คำพูดแรกของหนู


หลังจากที่เจ้าตัวเล็กออกมาผจญภัยนอกท้องคุณแม่ได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งตารอก็คือเมื่อไหร่ลูกจะพูดได้เสียทีนะ ใจเย็นๆ ค่ะ เพราะการพูดนั้นต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง ซึ่งต้องการเวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเหล่านั้นพอสมควร ฉบับนี้เรามาติดตามพัฒนาการการพูดของเจ้าตัวเล็กดีกว่านะค่ะว่า กว่าที่จะสามารถพูดออกมาเป็นคำที่มีความหมายได้นั้น เจ้าตัวเล็กมีการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการการฟังมาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องคุณแม่ เพราะฉะนั้นเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่ เสียงเพลงและเสียงอื่นๆ ลูกก็ได้ยินทั้งนั้น จึงไม่แปลกเลยที่หลังจากคลอดได้ไม่นาน เจ้าตัวน้อยของคุณก็แสดงให้เห็นว่าเขาได้ยินเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แถมยังหันตามเสียงที่คุ้นเคยด้วย
ในช่วง 2-3 เดือนแรก แม้ว่าลูกจะยังพูดไม่ได้ และสื่อสารกับคุณแม่ด้วยเสียงร้องไห้เป็นส่วนใหญ่ แต่ลูกก็มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาและการพูดแล้วลูกจะชอบนอนฟังเสียงของคุณพ่อคุณแม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พูดด้วย หลังจากนั้นไม่นานเจ้าตัวเล็กจะเริ่มส่งเสียงอืออาอยู่ในลำคอเพื่อโต้ตอบเวลาที่คุณพูดด้วย ยิ่งคุณคุยและยิ้มตอบ เจ้าตัวเล็กก็ยิ่งถูกใจและส่งเสียงมากขึ้น

พอถึงช่วงอายุ 4-6 เดือน ซึ่งเป็นวัยอ้อแอ้ ลูกสามารถเปลี่ยนเสียงได้หลายระดับมากขึ้น ทั้งเสียงสูง เสียงต่ำ และ เสียงแหลม ลูกเรียนรู้ที่จะใช้เสียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ แถมยังพยายามเลียนแบบการพูดของคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงของลูกวัยนี้เป้นการเปล่งเสียงอย่างมีจุดม่งหมายมากขึ้น

ช่วงอายุ 7-9 เดือน ลูกเริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พูดด้วยบ้างแล้ว และพยายามที่จะขยับปากพูดตาม โดยทั่วไปเจ้าตัวเล็กจะสามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดที่มีความหมายได้เมื่ออายุประมาณ 10-12 เดือน อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ไปบ้าง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก รวมทั้งสภาพแวดล้อมและวิธีการเลี้ยงดูด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาและการพูดที่ดีสมวัย คุณก็ควรพูดคุยกับลูกบ่อยๆ นอกจากนี้ คุณแม่ยังสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและคำพูดของลูกได้ด้วยการอ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือเล่นเกมง่ายๆ ที่เกี่ยวกับภาษา เช่น นำตุ๊กตาหมีไปซ่อน แล้วถามลูกว่าพี่หมีอยู่ไหน ลูกก็จะรู้ว่าเจ้าขนปุยที่คุณแม่เอาไปซ่อนนั้นเรียกว่าหมี เป็นต้น

ช่วงอายุ 1 ขวบ-1 ขวบครึ่ง หลังจากที่ลูกสามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำที่มีความหมายได้แล้ว เจ้าตัวเล็กจะสนุกกับการพยายามพูดคำอื่นๆ ให้ได้มากขึ้น แม้ว่าลูกจะยังไม่สามารถพูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้แต่ลูกก็รู้จักคำศัพท์ต่างๆ มากขึ้น และเข้าใจสิ่งที่คุณแม่พูดมากขึ้นแล้ว

เคล็ดลับชวนลูกคุย

คุณแม่จะเห็นว่า ในช่วงขวบปีแรกนี้ คุณพ่อคุณแม่คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของลูก เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดของลูกมาฝากค่ะ
1. คุณสามารถพูดคุยกับลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด แม้ลูกจะยังไม่เข้าใจความหมายก็ตาม

2. หาโอกาสให้ลูกได้ฟังเสียงที่แตกต่างกันหลายๆ เสียง เช่น เสียงเพลง เสียงรถวิ่ง และเสียงนกร้อง เป็นต้น เพื่อกระตุ้นพัฒนาการการฟัง

3. พูดคุยกับลูกน้อยในช่วงที่ลูกอารมณ์ดีและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4. เวลาจะสอนคำศัพท์กับลูก ให้พูดช้าๆ ให้ลูกดูปากของคุณ และพูดซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดการจดจำ

