หลากเทคโนโลยีช่วยให้มีบุตร


เป็นเวลากว่า 28 ปี มาแล้วครับที่ทารกหลอดแก้วคนแรกของโลกได้ลืมตาขึ้นมา เธอคือ หลุยส์ บราวน์ นับตั้งแต่นั้นมา เกิดการตื่นตัวในเรื่องการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากขึ้นทั่วโลก ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งครับที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมีบุตรยากได้พยายามศึกษาและติดตามความเจริญก้าวหน้าในเรื่องนี้

ปัจจุบันเรามีศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเป็นจำนวนมากทั้งที่ให้บริการอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์ แต่ละศูนย์ก็มีขีดความสามารถในการให้บริการแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองมาตรฐานจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมั่นใจได้ถึงบริการที่ได้มาตรฐานครับ

ถ้าจะให้พูดถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยให้มีบุตรนั้นปัจจุบันพอจะแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ ครับ
1. การช่วยให้มีบุตรโดยวิธีที่มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย วิธีเหล่านี้ได้แก่ การฉีดเชื้อผสมเทียมและการทำกิฟต์

2. การช่วยให้มีบุตรโดยวิธีที่มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย วิธีเหล่านี้ได้แก่ การทำซิฟต์ และการทำเด็กหลอดแก้วซึ่งก็แบ่งได้อีก 3 วิธีคือ การทำเด็กหลอดแก้วด้วยการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ (Conventional IVF Program) การทำเด็กหลอดแก้วด้วยการช่วยปฏิสนธิแบบอิคซี่ (IVF&ICSI Program) / การทำเด็กหลอดแก้ว และมีการตรวจสอบคุณภาพตัวอ่อนก่อนการย้ายฝากตัวอ่อน (IVF and Preimplantation Genetic Diagnosis)

ก่อนที่คุณหมอจะตัดสินใจใช้วิธีรักษาเพื่อให้ตั้งครรภ์นั้น จะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรังไข่ ตรวจอัลตราซาวนด์ดูมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกและรังไข่ ตรวจคุณภาพเชื้ออสุจิ นอกจากนี้อาจจะส่องกล้องอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหากสงสัยว่ามีพังผืดหรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การตรวจเหล่านี้ก็เพื่อจะได้ค้นหาสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์และขจัดปัญหาเหล่นั้นให้เบาบางหรือหมดไปเสียก่อนที่จะเริ่มรักษาครับ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้ผลของการรักษาสำเร็จสูงที่สุด
1. วิธีฉีดเชื้อผสมเทียม เป็นเทคโนโลยีเบื้องต้นถือเป็นวิธีที่สูติแพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักษาทำกันมากที่สุดที่สูติแพทย์ทั่วไปสามารถให้การรักษาได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไข่ไม่ตกหรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ หรือน้ำเชื้อมีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่รุนแรง ซึ่งฝ่ายหญิงจะต้องมีท่อนำไข่ที่ไม่อุดตันอย่างน้อยหนึ่งข้าง วิธีนี้มีอัตราความสำเร็จประมาณร้อยละ 15 และสามารถทำได้ 3-4 ครั้ง หากทำมากกว่านั้นจะพบว่าอัตราความสำเร็จประมาณร้อยละ 15 และสามารถทำได้ 3-4 ครั้ง หากทำมากกว่านั้นจะพบว่าอัตราความสำเร็จในแต่ละครั้งจะลดลงเนื่องจากว่าน่าจะมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ไม่ตั้งครรภ์

2. การทำกิฟต์ เป็นวิธีการที่จะต้องกระตุ้นไข่ในรังไข่ให้ตอบสนองมากกว่าปกติ เพื่อที่จะได้ปริมาณมาก เมื่อไข่สุกแล้วก็จะนำไข่ออกจากร่างกายผ่านทางหน้าท้องและทำการผสมกับเชื้ออสุจิก่อนที่จะนำกลับเข้าไปในท่อนำไข่อีกครั้ง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุและมีท่อนำไข่ที่ไม่อุดตันอย่างน้อยกนึ่งข้าง แต่วิธีนี้มีข่อด้อยที่จะเจาะหน้าท้องและต้องดมยาสลบทุกครั้ง แล้วเมื่อนำไข่กับตัวอสุจิผสมกันเฉยๆ ก็ไม่ทราบว่ามันจะปฏิสนธิกันได้หรือไม่ ดังนั้นในปัจจุบันวิธีจึงได้รับความนิยมน้อยลงตามลำดับ

