ยารักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก


คำถาม เป็นริดสีดวงทวารหนัก ควรใช้ยาอะไร ?


โรคริดสีดวงทวารหนัก มาจากคำสองคำประสมกัน คือคำว่า “ริดสีดวง” + “ทวารหนัก”

คำว่า “ริดสีดวง” จะหมายถึง สิ่งผิดปกติที่เป็นติ่งหรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย นิยมใช้เรียกโรคริดสีดวงที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งจะเรียกสั้นๆ ว่า “ริดสีดวง” ก็เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก

ในอดีตมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเหมือนกันแต่ไม่ใช่โรคริดสีดวงทวารหนัก ก็คือโรคริดสีดวงของจมูกซึ่งหมายถึง เนื้องอกผิดปกติในโพรงจมูก มักพบในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ชนิดเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แต่จะเรียกเนื้องอกในโพรงจมูกแทน

โรคริดสีดวงทวารหนัก จึงหมายถึง โรคที่เกิดความผิดปกติเป็นติ่งเนื้อของทวารหนักเกิดการยื่นออกมาซึ่งพบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำหรับประชาชนทั่วไป

ที่สหรัฐอเมริกามีการศึกษาและประมาณว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรชาวอเมริกันเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก และคาดว่าประเทศไทยก็พบโรคนี้ได้บ่อยเช่นกัน


โรคริดสีดวงทวารหนักเกิดได้อย่างไร

ติ่งเนื้อผิดปกตินี้ เกิดจากหลอดเลือดดำที่ผนังของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายและทวารหนัก มีการบวมและอักเสบขึ้น มักมีอาการคัน ปวด และอาจมีเลือดออกจากทวารหนักร่วมด้วย การที่ผนังหลอดเลือดดำมีการอักเสบบวม ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อนุ่มๆ ยื่นออกมาที่บริเวณทวารหนัก บางรายอาจมีของเหลวลื่นๆ เหนียวๆ ไหลออกจากทวารหนัก


สาเหตุของริดสีดวงทวารหนัก

ส่วนใหญ่เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อยๆ นานๆ ซึ่งเป็นผลของท้องผูก การตั้งครรภ์พฤติกรรมการดำรงชีวิตและลักษณะของการถ่ายอุจจาระ เช่น ชอบอ่านหนังสือในห้องสุขา การถ่ายอุจจาระบนส้วมชักโครก การยกของหนักๆ การนั่งหรือยืนท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น

การเบ่งอุจจาระบ่อยๆ นานๆ จะส่งผลเพิ่มระดับแรงดันในช่องท้อง ทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักไม่สะดวก เกิดการยืด ย่น คด งอ พอง และโตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ เหมือนกับการเป่าเติมลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความหนาของผนังลดน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆ มาเสียดสี เช่น อุจจาระแข็งๆ หรือเพิ่มระดับแรงดันขึ้นอีกก็จะทำให้เกิดการปริแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดดำทำให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆ ได้

นอกจากการเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันเลือดในตับที่สูง (ซึ่งเกิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องเสียเรื้อรัง หรือการร่วมเพศทางทวารหนัก ล้วนเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดริดสีดวงทวารหนักได้เช่นกัน


ชนิดของริดสีดวงทวารหนัก

แบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่คือ ริดสีดวงทวารหนักภายใน และริดสีดวงทวารหนักภายนอก
ริดสีดวงทวารหนักภายใน เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดติ่งเนื้อบวมขึ้นอยู่ภายในทวารหนัก ไม่สามารถสัมผัสได้ โดยมากมักไม่มีอาการเจ็บปวด แต่สังเกตได้จากอาการเลือดสดๆ ไหลออกพร้อมๆ กับอุจจาระ

ริดสีดวงทวารหนักภายนอก เป็นชนิดที่มีติ่งเนื้อนุ่มๆ ยื่นออกมาจากทวารหนัก มักมีอาการเจ็บปวด และอาจมีเลือดออกได้เมื่อมีการเบ่งอุจจาระ

ความรุนแรงของริดสีดวงทวารหนัก

ความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวารหนักแบ่งได้เป็น 4 ระยะคือ
1. ระยะที่ยังไม่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก

2. ระยะที่เริ่มมีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และจะหดกลับเข้าไปได้เอง โดยไม่ต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป

3. ระยะที่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปได้เอง จะต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป จึงจะกลับเข้าไปในทวารหนัก

4. ระยะที่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาแล้ว ไม่สามารถใช้มือดันติ่งเนื้อนี้เข้าไปในทวารหนักได้เลย

การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก

เนื่องจากโรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่มักไม่มีอันตรายถึงชีวิต และถ้ามีการดูแลรักษาปฏิบัติตนเองได้ดีอาการเลือดออกและการเจ็บปวดก็จะทุเลาลง หรือหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

