รูมาตอยด์...ทำอย่างไรคลายโรค



โรครูมาตอยด์คืออะไร?

โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งลักษณะเด่นคือ มีการเจริญของเยื่อยุอย่างมาก เกิดการลุกลามและทำลายกระดูกและข้อได้ในที่สุด

ระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตมข้อมีอาการฝืดขัดข้อเป็นเวลานาน (ตอนเช้า) เมื่อมีอาการชัดเจนข้อจะมีการบวม ร้อน และปวด ส่วนที่พบบ่อยคือข้อของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้า

อาการของข้ออักเสบจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปบางรายอาจมีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันได้

โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด แต่จะมีกลุ่มโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ อีกมากที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรครูมาตอยด์ ผู้ป่วยจึงควรได้รับการตรวจจากแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไป

พบว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้

โรครูมาตอยด์เกิดได้กับประชากรทุกกลุ่มอายุ แต่ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และเพศหญิงมากกว่าเพศชาย


การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรครูมาตอยด์

อาการของโรคต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ป่วยจึงต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรับยาอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ใช้ในการควบคุมและรักษาโรครูมาตอยด์ให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้ได้แก่ยาแอสไพรินและยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ผู้ป่วยแต่ละรายจะตอบสนองต่อยาเหล่านี้แตกต่างกันออกไป

ยาเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงทางด้านระบบทางเดินอาหารและระบบไตได้ ในรายที่เป็นรุนแรง มีอาการมากและข้อถูกทำลายมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่ายาระดับที่ 2 ซึ่งได้แก่ ยาต้านมาลาเรีย ยาทองคำ ยาเมโทเทรกเซต ยาซัลฟาซาลาซีน เป็นต้น ยาเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ในการระงับการเจ็บปวด แต่จะช่วยระงับการลุกลามของโรคได้

การพักผ่อนและการบริหารร่างกาย มีส่วนสำคัญมากในการรักษาผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ การพักผ่อนจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดี ไม่มีอาการอ่อนเพลีย แต่การพักจะต้องสมดุลกับการบริหารร่างกายเพื่อไม่ให้ข้อติดขัด

การป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายมากขึ้น ผู้ป่วยควรเรียนรู้ และหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่อาจส่งเสริมให้ข้อถูกทำลายเร็วขึ้น เช่น การนั่งขัดสมาธิในกรณีที่ข้อเข่าอักเสบ


กินอยู่อย่างไรเมื่อมีโรครูมาตอยด์ (เสริมจากการกินยาที่ได้รับจากแพทย์)

เลือกกินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน บทความจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์บางคนเป็นโรคขาดอาหาร เนื่องจากไซโตไคน์บางตัวที่ร่างกายผลิตเมื่อมีการอักเสบเรื้อรังก่อให้เกิดอัตราเผาผลาญที่สูงขึ้น เกิดอาการน้ำหนักลดในผู้ป่วย

นอกจากนี้ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะขาดกรดโฟลิก วิตามินซี ดี บี6 บี12 วิตามินอี แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และเซลีเนียม

ผู้ป่วยที่อยู่บ้านคนเดียวอาจไม่ไปตลาดบ่อยๆ ประกอบอาหารน้อยลงเนื่องจากข้อติดขัด จึงอาจจะกินอาหารน้อยลงและขาดแร่ธาตุอาหารได้ ดังนั้นจะต้องดูแลผู้ป่วยกรณีนี้เป็นประการแรก

กินแคลเซียมและวิตามินดีเพิ่มเติม รับแดดอ่อนยามเช้าสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนในวันหน้า

