พัฒนาสมองลูกวัยคิดส์ผ่านความจำ


ความคิด การโต้ตอบสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ของลูกวัยคิดส์ ที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตแต่ความคิด หรือการสื่อสารใดๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไร้ซึ่ง “ความจำ”


การเรียนรู้และความจำ

ความจำเป็นหัวใจสำคัญองการเรียนรู้ค่ะ ด้วยเหตุนี้กระบวนการเก็บความจำจึงมีความสำคัญมาก ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า สมองของคนเรานั้นมีเส้นทางของความทรงจำ อย่างน้อย 5 เส้นทาง ได้แก่
1. ความจำภาษาพูด ความหมายของคำต่างๆ (Semantics)
2. ความจำสถานที่ ตำแหน่ง ที่อยู่ (Episodic or Location)
3. ความจำกระบวนการ ขั้นตอน (Procedure)
4. ความจำอัตโนมัติ (Automatic)
5. ความจำทางอารมณ์ (Emotion)
โดยข้อมูลถูกเก็บและนำออกมาใช้จากกระบวนการจดจำหลายๆ แบบและความเชื่อมโยงของระบบประสาทหลายระบบในสมองนั่นเองค่ะ

เมื่อสมองได้รับสารผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 สิ่งที่ได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจะถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลในสมอง แล้วจะถูกนำกลับมาใช้ทั้งในระยะสั้น (Short Term Memory) และระยะยาว (Long Term Memory) โดยความจำระยะสั้นนั้นเป็นความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือคำพูดที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่นาทีถึงชั่วโมง ซึ่งหากอยู่ในภาวะรีบร้อน อารมณ์ไม่ปกติ บ่อยครั้งเราอาจลืมความจำนี้

ส่วนความจำระยะยาวเป็นความจำเกี่ยวกับคำพูดหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายวัน จนถึงหลายปี เช่น เกี่ยวกับคำพูดและภาษา เรียนจบจากไหน ชื่ออะไร เป็นต้น รวมถึงความจำแบบอัตโนมัติ เช่น กระบวนการในการทำงานที่เกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดินขึ้นบันได การรับประทานอาหาร ฯลฯ

ถ้าข้อมูลใดที่เก็บไว้นานไม่ถูกนำออกมาใช้ สมองจะกำจัดข้อมูลนั้นทิ้ง เหลือไว้แต่ข้อมูลที่ใช้บ่อย เก็บไว้ในสมองส่วนความจำระยะยาว ที่จำได้นานและใช้ได้นาน เช่นเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเก็บข้อมูลเข้าเป็นรหัสในสมองนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ในขณะที่หลับ

สมองจำเป็นต้องขจัดส่วนที่จำเป็นน้อยกว่า เมื่อเจ้าของสมองใช้ความรู้และข้อมูลส่วนนั้นน้อยจนดูเหมือนไม่จำเป็น เนื่องจากสมองต้องจำกัดขอบเขตที่จะเก็บรับข้อมูลสำคัญเอาไว้ เพื่อไม่ให้เจ้าของสมองสับสนกับข้อมูลที่มากเกินไปจนไม่เป็นระบบ


ความจำทางอารมณ์สำคัญไฉน

นักจิตวิทยาทางสมองระบุว่า อารมณ์ ความรู้สึก เป็นรากฐานที่สำคัญของการทำงานของสมองในระยะยาว เป็นความจำที่มีอำนาจเหนือความจำอื่นๆ สมองส่วนที่เก็บความจำทางอารมณ์จะพัฒนาในวัย 6-24 เดือน ประสบการณ์ทางอารมณ์ทุกชนิด โดยเฉพาะถ้ามีอาการในทางลบไม่ว่าจะเป็นเศร้า ทุกข์ เครียด กลัวโกรธ สมองไม่สามารถจดจำข้อมูลที่เป็นเหตุผลอย่างอื่นได้ เพราะเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งสาร Cortisol ที่ทำให้ยับยั้งการเรียนรู้ คิดอะไรไม่ออก หรืออาจจะคิดแบบไม่มีเหตุผลได้ ขณะเดียวกันหากลูกมีความสุขสมองก็จะเปิดรับข้อมูลต่างๆ ได้มาก ส่วนเซลล์ประสาทเชื่อมโยงได้ดี ซึ่งทำให้ลูกสามารถจดจำได้ดีและดึงข้อมูลไปใช้ได้ดีด้วยนั่นเอง