กรณีที่ระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระยะที่ 1 ไม่ว่าจะเลือดออกหรือไม่ จะเน้นการใช้ยาและการดูแลปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และถ้าโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 3 (แต่ยังมีขนาดเล็กอยู่) แนะนำให้การดูแลรักษาปฏิบัติตนเองควบคู่กับการใช้ยา

แต่ถ้าความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 3 (ร่วมกับมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่) หรือเป็นระยะที่ 4 หรือรายที่เป็นรุนแรง เช่น มีเลือดไหลอยู่ตลอดเวลา ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป


การปฏิบัติดูแลตนเอง

อาการและความรุนแรงของโรคจะทุเลา บรรเทาได้อย่างมาก ด้วยการดูแลปฏิบัติตนเองที่ดีดังนี้
1. ควรนั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการปวด การอักเสบ และช่วยทำความสะอาดบริเวณที่เป็นโรค

2. ควรหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก เพราะท้องผูกเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนักทั้งเป็นสาเหตุของการเบ่ง และทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขอาการท้องผูกดังนี้

  • กินอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืช เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรอย่าสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ กาแฟ ชา น้ำโคล่า เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และถ่ายลำบาก
  • ควรหลีกเลี่ยงกลั้นอุจจาระ
  • ไม่ควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่รู้สึกปวดจะถ่าย
3. ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง เพราะจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวารหนัก

4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเพิ่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย
นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรสำรวจและสังเกตตนเองว่าตนเองมีพฤติกรรมที่เสี่ยงในการส่งเสริมทำให้ท้องผูกหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคริดสีดวงทวารหนัก เช่น ชอบอ่านหนังสือในห้องสุขา การถ่ายอุจจาระบนส้วมชักโครก การยกของหนักๆ การนั่งหรือยืนท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น ซึ่งถ้าพบและแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมาก


ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร

ขณะที่มีอาการเลือดออกและ/หรือเจ็บปวด ควรแนะนำการปฏิบัติควบคู่กับการใช้ยาเหน็บทางทวารหนักซึ่งเป็นยาใช้ภายนอก มีทั้งชนิดแท่งและชนิดขี้ผึ้ง มักจะประกอบด้วย ยาชา (บรรเทาอาการปวด) ยาลดการอักเสบ ยาหดตัวของหลอดเลือด และยาปฏิชีวนะ ซึ่งผู้ผลิตมักผลิตยาของตนเองทั้ง 2 ทั้งชนิดแท่งและชนิดขี้ผึ้ง ซึ่งมีส่วนประกอบของตัวยาและความเข้มข้นเท่ากัน

การใช้ยาชนิดแท่ง (suppository) ควรแช่ในตู้เย็น น้ำแข็ง หรือน้ำเย็น เพื่อให้ยาแข็งตัว ก่อนนำออกมาใช้เพราะที่อุณหภูมิห้อง ยานี้จะเป็นของเหลว แต่ถ้าแช่เย็นยานี้จะแข็ง เมื่อเห็บเข้าไปในร่างกายแล้ว อุณหภูมิของร่างกายที่ร้อนกว่า จะช่วยละลายยาให้กระจายไปทั่วบริเวณ เมื่อแข็งตัวดีแล้ว ก็นำแท่งยาสอดเข้าทางรูทวารหนักให้สุด วันละ 1-2 ครั้ง หลังการถ่ายอุจจาระและอีกเวลาหนึ่ง อาจเป็นเวลาเช้า หรือก่อนนอนก็ได้แล้วแต่สะดวก ให้ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

กรณีที่เป็นขี้ผึ้ง ผู้ผลิตมักแนบหลอดต่อกับปากของหลอดยา เพื่อใช้สวนเข้าในทางช่องทวารหนัก แล้วบีบยาขี้ผึ้งเข้าไป ซึ่งมีความถี่และระยะเวลาการใช้ยาเช่นเดียวกับยาแท่งคือ วันละ 1-2 ครั้ง ให้ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

นอกจากนี้ อาจมียาหดตัวของหลอดเลือด ยาฝาดสมาน มาใช้ในการบรรเทาอากากรของริดสีดวงทวาร


สรุป

โรคริดสีดวงทวารมีหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการเบ่งอุจจาระนานๆ ซึ่งมักเกิดจากท้องผูก มีหลายระดับความรุนแรง

การดูแลปฏิบัติตนเองที่ดีในการดำเนินชีวิต อาหาร และการถ่ายอุจจาระมีผลต่อโรคนี้ ถ้าลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรค หรือถ้าเป็นแล้ว ก็จะช่วยลดความรุนแรงและบรรเทาอาการได้อย่างดี ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นใหม่ได้โดยง่าย

การใช้ยาส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาอาการเท่านั้นซึ่งควรใช้ให้ถูกวิธี

ถ้าดูแลรักษาตนเองมาสัก 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับรุนแรงมากขึ้น ก็ควรไปขอคำปรึกษากับแพทย์ หรือเภสัชกรที่ประจำอยู่ที่ร้านยา ซึ่งพร้อมให้ความกระจ่าง และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ


(update 18 กรกฎาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 337 พฤษภาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600