ผลข้างเคียงยาแผนโบราณผสมสตีรอยด์


คำถาม : ยาชุด ยาหม้อ ยาสมุนไพร และยาลูกกลอน ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด จะมีอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

ตลาดยาเสรี หรือไร้ระเบียบ

ตามท้องตลาดทั่วประเทศไทยจะพบเห็นการจำหน่ายยาหลายชนิด เช่น ยาชุด ยาหม้อ ยาสมุนไพร และยาลูกกลอน จำนวนมากตามตลาดนัด ร้านชำ ห้างสรรพสินค้า วัด หรือท่าเรือ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และเสี่ยงเกิดอันตรายกับร่างกาย


ยาชุด "อันตราย"

ยาชุด หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหลากหลายชนิดประมาณ 3-6 ชนิด บรรจุอยู่ในซองเดียวกัน ใช้กินครั้งเดียว เพื่อรักษาบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของร่างกาย เช่น ยาแก้ปวดเมื่อย เคล็ด ขัด ยอก ปวดข้อ ปวดกระดูก แก้หอบหืด ภูมิแพ้ ผื่นคัน เป็นต้น ส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายอยู่ตามร้านขายของชำ ร้านขายยาชานเมือง และชนบท

เนื่องจากยาชุดบรรจุซอง ซองละ 1 ชุด มีตัวยา 3-6 ชนิด ส่วนใหญ่ประกอบด้วยตัวยาที่เห็นผลเร็ว แต่มีอันตรายรุนแรงมาก เช่น เพร็ดนิโซโลน (prednisolone เม็ดเล็กสีชมพู) เด็กซ่าเมทาโซน (dexamethasone เม็ดเล็กสีส้มแสด) ไดไพโรน (dipyrone) ไดอะซีแพม (diazepam) เป็นต้น

โดยเฉพาะยา 2 ชนิดแรก ได้แก่ เพร็ดนิโซโลน และเด็กซ่าเมทาโซน เป็นยาสตีรอยด์ (steroids) ที่บรรเทาอาการหลายอย่างได้ผลดี แต่อันตรายถึงชีวิต ผู้ผลิตที่ขาดคุณธรรมและมักง่ายนิยมนำสตีรอยด์นี้ผสมยาชุด ยาหม้อ และยาลูกกลอน เพื่อให้เห็นผลเร็วโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดตามมา ถ้ามีการใช้ติดต่อกันนานๆ


ยาหม้อ ยาสมุนไพร และยาลูกกลอน

ส่วนยาลูกกลอน ยาหม้อ และยาสมุนไพร จัดเป็นประเภทยาสมุนไพร ได้จากธรรมชาติ และภูมิปัญญาไทย

ในท้องตลาดบ้านเราจะพบเห็นวางจำหน่ายอยู่ตามแผงลอย วัด ห้างสรรพสินค้า หรือร้านขายของชำมีสรรพคุณต่างๆ ตามแต่องค์ประกอบของตัวยานั้นๆ ที่ใช้ผสมลงไป

ถ้าผู้ผลิตทำการผลิตตามหลักเกณฑ์ของการผลิตที่ดี โดยใช้วัตถุดิบที่มีการเก็บเกี่ยวที่ดี ก็จะได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ดี มีคุณภาพ แต่มีผู้ผลิตที่คดโกง นำยาสตีรอยด์ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันที่มีอันตรายมากไปผสมในขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ผลดีด้านบรรเทาอาการ รักษาโรคเฉพาะหน้า หลอกลวงประชาชน โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น เป็นการขาดจริยธรรม และจรรยาบรรณที่ดี เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค


ยาสมุนไพรอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

จากการวิจัยของแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับคณาจารย์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่เกิดผลข้างเคียงจากตัวยา “สตีรอยด์”

อันตรายจากตัวยาสตีรอยด์ที่ผสมยาชุดยาสมุนไพร

เมื่อนำตัวอย่างยาที่ผู้ป่วยเหล่านี้ใช้อยู่เป็นประจำมาวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ก็พบว่า ยาเหล่านี้มีส่วนผสมของตัวยาสตีรอยด์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าตัวได้ใช้รักษาโรคด้วยยานี้มาเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รู้ตัวคิดว่าเป็นสุมไพรแล้วจะปลอดภัย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด


ตัวยาสตีรอยด์ "คุณอนันต์ แต่อันตรายถึงชีวิต"

ตัวยาสตีรอยด์เป็นยาแผนปัจจุบัน ตามกฎหมายจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ร้านขายยาจะจ่ายได้เฉพาะกรณีมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น จำหน่ายโดยตนเองไม่ได้ผิดกฎหมาย