เลิกกินอาหารที่ก่อให้เกิดอาการ ผู้ป่วยบางคนการกินอาหารบางชนิด เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี เนื้อสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ปรุงสำเร็จเช่นไส้กรอก พืชตระกูลมะเขือ (มะเขือเทศ มันฝรั่ง และมะเขือทุกชนิด) ทำให้อาการของโรคกำเริบ ให้ลองหยุดอาหารแต่ละชนิดดังกล่าว 2 สัปดาห์ สังเกตอาการ และกลับมากินอาหารต้องสงสัยนั้นใหม่ ถ้าอาการโรครูมาตอยด์กำเริบก็ให้หยุดอาหารนั้นๆ ไปเลย

กินเนื้อปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นแนะนำอาหารดังกล่าวต่อผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ แต่ไม่แนะนำการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีน้ำมันโอเมก้า-3 ดังกล่าว เพราะปริมาณกรดไขมันที่มากเกินจะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยได้

ดื่มน้ำต้มกระชายหรือกระชายดิบ รากกระชาย 5 แง่ง (มีเหง้าด้วยก็ได้) ทุบพอแตกใส่ในกาน้ำ เติมน้ำครึ่งลิตร ตั้งไฟจนน้ำเดือดยกลง ดื่มน้ำต้มกระชายแทนน้ำดื่มจนหมดกา เติมน้ำใส่กาอีกครึ่งลิตรต้มจนเดือดเช่นเดิม

เมื่อน้ำต้มจืดไม่มีรสให้เปลี่ยนรากกระชาย ใช้วันละ 2 ชุดก็พอ แต่งรสได้ด้วยหญ้าหวานหรือน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือกินกระชายดิบขนาดเท่า 2 ข้อนิ้วก้อย วันละ 3 เวลาก่อนอาหารโดยการเคี้ยวกลืน จะไม่เห็นผลในวันแรกอย่าเพิ่งหยุดกินเสีย

กระชายมีสารต้านอักเสบ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยการไหลเวียนเลือดที่ดี เป็นยาอายุวัฒนะในตำรายาไทยหลายขนานอีกด้วย

กินขมิ้นชัน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำกินสารเคอร์คูมิน 400 มก. วันละ 3 ครั้ง แต่ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันที่ผลิตในประเทศไทยไม่ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์จึงไม่ทราบปริมาณการกิน หรือกินขิงสดวันละ 10 กรัม ทุกวันแทน

รับการนวดแผนไทย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ออกกำลังกายด้วยไทเก้กหรือโยคะ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

รายงานจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การรำไทเก้กเป็นวิธีออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นและเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวที่ดีมาก ได้ประโยชน์ด้านการผ่อนคลายอารมณ์ด้วย

ผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์สูงอายุรายงานว่าอาการปวดข้อลดลงหลังการออกกำลังกายด้วยการรำไทเก้กทั้งนี้สารเอนดอร์ฟินที่หลั่งหลังการออกกำลังกายก็ช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน

โยคะเป็นการออกกำลังกายที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และไขข้อ ท่าโยคะต่างๆ ทำให้ข้อต่อแข็งแรงขึ้นและสามารถถูกใช้งานได้อย่างต่อเนื่องลดอาการข้อติด ช่วยควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกาย

ถ้าฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ดีซึ่งจะช่วยลดภาระของข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ด้วย

รายงานทางการแพทย์จากประเทศสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ผู้ป่วยที่ฝึกโยคะเป็นประจำมีการเคลื่อนไหวดีขึ้น กำมือได้แน่นขึ้นและมีกำลังการกำมากขึ้น อาการปวดข้อน้อยลง ผลทางห้องปฏิบัติการดีขึ้นด้วย เห็นผลได้ภายใน 3 เดือน