3. การทำซิฟต์ วิธีนี้คล้ายกับการทำกิฟต์แต่ต่างตรงที่ว่าไข่ที่นำออกมาจากร่างกายจะทำการปฏิสนธิกับตัวอสุจิให้เป็นตัวอ่อนเสียก่อน จากนั้นจึงย้ายฝากตัวอ่อนระยะหนึ่งหรือสองวันกลับเข้าไปในท่อนำไข่เพื่อให้ตั้งครรภ์ต่อไป ข้อดีของวิธีนี้ คือเลียนแบบธรรมชาติโดยระยะที่ตัวอ่อนอยู่ในท่อนำไข่เป็นระยะที่เหมาะสมและตัวอ่อนระยะดังกล่าวน่าจะได้อาหารที่ดีจากท่อนำไข่ทำให้การฝังตัวน่าจะเกิดได้ดี แต่ข้อด้อยก็คือต้องถูกผ่าตัด 2 ครั้งด้วยกัน ตอนเอาไข่ออกจากร่างกายและตอนเอาตัวอ่อนกลับเข้าไปในท่อนำไข่ ต้องดมยาสลบสองครั้ง ดังนั้นปัจจุบันวิธีนี้จึงได้รับความนิยมน้อยลงครับ

4. การทำเด็กหลอดแก้วโดยมีการปฏิสนธิกันเองระหว่างไข่กับตัวอสุจิ เป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุดเช่นกันครับ วิธีการคือกระตุ้นรังไข่ให้ได้ไข่จำนวนมาก จากนั้นเอาไข่ออกจากร่างกายมาปฏิสนธิกับตัวอสุจิ เมื่อได้ตัวอ่อนแล้วก็ทำการเลี้ยงตัวอ่อนในตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนเป็นเวลา 3 ถึง 5 วัน จากนั้นจึงย้ายฝากตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไปวิธีนี้เหมาะกับคุณแม่ที่ท่อนำไข่อุดตัน มีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก อายุไม่ถึง 39 ปี เปลือกไข่ไม่หนาเกินไป และน้ำเชื้ออสุจิมีคุณภาพดี อัตราความสำเร็จจากการย้ายฝากตัวอ่อนคุณภาพดี 2-3 ตัวอ่อน ให้กับสตรีที่อายุต่ำกว่า 39 ปี จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30

5. การทำเด็กหลอดแก้วด้วยการช่วยปฏิสนธิแบบอิคซี่ วิธีนี้เหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้วข้างต้นครับยกเว้นขั้นตอนการปฏิสนธิที่จะต้องใช้เครื่องมือช่วยการปฏิสนธิที่เรียกว่า Micromanipulator จับเอาตัวอสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่โดยตรง วิธีนี้ทำให้กรณีที่ตัวอสุจิจำนวนน้อยมากๆ หรือมีรูปร่างส่วนหัวที่ผิดปกติทำให้ไม่สามารถเข้าปฏิสนธิกับไข่ได้เองตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังใช้วิธีในกรณีที่เปลือกไข่หนากว่าปกติมาก และคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 39 ปี สำหรับอัตราความสำเร็จของวิธีนี้ก็อยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ในคนไข้สตรีที่อายุต่ำกว่า 39 ปีครับ

6. การทำเด็กหลอดแก้ว และมีการตรวจสอบคุณภาพตัวอ่อนก่อนการย้ายฝากตัวอ่อน วิธีนี้ได้เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบตัวอ่อนก่อนที่จะทำการย้ายฝากตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกครับ โดยมีเหตุผลว่าตัวอ่อนที่เราย้ายฝากกลับเข้าสู่โพรงมดลูกนั้น มีส่วนหนึ่งที่มีความผิดปกติของโครโมโซม ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์ทารกในครรภ์ก็เป็นทารกที่มีความผิดปกติด้วย ถ้าหากเราสามารถทราบได้ก่อนว่าตัวอ่อนตัวใดที่ผิดปกติ ก็จะได้คัดออกและใส่ตัวอ่อนที่ตรวจว่าปกติเท่านั้น ปัจจุบันเราสามารถตรวจสอบโครโมโซม คู่ที่ 13/16/18/21/22 ได้แกล้ว วิธีนี้จึงเหมาะสมสำหรับคู่สมรสที่เคยมีประวัติคลอดบุตรที่มีโครโมโศมผิดปกติ หรือฝ่ายหญิงที่มีอายุมากกว่า 36 ปีเป็นต้นวิธีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ แต่การตรวจสอบด้วยวิธีนี้มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูงมาก

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในบ้านเรามีความก้าวหน้ามากครับ ทัดเทียมอารยประเทศจนกระทั่งปัจจุบันมีคนไข้จากประเทศข้างเคียงและตะวันออกกลางบินมารักษาเป็นจำนวนมาก สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ก็แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ โรงพยาบาลของรัฐจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุด ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นตามลำดับ สุดท้ายนี้หมอหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้เกี่ยวเทคโนโลยีช่วยการเจริญเพิ่มขึ้นนะครับและคงจะเป็นประโยชน์ในการช่วยตัดสินใจ หากว่าจะต้องใช้บริการดังกล่าวข้างต้น.


(update 18 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.137 March 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600