เหตุผลเพราะยาสตีรอยด์ลดการอักเสบได้ผลดีรวมทั้งอาการปวด บวม แดง ร้อน อาการภูมิแพ้ และกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงใช้ได้ผลกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อย เคล็ด ขัด ยอก ปวดข้อ ปวดกระดูก หอบหืด ภูมิแพ้ ผื่นคัน เป็นต้น

แต่การใช้ยาที่มีส่วนผสมของตัวยาสตีรอยด์ติดต่อกันนานๆ (โดยทั่วไป คือมากกว่า 1-2 สัปดาห์) จะเริ่มปรากฏผลเสียของยา เช่น ร่างกายอ้วนขึ้น เสื้อผ้าคับ น้ำหนักเพิ่ม หน้ากลม แก้มย้อยเหมือนวงพระจันทร์ มีโหนกไขมันที่ท้ายทอยเหมือนวัวเหมือนควาย ซึ่งเป็นอาการที่สังเกตได้ภายนอก

นอกจากนี้ ยาสตีรอยด์ทำให้การทำงานของไตลดลง ขับน้ำออกจากร่างกายน้อยลง ร่างกายมีปริมาณน้ำมากขึ้น ทำให้ตัวบวม ความดันเลือดสูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เหมือนเป็นโรคเบาหวาน และเมื่อใช้ไปนานๆ อาจทำให้เป็นโรคจิต เสียสติ โคม่า และเสียชีวิตได้


แหล่งที่พบตัวยาสตีรอยด์ผสมอยู่

ผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลกลุ่มนี้ให้ข้อมูลว่าได้ยาเหล่านี้ (ที่มีสารสตีรอยด์ผสมอยู่) จากร้านขายยาแผนปัจจุบัน ร้านขายยาแผนโบราณ ร้านขายของชำ และเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งที่จำหน่ายยาอันตราย


สังเกตได้อย่างไรว่ามีตัวยาสตีรอยด์ผสมอยู่หรือไม่

การสังเกต อาจทำได้ 2 ส่วนดังนี้

1. การเลือกซื้อ
ถ้าต้องการใช้ยาลูกกลอนหรือยาสมุนไพร ควรเป็นยาที่ผลิตจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ผ่านการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสังเกตได้จากกล่อง ฉลาก และเอกสารกำกับยา

2. อาการผิดปกติจากการใช้ยา
เมื่อเริ่มและระหว่างใช้ยา ควรสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น เกิดผื่นคัน ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้ยา หรือเกิดอาการเสื้อผ้าคับน้ำหนักเพิ่ม หน้ากลม แก้มย้อย มีโหนกไขมันที่ท้ายทอย ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงของยาสตีรอยด์ ก็ควรนำตัวอย่างยามาปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรทันที ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้

สมุนไพรปลอดภัยจริงหรือ ?

ด้วยความเชื่อ ความรู้สึก และความเป็นไทย คนส่วนใหญ่คิดว่าสมุนไพรเป็นสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ น่าจะปลอดภัย แต่ความเป็นจริงแล้ว “สมุนไพรจัดเป็นยาชนิดหนึ่ง” ที่มี “คุณอนันต์และโทษมหันต์” เช่นกันถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ


ขี้เหล็กแห้งบรรจุแคปซูล-ตัวอย่างสมุนไพรที่มีพิษต่อตับ

ตัวอย่างสมุนไพร เช่น ขี้เหล็ก ที่ชาวไทยนำมาทำแกงขี้เหล็กกินกันนั้น เป็นอาหารจานเด็ดของหลายคนเมื่อนำมาศึกษาก็พบฤทธิ์ช่วยคลายกังวลได้ จึงนำมาผลิตเป็นยาสมุนไพรขี้เหล็กชนิดผงแห้งและสารสกัดมาบรรจุแคปซูล มีจำหน่ายอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และต่อมาพบว่ายานี้เป็นสาเหตุให้เกิดพิษต่อตับได้ สุดท้ายก็เลิกจำหน่ายแคปซูลขี้เหล็ก แตกต่างจากแกงขี้เหล็กที่มีกระบวนการปรุง จึงไม่มีอันตรายเหมือนผงแห้งของขี้เหล็ก และกินเป็นอาหารได้ตามปกติ

สมุนไพรจัดเป็นยาที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ยกเว้นสมุนไพรที่เป็นอาหารกินกันเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นอาหารและสมุนไพรได้พร้อมกัน

ถึงตอนนี้ คงจะได้คำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่ายาชุดมีอันตรายมาก และส่วนใหญ่จะประกอบด้วยตัวยาที่มีผลข้างเคียงร้ายแรง


(update 16 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600