แนะนำโยคะอาสนะเบื้องต้น ค่อยๆ หัดไปวันละท่า นั่งดูโทรทัศน์ก็ฝึกสุขอาสนะ ยืนส่องกระจกก็ฝึกท่าภูเขา ท่าของคุณจะไม่สวยเหมือนแบบนางแบบโทรทัศน์ทำเท่าที่ได้และไม่เจ็บ ถ้าเจ็บให้หยุด วันหน้าทำใหม่ผู้ป่วยโรคท่ารูมาตอยด์ไม่เอาท่าสวยเอาความคล่องตัวของข้อดีขึ้น พอรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นก็ฝึกท่าจำนวนมากขึ้นในครั้งเดียวกันเมื่อทำมากกว่า 5 ท่าในครั้งเดียวให้จบด้วยชวาสนะทุกครั้ง ผู้สูงอายุจะฝึกให้มีลูกหลานคอยดูอยู่ด้วย

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำการศึกษาและเสนอวิธีการการแก้ไขปัญหาสุขภาพชุมชนตามความต้องการของประชากรในพื้นที่ จากการออกเรียนรู้ชุมชน ณ บ้านห้วยโรง อำเภอวิเศษชัยชาญจังหวัดอ่างทอง เดือนมกราคม พ.ศ.2550 อาการปวดเมื่อเป็น 1 ใน 4 ปัญหาสุขภาพหลักของประชากรที่มีอาชีพทำนาทำสวน และผู้สูงอายุในหมู่บ้านดังกล่าว

ชาวบ้าน 40 คนขอเลือกการฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเชื่อว่าสามารถฝึกทั้งโยคะได้ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ ภิกษุและคนชราไม่ว่าจะมีสมรรถนะร่างกายอย่างไร และเชื่อว่าการฝึกโยคะดีกว่าการไม่ทำอะไรให้ตัวเองเลย สามารถฝึกได้เองที่บ้าน ตามเวลาที่ตนเองจัดสรรได้ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง

คณะนักศึกษาจึงใช้ความรู้ที่เรียนมาเลือกกล้ามเนื้อสำคัญเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้เลือกท่าโยคะเรียบง่ายคล้ายที่นำเสนอข้างต้น สร้างโปรแกรมฝึกโยคะยาว 15 นาทีให้กับชาวบ้าน จัดการสาธิต อบรมหมู่ แจกแผ่นพับแสดงท่าให้ฝึกเองที่บ้าน เยี่ยมบ้านเพื่อให้กำลังใจและนัดประชุมชาวบ้านอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของท่าโยคะและติดตามผลในเวลา 4 วันต่อมาก่อนเดินทางกลับมหาวิทยาลัย ชาวบ้านที่มารับการอบรมมีตั้งแต่ 9-72 ปี ผู้สูงอายุตั้งใจฝึกมากกว่าเด็กที่อยู่ไม่นิ่งตลอดเวลา

วันติดตามผลมีคนเข้าประชุมมากกว่าวันแรกเพราะชาวบ้านไปฝึกโยคะเองที่บ้านและพบความแตกต่างด้านคุณภาพชีวิตซึ่งเห็นได้ในการฝึก 15 นาทีเพียง 4 วัน จึงอุ้มลูกจูงหลานมารับการฝึกเพิ่มเติม

ผู้สูงอายุและกลุ่มทำนารายงานว่า หลังฝึกโยคะเพียงวันละ 15 นาทีพบว่าอาการปวดเมื่อยและข้อเข่าขัดลดน้อยลง นอนหลับได้สนิท และผู้สูงอายุกินอาหารได้มากขึ้น จึงมาอบรมซ้ำเพื่อได้ประโยชน์สูงสุด

ท่านเจ้าอาวาสวัดห้วยโรงก็สามารถฝึกท่าได้ในกุฏิส่วนตัวเช่นกัน เห็นว่าเป็นสิ่งดีมีประโยชน์สมควรฝึกต่อเนื่องในกลุ่มชาวบ้าน

ฝึกโยคะดูนะคะ ชวนลูกหลานฝึกไปพร้อมกันผู้ป่วยอาจพบว่าตนยืดหยุ่นมากกว่าเด็กติดเกมที่ไม่เคยนั่งพับเพียบก็ได้


(update 24 มิถุนายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 346 กุมภาพันธ์ 2551]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600