เมื่อ…เชื้อราคุกคาม

ลานดาว เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช สูติแพทย์


หากคุณกำลังตั้งครรภ์และมีอาการอย่างหนักบริเวณจุดซ่อนเร้น จนถึงขนาดที่ว่านอนไม่ได้ ต้องตื่นมา เกา…เกา…เกา แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเป็นเชื้อราแล้วล่ะ

เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเท่าไรสำหรับแม่ท้องค่ะ เพราะคุณจะมีโอกาสเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้สูงถึงร้อยละ 25 ต่างจากสาวๆ ทั่วไปที่มีโอกาสจะเป็นโรคนี้เพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นที่เป็นเช่นนี้เพราะ…

โดยปกติแล้วในช่องคลอดของผู้หญิงจะมีต่อมที่ผลิตน้ำหล่อลื่นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมนี้ถูกควบคุมโดยการทำงานของระบบฮอร์โมนจากรังไข่และต่อมใต้สมอง ซึ่งในระหว่างตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลต่อคุณแม่ 2 อย่างคือ

1. เพิ่มการผลิตสารคัดหลั่งในต่อมเหล่านี้มากขึ้น ก็เลยทำให้มีความชื้นสูงขึ้น ส่งผลให้คุณแม่ท้องมีตกขาวเยอะขึ้นตามไปด้วยค่ะ

2. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงที่ตั้งครรภ์ ช่วยส่งเสริมให้เชื้อในช่องคลอดเติบโตได้ดีขึ้นอีก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง

นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมคุณแม่ท้องจึงมีโอกาสที่จะเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้สูงกว่าคนทั่วไป แต่ก็ยังไม่หมดนะคะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดเชื้อราได้อีก นั่นก็คือ
  • ถ้าคุณแม่เป็นเบาหวาน จะเป็นเชื้อราได้ง่ายขึ้น เพราะในร่างกายมีน้ำตาลเยอะ ทำให้เชื้อราเติบโตได้ดีเลยล่ะค่ะ

  • กินยาคุมนานๆ ฮอร์โมนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงและนี่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อได้ค่ะ

  • การกินยาปฏิชีวนะ เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีเชื้อโรคประจำอยู่แล้ว เช่น ในช่องคลอดจะมีเชื้อโรคซึ่งเป็นประโยชน์เราเรียกว่า แลคโตบาซิลัสอยู่ ถ้าคนที่ไม่สบายกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ตั้งแต่ 10-14 วันขึ้นไป จะทำให้เชื้อราเติบโตเร็วขึ้น 3-4 เท่า

  • การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์ ที่ใช้ในคนที่เป็นหอบหืด หรือคนที่ปลูกถ่ายอวัยวะมา รวมไปถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในลักษณะอื่น เช่น คนที่เป็นเอดส์ ก็อาจจะเป็นเชื้อราได้ง่าย เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวส่งเสริม

ตรงนั้น…คั้น…คัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังเป็นเชื้อรา ดูง่ายๆ จากตกขาวคือตกขาวเป็นก้อนแข็งๆ อาจจะมีสีขาวขุ่นหรือใสก็ได้ คล้ายกับนมที่บูดแล้วทิ้งไว้จนตกตะกอน แต่จะไม่มีกลิ่นนะคะอาการบ่งชี้อีกอย่างว่าคุณแม่กำลังเป็นเชื้อรานั่นก็คือ การคันบริเวณช่องคลอดไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่ว่าคันนิดๆ หน่อยๆ ทำความสะอาดก็หาย แบบนี้ไม่ใช่นะคะ

การคันจากเชื้อราจะคันมาก จนถึงขนาดนอนไม่ได้เชียวล่ะและอาจจะเกาจนเกิดรอยถลอกเป็นขลุยๆ ตรงจุดที่เกาเลยต่อให้ล้างทำความสะอาดอย่างดีก็ยังไม่หายคัน แบบนี้แน่ใจได้เลยว่าคุณเป็นเชื้อราเข้าแล้วล่ะ อย่ารอช้าค่ะ ไปพบคุณหมอดีกว่า

อ้อ…คุณแม่บางคนเป็นเชื้อราแต่อาจจะยังไม่รู้ตัว เพราะไม่มีอาการคัน แบบนี้ถือว่าเป็นความโชคดีค่ะ ไม่ต้องไปรักษาเพราะว่าจริงๆ แล้วเชื้อราไม่ได้มีอันตรายอะไรกับคุณแม่ท้องเพียงแต่ว่าเวลาที่เป็นจะทำให้เกิดมีอาการคันแบบรุนแรงเท่านั้นเองค่ะ


กลัวลูกติดเชื้อรา

คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายอาจจะกังวลว่าถ้าไม่มีอันตรายกับแม่ แล้วเชื้อราจะมีอันตรายกับลูกมั้ย? สบายใจได้เลยค่ะเพราะคุณหมอบอกว่าไม่ส่งผลใดๆ ต่อลูกของคุณทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่ตรวจพบเชื้อราใสถุงน้ำคร่ำด้วย ซึ่งไม่ว่าเชื้อจะผ่านเข้าไปด้วยวิธีไหนก็ตาม ถ้ามันเข้าไปได้แล้วเติบโตในน้ำคร่ำก็จะทำให้ทารกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูงขึ้น

