคุยกันฉันพ่อแม่จาก www.raklukefamilygroup.com หลังจากตีลูกแบบระเบิดอารมณ์อารมณ์ เพราะความเครียดและเหนื่อยล้าสะสมมาจากที่ทำงาน ซึ่งการตีลูกแบบไม่มีเหตุผลหรือมีอารมณ์เข้าไปบวกด้วยเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้แม่รู้สึกเสียใจแต่เมื่อสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ลูกเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ อารมณ์เสียบ่อย งอแง และที่สำคัญถ้าแม่ไม่ใช้ความรุนแรง ลูกจะใช้วิธีนี้กับคนอื่น คงไม่ใช่เรื่องดีค่ะถ้าจะปล่อยให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะมีแม่เป็นต้นแบบเช่นนี้


ไม้เรียวไม่ใช่ทางออก

“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ใช้ได้ดีกับสังคมไทยมาตลอด แต่ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย เพราะการที่จะให้ลูกเป็นเด็กดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไม้เรียวเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การเอาจริงกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น การใช้สีหน้า ท่าทาง คำพูด หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงของคุณแม่ที่แสดงออกมาให้ลูกเห็นชัดเจนหรือจะใช้วิธีการตั้งกฎเกณฑ์ระหว่างกัน เช่น Time Out ก็เป็นการลงโทษที่ได้ผลดีโดยไม่ต้องตี และที่สำคัญวันไหนลูกทำดีมากๆ ก็ควรรีบชมทันทีเพื่อให้สิ่งดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ค่ะ

ทางออกที่ดีที่คุณแม่จะหลีกเลี่ยงการตีลูกได้นั้นคือการป้องกันไม่ให้ต้องลงไม้เรียวต่างหากล่ะ คุณแม่ควรฝึกระเบียบวินัยของลูกตั้งแต่เล็กให้มีกิจกรรมที่เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา นอนเป็นเวลา กินเป็นเวลา และเล่นอย่างมีความสุขในสิ่งที่ควรเล่น เพราะโอกาสที่ลูกจะถูกตีมาจากการที่มีความประพฤติที่ไม่ถูกต้องนั่นจะลดน้อยลง และคุณเองก็ต้องเป็นนักจัดการอารมณ์ทั้งของตัวเองและของลูกก็เป็นทางป้องกันที่ดีที่สุดแล้วค่ะ


ก็ตีไปแล้วจะให้ทำอย่างไร ?

สิ่งใดที่ทำลงไปแล้วเอากลับคืนมาได้ยากค่ะ ถึงแม้คุณแม่รู้สึกผิดแต่อย่ามัวจมปรักหรือปลอบประโลมลูกมากจนเกินไป (ยิ่งถ้ากลับมาใช้อารมณ์กับลูกใหม่) เพราะจะนำมาสู่การกระทำที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ลูกสัมผัสถึงอารมณ์ไม่คงที่ของแม่ และเรียนรู้ถึงประโยชน์ของการโดนตีว่าจะได้ประโยชน์อย่างอื่นตามมาเพราะฉะนั้นทางที่ดีหลังจากตีลูกแล้วคุณแม่ควร…
  • รีบเบี่ยงเบนความรู้สึกผิดต่อตัวเองออกไปให้เร็วที่สุด อย่าเก็บความรู้สึกผิดไว้กับตัวเองนานๆ แล้วตั้งต้นเรียกคืนสัมพันธภาพที่ดีระหว่างคุณกับลูกใหม่

  • คิดหาเหตุผลให้เจอว่าทีตีเพราะอะไร เช่น เพราะการเลี้ยงดู เพราะความคาดหวัง หรือเพราะความเครียด เมื่อพบต้นตอของปัญหาแล้วพยายามแก้ต้นเหตุและแก้ไขไปทีละจุด

  • ถ้าลูกเลี้ยงยากก็ต้องเข้าใจ และมองว่าเป็นเรื่องท้าทายที่คุณจะต้องเลี้ยงลูกคนนี้ให้ดี แถมเรายังจะได้ฝึกควบคุมอารมณ์ด้วย

  • หากถูกกดดันจากพ่อของลูก ปู่ย่าตายาย และสังคม เรื่องการเลี้ยงลูกให้ดีตามแบบที่คนอื่นวางไว้จนทำให้เราเครียด ควรลดความกดดันลง ด้วยการคิดว่าเราก็มีชีวิตเพื่อลูก ทำไมต้องเอาคนอื่นมาเป็นกฎเกณฑ์

  • ถ้าเครียดเรื่องงานมากๆ ต้องหาสมาชิกในครอบครัวมาช่วยดูแลลูกบ้าง เพื่อที่คุณแม่จะได้ผ่อนคลายหรือมีเวลาของตัวเองบ้าง

  • อยู่ในโลกแห่งความจริง อย่าให้เป็นความคาดหวังที่เกินไปคุมความคาดหวังที่เหมาะสม เพราะความคาดหวัง (ที่มากไป) เป็นตัวการทำให้คุณแม่เครียดและตีลูกได้ง่ายขึ้น

  • จัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะแม่ที่สมบูรณ์แบบไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีคำตอบ การตัดสินว่าอะไรดีที่สุดสำหรับต้องอยู่ที่คุณแม่เองค่ะ

การเลี้ยงลูกเป็นงานหนักพอๆ กับการทำงานบ้าน คุณแม่ต้องพร้อมที่จะจัดการให้ลงตัว ไม่อย่างนั้นการที่ลูกไม่เชื่อฟังก็จะถูกมองเป็นเรื่องใหญ่ และมักจะลงเอยด้วยการดีค่ะ


(update 17 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.139 May 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600