5. คุยกับลูกในทุกๆ กิจกรรมที่ทำร่วมกัน เช่น อาบน้ำ ป้อนข้าว หรือ เวลาที่พาออกไปเที่ยวนอกบ้าน เพราะทุกกิจกรรมคือโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

6. ใส่ใจในสิ่งที่ลูกพูด แม้ว่าคุณจะยังไม่เข้าใจในช่วงแรกๆ แต่การที่คุณแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณใส่ใจ พยายามทำความเข้าใจ และตอบสนองความต้องการของลูกได้ จะช่วยให้ลูกมีความพยายามที่จะพูดมากขึ้น

7. เวลาที่ลูกพูดผิด แทนที่คุณจะหัวเราะหรือพูดให้ลูกอาย คุณควรจะพูดคำนั้นซ้ำให้ถูก เพื่อให้ลูกเกิดการเรียนรู้และพูดได้ถูกต้องในภายหลัง

8. อย่าปฏิเสธเวลาที่ลูกอยากให้คุณอ่านนิทานเรื่องเดิมซ้ำอีกเพราะการอ่านซ้ำๆ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้และจดจำได้มากขึ้น

9. การดูทีวีเป็นการสื่อสารทางเดียว ลูกจะไม่ได้ฝึกพูด ซึ่งอาจจะทำให้ลูกมีพัฒนาการการพูดที่ช้ากว่าเด็กอื่น หากคุณเห็นว่ารายการทีวีนั้นน่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของลูก ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกนั่งดูทีวีคนเดียวคุณควรจะนั่งดูกับลูกด้วย จะได้ชวนลูกพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นในทีวี แต่ควรจำกัดการดูทีวีในแต่ละวันไม่ให้นานเกินไป

10. พยายามชวนลูกคุยในสิ่งที่เขาสนใจ จะช่วยให้ลูกมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น เช่น พูดถึงของเล่นชิ้นโปรดว่าชื่ออะไร มีสีอะไร รูปร่างเป็นอย่างไร เป็นต้น

11. การถามเพื่อกระตุ้นให้ลูกตอบเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกได้ แต่คุณควรจะถามคำถามที่เข้าใจง่าย และถามที่ละคำถาม ไม่ควรตั้งคำถามกับลูกมากเกินไป เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กสับสนและเกิดความเบื่อหน่ายได้

12. การพูดประกอบท่าทางจะช่วยให้ลูกเรียนรู้และเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น


กลุ้มใจ….ทำไมลูกไม่พูด

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หนักใจก็คือ เมื่อถึงวัยที่ควรจะพูดแล้ว ทำไมลูกยังไม่ยอมพูด สิ่งแรกที่ควรพิจารณาก็คือ คุณต้องดูว่าพัฒนาการในด้านอื่นๆ เป็นปกติตามวัยหรือไม่ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการฟัง เพราะเด็กที่ไม่พูด หรือพูดช้า อาจเกิดจากหูมีปัญหาก็ได้ ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมของลูก คือ ลูกไม่หันหาเสียงที่ได้ยิน,ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเรียกชื่อหรือพูดคุยด้วย และไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม เช่น ส่งจูบ บ๊ายบาย เป็นต้น ถ้าลูกมีอาการอย่างที่กล่าวมา คุณควรรีบพาเจ้าตัวเล็กไปพบคุณหมอจะได้หาทางแก้ไข ก่อนที่อาการจะบานปลาย

นอกจากปัญหาด้านการฟังแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้า เช่น ลูกมีอาการเข้าข่ายออทิสติก,มีความผิดปกติทางสมอง และ ความผิดปกติของอวัยวะเกี่ยวกับการออกเสียง ซึ่งหากได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการที่ดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะมานั่งกลุ้มใจ ควรพิจารณาให้ดีว่าลูกมีปัญหาจริงหรือไม่ เพราะหากลูกพูดช้ากว่าเกณฑ์ไปไม่มาก และไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นว่าลูกมีความผิดปกติหรือมีพัฒนาการช้า ก็ขอให้คุณใจเย็นๆ และหมั่นหาวิธีกระตุ้นการเรียนอยู่เสมอ ไม่ช้าลูกจะพูดได้เองค่ะ

ภาษาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เพราะต้องสื่อสารกับคนอื่นเกือบตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของลูก และนอกจากจะช่วยสอนเกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ แล้ว อย่าลืมสอนให้ลูกพูดเพราะๆ ด้วยนะคะ เพราะคงไม่มีใครอยากคุยกับเด็กที่พูดไม่เพราะแน่นอนค่ะ


(update 18 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.166 May 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600