อัลตราซาวนด์ที่อยากรู้ ตอนที่ 14
ตรวจครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง


จุดอ่อนของวิธีการวินิจฉัยภาวะทารกขาดออกซิเจนในครรภ์ก็คือ พบความผิดปกติจาการทดสอบ ส่งผลให้มีการหัตถการทางสูติศาสตร์ที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกได้จึงมีการพัฒนาวิธีการทดสอบสุขภาพทารกในครรภ์ ที่ผมจะเล่าให้ฟังในครั้งนี้คือ การตรวจด้วย คลื่นเสียงความถี่สูง หรือ fetal Biophysical Profile (FBP) โดยดูจาก
1. การหายใจของทารก โดยระยะที่ใช้ทดสอบการหายใจต้อง 30 นาทีขึ้นไป บางครั้งนานถึง 100-120 นาที เพื่อให้ครอบคลุมรอบการหายใจของทารกให้ครบวงจร โดยปกติทารกในครรภ์จะมีการหายใจประมาณร้อยละ 30-40 ของเวลาทั้งหมด

ซึ่งในช่วง 28 สัปดาห์แรก ทารกจะต้องใช้เวลาในการหายใจร้อยละ 12 ของเวลาทั้งหมด ส่วนหลังจาก 28 สัปดาห์ จะใช้เวลาในการหายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 50 ของเวลาทั้งหมด ชนิดของการหายใจจะสัมพันธ์กับระยะของการหลับของทารก

2. การดิ้นของทารก คุณแม่จะรับความรู้สึกทารกดิ้นได้ดี แต่บางคราวก็ไม่สามารถบอกการดิ้นเบาๆ ของทารกได้ ซึ่งการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเท่านั้นจึงจะช่วยบอกการดิ้นของทารกได้

3. แรงดึงกล้ามเนื้อของทารก เป็นการทดสอบคร่าวๆ ซึ่งแรงดึงที่ปกติ หมายถึงทารกมีการหดกลับอย่างรวดเร็วของแขน ขา และลำตัวภายหลังการยืดของกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้ามีแรงดึงของกล้ามเนื้อปกติทารกจะจัดแขน ขา และลำตัวในสภาพงอเข้าหาตัว

4. ปริมาณน้ำคร่ำ ปริมาณน้ำคร่ำที่ลดลงจะบอกถึงความผิดปกติความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ หากทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจนชนิดเรื้อรัง น้ำคร่ำจะลดน้อยลง แต่การทดสอบอื่นของ FBP ก็อาจปกติได้

การลดลงของปริมาณน้ำคร่ำ ทำให้หน้าที่ในการป้องกันการกระเทือนต่อทารกลดลง ทำให้สายสะดือถูกกดง่าย อาจเกิดภาวะขาดออกซิเจนชนิดเฉียบพลันเมื่อมีการหดรัดตัวของมดลูกได้

ขั้นตอนการทดสอบ Fetal Biophysical profile

เราจะทำ FBP ในกรณีที่ผลการทดสอบเบื้องต้นผิดปกติ เช่น การจดบันทึกการดิ้นของทารกลดลง ระยะเวลา ความถี่ห่าง เป็นต้น โดยจะตรวจประมาณ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรืออาจทำทุกวันในกรณีที่ผลการทดสอบครั้งก่อนผิดปกติ
วิธีการตรวจ

การทดสอบโดยปกติ ใช้เวลาเฉลี่ย 30 นาที ต่อการตรวจ 1 ครั้ง โดยจะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกก่อน แล้วจึงตรวจทารกในแนวที่ให้เห็นส่วนหน้าอก ท้อง และแขน ขา จากนั้นสังเกตจากการเคลื่อนไหว การดิ้น การหายใจ ส่วนแรงดึงกล้ามเนื้ออาจทดสอบได้ยาก จะต้องมีการเคลื่อนไหวยืดออก หดตัวเข้าของแขนขา และลำตัวของทารกให้เห็น สำหรับการประเมินน้ำคร่ำก็ทำได้ โดยหาส่วนที่มีน้ำคร่ำมากที่สุดซึ่งมักอยู่ในส่วนแขนขาของทารก

การแปลผล

FBP จะตรวจสอบการทำงานของสมองส่วนกลางทั้งหมด 4 อย่างคือ การเคลื่อนไหวแรงดึงตัวของกล้ามเนื้อ และการเต้นของหัวใจทารก การหายใจ การวัดปริมาณน้ำคร่ำ โดยจะให้คะแนน 0 และ 2 ในแต่ละหัวข้อ และเพิ่มการตรวจ Non Stress Test รวมทั้งหมด 5 อย่าง

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการทดสอบได้แก่ ยา เช่น ยาระงับประสาท ยาเสพติด แอลกอฮอล์ บุหรี่ และภาวะการขาดน้ำตาลในเลือดซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การแปลผลผิดพลาดไป

สำหรับการแปลผลได้กำหนดคะแนนของตัวแปลต่างๆ โดยให้คะแนน 2 คะแนนเมื่อพบว่าปกติ และให้ 0 คะแนน เมื่อผิดปกติ

โดยวิธีนี้คะแนนรวมของการทดสอบจะอยู่ระหว่าง 0-10 ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 8-10 ให้ถือว่าใช้ได้ และไม่ต้องทำสูติศาสตร์หัตถการใดๆ

ถ้าคะแนน 5 อาจมีภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง และถ้าทารกมีอายุครรภ์มากพอ ควรยุติการตั้งครรภ์ แต่ถ้าอายุครรภ์ยังอ่อนอยู่ให้ทดสอบซ้ำใน 24 ชั่วโมง ถ้าคะแนน 0-4 ถ้าทารกมีอายุครรภ์มากพอให้ชักนำการคลอด หรือทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง

ในกรณีที่อายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด รวมถึงการใช้ยากระตุ้นการทำงานของปอดทารก หรือทำ FBP ซ้ำ หรือยุติการตั้งครรภ์ทั้งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ และอายุครรภ์ของทารก

จะเห็นว่าการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ มีความละเอียดอ่อนสูติแพทย์จึงต้องได้รับข้อมูลความผิดปกติของทารกจากคุณแม่หากคุณแม่ให้ข้อมูลครบถ้วน ทารกก็จะคลอดอย่างปลอดภัย


(update 28 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600