ลิ้นเป็นฝ้า…ปัญหากวนใจวัยแบเบาะ


คุณแม่หลายๆ บ้านคงจะเคยพบปัญหาเจ้าตัวเล็กลิ้นเป็นฝ้ากันมาบ้างแล้ว ซึ่งแต่ละบ้านก็จะมีวิธีรักษาแตกต่างกันออกไป ใช้สมุนไพรบ้าง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดบ้าง หรือใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาบ้าง ซึ่งจากกรณีที่มีเด็กชายวัย 1 ขวบ มีอาการทางสมองและประสาทเนื่องจากคุณแม่ได้ซื้อยากวาดลิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานมากวาดลิ้นให้ลูกแรกเกิดจนถึง 7 เดือนนั้น เป็นอุทาหรณ์อย่างดีให้กับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ให้ระมัดระวังในการใช้ยากับลูก ไม่เพียงแค่กวาดลิ้นเท่านั้น แต่ต้องระวังยาทุกชนิดที่จะใช้กับเด็กเล็ก หากไม่แน่ใจควรปรึกษาคุณหมอจะดีกว่า Hot topic for baby จึงถือโอกาสนำความรู้เกี่ยวกับอาการลิ้นเป็นฝ้าและวิธีการดูแลรักษามาฝากกัน เพื่อให้คุณแม่เข้าใจวิธีการดูแลและป้องกันลิ้นเป็นฝ้าให้ลูกอย่างถูกต้องค่ะ

นายแพทย์ถิรชัย ตันสันติวงศ์ กุมารแพทย์ ได้ให้ความรู้ว่า สาเหตุที่ทำให้ลิ้นของทารกเป็นฝ้านั้นเกิดจากน้ำนมที่เกาะเป็นคราบซึ่งไม่ใช่แค่ลิ้นเท่านั้น แต่คราบน้ำนมยังอาจเกาะติดอยู่ที่เพดานปากและกระพุ้งแก้มด้วย เด็กทารกส่วนมากที่มีปัญหาลิ้นเป็นฝ้าก็เพราะคุณแม่ให้กินนมชง และหลังกินนมเสร็จก็ไม่ได้ให้ลูกดื่มน้ำตาม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะลูกกินนมจนอิ่มจนไม่อยากกินน้ำ หรือเป็นเพราะคุณแม่ปล่อยให้ลูกดูดนมจนหลับคาขวดนมลูกจึงไม่ได้ดูดต่อ ซึ่งสาเหตุหลังนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ลิ้นของลูกเป็นฝ้าเท่านั้น แต่ยังอาจให้ลูกมีอาการปวดท้อง ท้องอืดได้ เพราะดูดนมเข้าไปในท้องและคุณแม่ไม่ได้อุ้มให้เรอสำหรับเด็กที่กินนมแม่จะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะนมแม่มีความเข้มข้นน้อยกว่านมชง จึงไม่ค่อยมีคราบน้ำนมตกค้าง หลังกินนมแม่แล้วแม้ไม่ได้กินน้ำตาม ก็ไม่ค่อยมีปัญหาลิ้นเป็นฝ้า

อาการลิ้นเป็นฝ้าที่เกิดจากคราบน้ำนมนี้ หากคุณแม่คอยดูแลทำความสะอาด โดยหลังกินนมเสร็จให้กินน้ำตามทุกครั้ง และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม เพียงเท่านี้ปัญหาลิ้นเป็นฝ้าก็จะไม่มากวนลูกอีก แต่กรณีที่ลิ้นเป็นฝ้าที่เกิดจากเชื้อรานั้นเป็นเพราะหลังกินนมเสร็จ คุณแม่ไม่ให้ลูกกินน้ำตามและไม่ได้เช็ดทำความสะอาดให้ลูก คราบน้ำนมที่ตกค้างจึงกลายเป็นอาหารอันโอชะของเชื้อรา ทำให้คราบน้ำนมฝังแน่นจนไม่สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ นอกจากนี้อาการเป็นลิ้นเป็นฝ้าที่เกิดจากเชื้อรายังทำให้ลูกมีอาการเจ็บลิ้น ดูดนมไม่ได้ เมื่อลูกหิวแล้วดูดนมไม่ได้ ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กหงุดหงิดงอแง ในกรณีนี้เห็นทีคุณแม่ต้องใช้ยาป้ายลิ้นช่วยแล้วล่ะค่ะ

ยาป้ายลิ้นที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ชนิด คือ Gentian violet และ Daktarin Oral Gel ซึ่งมีวิธีใช้ดังนี้ค่ะ
1. คุณแม่ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนที่จะป้ายยาให้ลูก

2. ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดเบาๆ ให้ทั่วทั้งปากตั้งแต่โคนลิ้นไปจนถึงปลายลิ้น ทั้งด้านบนและด้านล่าง รวมไปถึงกระพุ้งแก้มและเพดานปาก

3. ใช้สำลีพันปลายไม้หรือใช้คอตตอนบัดชุบน้ำยาพอประมาณ ป้ายให้ทั่วจากดคนลิ้นไปจนถึงปลายลิ้น รวมทั้งกระพุ้งแก้มและเพดานปากบริเวณที่เป็นฝ้า โดยป้ายวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น จนกว่าคราบขาวนั้นจะหายไป
หลังจากคราบขาวหายไปจนหมดแล้วคุณแม่ต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดลิ้นให้ลูกและให้กินน้ำตามหลังกินนมเสร็จทุกครั้งเพียงเท่านี้ลิ้นของลูกก็จะห่างไกลฝ้าขาวแล้วค่ะ

นอกจากยาป้ายลิ้นทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้ว คุณแม่ยังสามารถเลือกใช้สมุนไพรใกล้ตัวมารักษาอาการลิ้นเป็นฝ้าให้ลูกได้อีกด้วย สมุนไพรที่ว่าก็คือกระเทียมนั่นเองค่ะ โดยมีรายงานการทดลองจากต่างประเทศที่ให้ผลตรงกันหลายชิ้นว่าน้ำคั้นจากกระเทียมมีฤทธิ์ในการฆ่าหรือยับยั้งเชื้อราที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้าได้ดี ซึ่งที่ประเทศเชคโกสโลวเกียได้ทำการทดลองพบว่า กระเทียมออกฤทธิ์ระหว่างกระเทียม กับยาป้ายลิ้นแผนปัจจุบันชยิดอื่นๆ คุณแม่คนไหนที่สนใจ เรามีวิธีเตรียมน้ำกระเทียมมาฝากค่ะ
1. เตรียมน้ำส้มสายชูเจือจางประมาณ 1/2 - 1 ถ้วย โดยใช้น้ำส้มสายชูกลั่นของ อสร. 2 ส่วน ผสมกับน้ำ 1 ส่วน คนให้เข้ากัน

2. นำกระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ มาสับให้ละเอียด

3. นำกระเทียมที่สับละเอียดแล้วไปแช่ในน้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ โดยแช่ทิ้งไว้ นาน 1 วัน ก็จะได้น้ำยาที่มีฤทธิ์รักษาลิ้นเป็นฝ้าที่เกิดจากเชื้อราได้เป็นอย่างดี (ไม่ควรแช่กระเทียมไว้ในน้ำส้มสายชูนานจนเกินไป เพราะยิ่งนานน้ำกระเทียมก็จะมีฤทธิ์อ่อนลงเนื่องจากสารที่สกัดจากกระเทียมจะค่อยๆ สลายไป)

4. นำน้ำยาที่ได้ไปทาลิ้นที่เป็นฝ้าวันละ 1 ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น
อาการลิ้นเป็นฝ้าในเด็กแม้จะไม่ใช้ปัญหาใหญ่แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ได้ เช่น พัฒนาการการเจริญเติบโตของร่างกายเพราะเมื่อลูกเจ็บลิ้น ก็จะไม่ยอมดูดนม ร่างกายก็จะไม่ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เมื่อลูกหิวก็จะทำให้หงุดหงิดงอแง ไม่สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้อารมณ์ของลูกพัฒนาไปในทางลบได้ เพราะฉะนั้นอย่าละเลยอาการเล็กๆ น้อยๆ อย่างลิ้นเป็นฝ้านะคะ เพื่อพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวเล็กค่ะ

จากกรณีเด็กได้สารตะกั่วจากยากวาดลิ้นนั้นคงจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่เคยซิ้อยามากวาดลิ้นเท่านั้น แต่ลูกมีโอกาสที่จะได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้จากหลายแห่ง เช่น จากสิ่งแวดล้อม จากมลพิษทางอากาศ ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อร่างกายทั้งสิ้น เด็กที่ได้รับสารตะกั่วเข้าไปมากๆ จะมีอากรปวดท้องรุนแรงถึงขั้นชักและเสียชีวิตได้ สารตะกั่วเป็นสารเคมีที่สามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นานนับ 10 ปี เพราะเป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถขับออกไปได้ง่ายๆ ซึ่งนอกจากอาการที่กล่าวไปแล้ว สารตะกั่วที่สะสมอยู่ในร่างกายยังส่งผลให้กระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาวในร่างกายผิดปกติด้วยได้ทราบแบบนี้ไม่ให้เจ้าตัวเล็กและสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้รับสารตะกั่วนะคะ.


(update 27 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.168 July 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600