ชีวิตนี้จะเร่งรีบไปถึงไหนกัน


พนักงานประจำในมหาวิทยาลัยที่อาศัยบ้านพักของมหาวิทยาลัยในหมู่บ้านเดียวกับผมหรือผู้อื่นที่บังเอิญมีกิจต้องเดินผ่านบ้านพักของผมภายในมหาวิทยาลัย ต่างก็รู้ (และนินทา) กันว่า บริเวณบ้านพักของผมนั้นรกและไร้การตกแต่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่น ทั้งนี้เพราะผมไม่เคยตัดหญ้าเลยตั้งแต่เข้าพักบ้านหลังนี้ มีบ้างเหมือนกันที่เพื่อนบ้านผู้อารีทนไม่ได้ก็ช่วยจัดการว่าจ้างคนสวนมาตัดหญ้าและตกแต่งบริเวณบ้านพักของผม ข่าวนี้ระบือไปไกล

เมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พอผมมีเวลาว่างๆ อยู่บ้าง จึงคว้ามีดพร้าซึ่งซื้อเก็บไว้นานแล้ว ออกมากวัดแกว่งดายหญ้าและตัดต้นไม้หน้าบ้าน ด้วยเกิดความรู้สึกว่ามันชักจะรุกเข้ามาในแนวทางเดินเข้าบ้านแล้ว ขณะกวัดแกว่งมีดพร้าอยู่นั้น ก็เกิดนึกถึงคำโบราณที่กล่าวกันบ่อยๆ ว่า ๐ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” เลยคิดต่อไปอีกว่าถ้อยคำดังกล่าวมีความหมายลึกๆ อย่างไร นึกไปก็เดาเอาว่า น่าจะเป็นกระบวนการตีมีดพร้านั้น ต้องทำอย่างช้าๆ อย่างรีบเร่ง ให้ดูเรื่องไฟอ่อนไฟแก่ ดูเรื่องเหล็กที่นำมาตีเป็นมีด และดูการตีเหล็กอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้พร้าเล่มงาม

ผมเข้าใจเอาว่า ในยุคนั้นสมัยนั้นคงมีคนประเภททำงานลวกๆ เร่งทำเพียงเพื่อให้งานเสร็จ ไม่สนใจว่าผลงานที่ออกมาเป็นเช่นไร มีคุณภาพหรือไม่ สวยงามหรือไม่ จึงได้มีคำเตือนนี้ออกมา

แต่ในขณะเดียวกัน คนโบราณก็ใช่ว่าจะส่งเสริมให้คนทำงานช้าๆ แบบแชเชือนไม่ทันต่อเหตุการ เพราะยังมีคำเตือนว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” อยู่ด้วย

ผมคิดว่าคนโบราณมีความแยบคายเอาการทีเดียว เพราะเมื่อเราคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนก็จะเห็นว่า สิ่งที่เป็นแนวคิดลึกๆ ของคำตักเตือนเปรียบเปรยเหล่านี้ก็คือความสมดุลของชีวิต ในการดำเนินชีวิตนั้นบางสิ่งบางอย่างอาศัยความเร็วมากไม่ได้ เช่น การตีมีด แต่บางสิ่ง การทำอะไรช้าเกินไปก็ไม่ทันการณ์ เช่นการตักน้ำไว้ใช้ในกรณีที่มีน้ำขึ้นน้ำลง

ความสมดุลในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะอะไรที่ไม่สมดุลจะมีความมั่นคงไม่ได้

ว่าไปแล้วธรรมชาติได้สร้างมนุษย์ให้มีลักษณะทางกายภาพที่สมดุลมากกว่าสัตว์อื่น จึงทำให้มนุษย์สามารถยืนด้วยขาสองขาแล้วยืนตัวตั้งฉากกับพื้นได้ แต่น่าเสียดายที่มนุษย์จำนวนมากไม่เข้าใจธรรมชาติข้อนี้ จึงเป็นเหตุให้มนุษย์เหล่านั้นต้องล้มลงบ่อยๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย

ในสังคมไทยนั้นแนวคิดเรื่องความสมดุลแฝงอยู่ในเรื่องต่างๆ มากมาย แม้แต่ในด้านสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เราจะเห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญทั้งด้านความสวยงาม (Beauty) และอรรถประโยชน์ (Utility)

การใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป จะช่วยให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้มากขึ้น ทั้งในการดำรงชีวิตและในการทำงานอาชีพ น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนในเขตเมืองใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ทำงานแบบเร่งรีบ เรียนหนังสือแบบเร่งรีบ ฯลฯ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตหรือจากการทำงานเอาเสียเลย เพราะผู้คนเหล่านี้ได้หลงบูชาความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ เข้าใจว่า คงจะยึดคำเตือนประเภท “น้ำขึ้นให้รีบตัก” แต่ลืมคำเตือนประเภท “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” เสียสนิท

ผมคิดว่าคนจำนวนมากใช้ชีวิตแบบเร่งรีบโดยไม่รู้ตัวด้วยว่าเร่งรีบไปเพื่ออะไรกันแน่ ไม่เชื่อลองพิจารณากิจวัตรประจำวันแต่ละอย่างของเราดูก็ได้ ตั้งแต่รีบตื่นนอน รีบอาบน้ำ รีบแต่งตัว รีบกินอาหารเช้า รีบออกเดินทางไปทำงาน รีบทำงาน รีบกินกลางวัน รีบกลับบ้าน รีบกินอาหารเย็นและรีบเข้านอนเพื่อจะได้รีบตื่นนอน…วนเวียนเช่นนี้ทุกวัน เรียกว่า วิถีชีวิตถูกควบคุมโดยกำหนดเวลาอย่างแน่นหนา

…ชีวิตดำเนินไปชนิดไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไร

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนเหล่านี้จึงไม่สนใจที่จะเรียนรู้อะไรมากนักนอกจากเรื่องเทคนิคที่ใช้ในการทำงานประกอบอาชีพ ไม่รู้ว่าชีวิตที่เร่งรีบอย่างนี้ถึงที่สุดแล้วจะประสบความสำเร็จอะไร การดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบนี้ถ้าไม่มีอะไรสะดุดก็คงพอไปได้อยู่ดอก แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนเราย่อมต้องมีการสะดุดได้เสียด้วย และเมื่อชีวิตเกิดสะดุดการแก้ปัญหาย่อมต้องการใช้ทั้งความรู้และจินตนาการ แต่มนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจะขาดทั้งความรู้และจินตนาการ เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ในระหว่าการทำงานและการดำรงชีวิตคนเหล่านี้จึงแก้ปัญหาของตนเองไม่ค่อยได้ ดังเห็นได้โดยทั่วไปในปัจจุบันนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งชื่อ In Praise of Slow ผมยังไม่ได้อ่านเล่มจริงแต่ได้อ่านข้อเขียนสั้นๆ ที่กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ ใจความสำคัญอยู่ที่ผู้เขียน (นักหนังสือพิมพ์ชาวแคนาดา) ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของผู้คนในโลกตะวันตกใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบมากจนทำให้ชีวิตไร้ความหมาย เขาจึงเสนอให้มีการพิจารณาว่าผู้คนในโลกตะวันตกน่าจะลองหยุดคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตให้ช้าลงกว่าเดิมเพื่อสร้างความหมายให้กับชีวิต

ผมคิดว่า “การดำรงชีวิตที่ช้าลง” มิได้หมายความว่า เป็นการใช้ชีวิตไร้ความหมายแบบเฉื่อยๆ แต่เป็นไปเพื่อทำให้การดำเนินชีวิตมีความสมดุลมากขึ้น การสิ่งใดที่ควรรีบทำก็ดำเนินการไป แต่งานบางอย่างที่ต้องการความช้าบ้างก็ต้องทำให้สอดคล้องกัน อันที่จริง งานที่ต้องทำอย่างเร่งรีบนั้นมีไม่มากในชีวิตเรา แต่ที่ต้องเร่งรีบนั้นมีไม่มากในชีวิตของเรา แต่ที่ต้องเร่งรีบก็เป็นเพราะเราวางแผนไม่เป็นหรือเราจัดการไม่เป็นต่างหาก ถ้าหากเรามีวิธีจัดการที่ดี มีการวางแผนที่ดี งานที่ต้องเร่งรีบอาจไม่จำเป็นต้องรีบก็ได้ การทำงานตามจังหวะของมันนอกจากจะได้ “พร้าเล่มงาม” แล้ว ผมว่ายังเป็นการได้ฝึกเจริญสติด้วย ดังที่ท่าน ติช นัทฮัน พระภิกษุชาวเวียดนามกล่าวไว้ในหนังสือปาฏิหารย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ (The Miracle of Being Awake) เพราะเราดำเนินชีวิตหรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามเรามีสติรู้ตัวอยู่เสมอ

การใช้ชีวิตอย่าเร่งรีบ นอกจากไม่ช่วยให้เราได้เรียนรู้อะไรแล้ว ยังทำให้เราเกิดความเครียดมากขึ้นด้วย ที่เกิดความเครียดนี้มิใช่เพราะทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนเร็วไปหมด แต่เกิดจากสิ่งรอบตัวเรามิได้เคลื่อนตัวเร็วดังที่เราคาดคิดต่างหาก เช่น เรารีบออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน หลังว่าจะได้รีบเร่งทำงาน แต่บางครั้งเกิดฝนตกหนักรถบนถนนติดกันเป็นขบวน จนทำให้ไปทำงานไม่ทัน ขณะที่ติดอยู่บนถนนก็เกิดความเครียด ไปถึงที่ทำงานสายอยู่แล้วเกิดไฟฟ้าขัดข้องหรือคอมพิวเตอร์ขัดข้องทำงานไม่ได้อีก ก็เครียดอีก ตอนเย็นรีบกลับบ้าน เกิดปัญหารถติดอีก ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดนี่แหละที่ผมเรียกว่า “สะดุด” ในวิถีชีวิตของเรา และทำให้ชีวิตของเรามีแต่ความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่การเจ็บไข้ได้ป่วย

…แล้วเรายังจะเร่งรีบกันไปถึงไหนเล่าครับ

ลองนั่งลงคิดช้าๆ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเถิดครับ บางทีชีวิตที่ช้าลงจะทำให้การไปสู่ปรโลกช้าลงก็ได้

…ว่าแต่ว่า ชีวิตที่เร่งรีบขนาดนี้จะยังมีเวลาอ่านเรื่องทำนองนี้ได้จริงหรือ?.


(update 9 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. teen&family Vol.11 No.126 September 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600