แต่ถ้าถุงน้ำคร่ำปิดสนิทดีหมด ไม่มีการรั่วซึม ลูกจะมีโอกาสติดเชื้อในกรณีเดียวคือ ในขณะที่คลอดหากคุณแม่กำลังติดเชื้อรารุนแรง มีตกขาวเยอะ เชื้อราก็อาจจะติดเข้าไปที่ช่องทางเดินอาหารของลูก ทำให้ลิ้นลูกเป็นฝ้าได้ ซึ่งกรณีนี้คุณหมออาจจะเลือกใช้วิธีผ่าคลอด เพื่อให้เด็กไม่ต้องคลอดผ่านทางช่องคลอด ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ถ้าเรารักษาเชื้อราจนหาย ก็สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ตามปกติค่ะ


เชื้อรารักษาได้

การรักษาอาการคันที่เกิดจากเชื้อรานั้น โดยทั่วไปจะใช้ยาในการรักษา ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดค่ะ
1. ยาทา มีลักษณะเป็นครีม ใช้สำหรับทาบริเวณผิวนอกของปากอวัยวะเพศ เมื่อมีอาการคันบริเวณนั้น หรือเป็นครีมที่ทาเข้าไปในช่องคลอด

2. ยาเม็ดแบบสอด วิธีใช้สอดเข้าไปตรงบริเวณช่องคลอดซึ่งก็จะมีเป็นแบบใส่หลอดแล้วสอดเข้าไป

3. ยากิน จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ คือรักษาด้วยยาทาและยาเม็ดแบบสอดไม่หาย คุณหมอจึงแนะนำให้ใช้ยากิน เพราะยากินจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและอาจส่งผลต่อลูกได้ซึ่งในระยะเวลา 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้างอวัยวะต่างๆ คุณหมอจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้ยากิน เพราะอาจส่งผลให้ลูกเกิดมาพิการได้
ส่วนยาทาและยาเม็ดแบบสอดนั้น สามารถใช้รักษาเชื้อราได้ตั้งแต่แรกคลอดจนถึงใกล้คลอดเลยล่ะค่ะ


นอกจากการกินยารักษาแล้ว สิ่งที่คุณแม่ควรทำเพิ่มเติมไปด้วยได้แก่
  • รักษาความสะอาด บริเวณนั้นไม่ควรปล่อยให้อับชื้นค่ะเวลาเช็ดทำความสะอาดต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอเพื่อเป็นการให้แน่ใจว่าไม่ได้เอาเชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักผ่านเข้ามาทางช่องคลอด

  • ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลง (สำหรับคุณแม่ที่เป็นเบาหวาน) เพราะน้ำตาลทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี

  • สวมใส่ชุดชั้นในที่ไม่คับหรือแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นคงอยู่ ควรใส่ชั้นในที่เป็นผ้าคอตตอน เพราะช่วยลดการอับชื้นได้ดี หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าใยสังเคราะห์ หรือกางเกงในที่รัดแน่นจนเกินไป

  • กินโยเกิร์ตทุกๆ วัน เพื่อเพิ่มแลคโตบาซิลลัสในช่องคลอดจะสามารถช่วยลดอัตราการเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ค่ะแต่ไม่ใช่เอาโยเกิร์ตไปทาที่ช่องคลอด ตามที่หลายมักจะเข้าใจผิดนะคะ

  • ในระหว่างที่รักษาเชื้อรานั้น ถ้าเป็นไปได้ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง และป้องกันการติดเชื้อวนเวียนซ้ำ เนื่องจากหากคุณแม่ยังไม่หายดี คุณพ่อก็รับเชื้อราจากคุณแม่ไปแล้ว พอคุณแม่ก็กลับมามีเพศสัมพันธ์ต่อ ก็รับเชื้อจากคุณพ่อมาใหม่อีก ทำให้เป็นซ้ำได้ จึงต้องงดเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน และถ้าคุณพ่อมีอาการคันก็ควรรักษาไปพร้อมกัน
เชื้อราอาจจะเป็นแล้วเป็นอีกได้ แต่ถ้าเราเองดูแลสุขภาพกายยามท้องอย่างดีแล้ว ก็เชื่อได้เลยค่ะว่า เจ้าเชื้อราคงไม่มาเยี่ยมเยียนเราบ่อยๆ ค่ะ


ทำไมเชื้อรารีเทิร์น

ในคนท้องนั้นเชื้อราสามารถเป็นแล้วเป็นอีกได้ค่ะเพราะมีปัจจัยเสี่ยงคือ ภูมิคุ้มกันลดลง รวมทั้งฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จึงทำให้เป็นเชื้อราได้ง่ายกว่าคนปกติ และเชื้อรามักจะเจอในช่วง 4 เดือนขึ้นไป มากกว่าจะเจอในช่วง 3 เดือนแรก

ถ้าก่อนท้องคุณแม่ไม่ได้เป็นเชื้อรา แม้ตอนท้องคุณจะเป็นเชื้อรา ก็สบายใจได้เลยว่าคุณคลอดเจ้าตัวเล็กออกมาแล้ว เชื้อราก็หายไป โดยที่คุณแม่จะไม่เป็นๆ หายๆ เหมือนกับตอนที่ท้องอยู่ค่ะ.


(update 27 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600