ความจำของวัยซนกับระบบการศึกษา

เก็บข้อมูลมาฝากค่ะ พญ.กมลวรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายครอบครัวเสนอความเห็นว่า การจำข้อมูลซ้ำๆ มากมายหรือท่องจำเพื่อทำข้อสอบ รวมไปถึงการเรียนวิชาต่างๆ มากมายในโรงเรียนความรู้เหล่านี้อาจไม่อยุ่ในพื้นที่สมองถาวรแต่จะมีผลแค่ระยะสั้น พอสอบเสร็จก็ลืมและไม่ได้ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของสมองหรือใยประสาทแต่อย่างใด

คุณหมอเสนอว่า เราควรให้ความรู้แก่เด็กเท่าที่จำเป็น เรียนแล้วสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ เพื่อให้เด็กมีเวลาพักผ่อนออกกำลังกาย ทำกิจกรรมบ้าง เพื่อให้สมองได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ไม่ใช่ให้เรียนครอบคลุมมากมายเกินความจำเป็นสุดท้ายก็จำอะไรไม่ได้มากเมื่อโตขึ้น เป็นการทำลายโอกาสในการพัฒนาสมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับไหวพริบ จินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งสำคัญกว่าความรู้รอบตัว (Albert Eistein เป็นคนกล่าวไว้) และไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่อยู่นอกตำราได้


Tricks ง่ายๆ พัฒนาความจำวัยคิดส์

แนวคิดต่างๆ ข้างต้นคาดว่าโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งคงรับไปปรับใช้ในโรงเรียนกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะการจัดหลักสูตรที่ไม่ใช่การเร่งเรียนจนเกินไป เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ จดจำผ่านการเล่นที่เหมาะสมกับวัยและมีกลยุทธ์ง่ายๆสำหรับคุณพ่อคุณแม่เพื่อช่วยให้ลูกวัยคิดส์มีความจำที่ดีขึ้นได้
  • การตั้งคำถามปลายเปิด เป็นทั้งการสนับสนุนให้ลูกฝึกคิดแบบสร้างสรรค์ แถมยังสามารถจดจำคำตอบได้ดีกว่าการตอบคำถามทั่วๆ ไป คราวหน้าคุณแม่อย่าถามคำถามที่ลูกตอบได้แค่ว่า ใช่ค่ะ ชอบครับ (คำถามปลายปิด) แต่ควรให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น หรือใช้จินตนาการต่อเนื่องกว่านั้น เช่น แทนที่จะถามว่า ต้นมีสีอะไร ลองถามว่าทำไมต้นไม้จึงสีเขียว

  • สร้างความพึงพอใจ กิจกรรมที่สนุกการทำให้สิ่งแวดล้อมในห้องเรียนมีความสุข เช่น การใช้ดนตรี การเต้นรำ กีฬา รูปภาพ เสียง เกมต่างๆ จะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างราบรื่นเบิกบาน ซึ่งร่างกายก็จะไม่หลั่งสารที่ขัดขวางอารมณ์การเรียนรู้ออกมาทำให้มีอารมณ์ดี หรืออาจทำให้เด็กเสนอวิธีเรียนรู้ด้วยตนเอง

  • ข้อมูลบนตัวโน้ต การใส่ข้อมูลไปในดนตรี โคลง กลอน สุภาษิต ล้วนทำให้จำได้ง่ายขึ้นค่ะ สังเกตดูได้จากโคลงกลอนอมตะของสุนทรภู่ “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์” ท่องมาตั้งแต่ประถมจนถึงวันนี้ก็ยังจำได้อยู่ หรือพวกสูตรคูณ บทสวดมนตร์ ต่างๆ และสิ่งที่ท่องหากให้ได้ผลดีก็ควรทดสอบเป็นครั้งคราว โดยตั้งโจทย์ให้ได้ใช้บ่อยๆ เพื่อที่จะไม่ถูกลืมไงคะ

  • Webbing (ใยแมงมุม) วิธีการก็คือเขียนความคิดหลักหรือหัวข้อที่กลางแผ่นกระดาษแล้วลากโยงเส้นสีต่างๆ แตกกันไปที่แต่ละรายละเอียด โดยใช้คำน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจวาดรูปหรือสัญลักษณ์แสดงคำอธิบาย วิธีนี้จะช่วยแสดงความคิดหลักและรายละเอียดปลีกย่อยให้เห็นชัดเจนได้ในหน้ากระดาษแผ่นเดียว ช่วยให้เห็นข้อสรุปรวบยอดและเข้าถึงความจำได้ดีที่สุด

(update 3 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.140 June 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600