ปีใหม่ ชีวิตใหม่ Slow Life ชีวิตที่พอเพียง


ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ผมขอกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่” กับคุณผู้อ่านที่เหนียวแน่นเป็นแฟน “รักลูก” มาจนครบ 25 ปีเต็มในเดือนหน้านี้ และขอถือโอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนสิ่งที่ท่านเคารพบูชา จงช่วยปกปักรักษาอำนวยชัยให้แฟนๆ “รักลูก” จงมีแต่ความสุขตลอดปีใหม่ 2551 นี้ครับ

สำหรับปีเก่าที่ผ่านไป ผมคิดว่าหลายท่านคงรู้สึก “เหน็ดเหนื่อย” กับมันไม่น้อย โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ สถานการณ์ของบ้านเมือง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ราคาน้ำมัน การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราต้องดิ้นรนอย่างหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว ผมก็ภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปพร้อมกับปีเก่า ปีใหม่มาถึงแล้วเรามาเริ่มต้นใหม่กันดีกว่า

“Slow Life” หรือ “ชีวิตที่พอเพียง” ซึ่งผมแปลเองว่ามันน่าจะหมายถึงชีวิตที่พอเพียงมากกว่าจะแปลว่า “ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ” เพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับชีวิตของเรา และน่าจะเหมาะสมกับการดำรงอยู่ในโลกใบนี้ที่นับวันสับสนขึ้นเรื่อยๆ

Slow Life คืออะไรและมันช่วยให้เกิดคำตอบกับชีวิตของเราได้อย่างไร?

ก่อนอื่นผมขอให้ทุกท่านหลับตาแล้วทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่าเคยรู้สึกไหมครับว่า ปัจจุบันเรามีเวลาในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงกว่าเมื่อก่อน เรามักจะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ค่อยทันไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ การใช้ชีวิตกับครอบครัว การเสวนาสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกอย่างดูมันลดหายไปหมด เพราะมีเวลาไม่พอ

จริงๆ เวลาไม่ได้หดหายไปไหนหรอกครับ 1 วัน ก็ยังมีอยู่ 24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงมี 60 นาที ครบเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างมันรีบเร่งมากขึ้นจนทำให้เราทำอะไรไม่ทัน สุดท้ายเราก็เลยรู้สึกว่าเวลาของเรามีน้อยลง ความรีบเร่งแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกมันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับ

มหาวิทยาลัยเฮิร์ต ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษได้ทำการวิจัยก็พบว่า คนเมืองอย่างเราๆ ใช้ชีวิตเร่งรีบมากขึ้นโดยการศึกษาจากความเร็วในการเดินครับ เขาพบว่า ปัจจุบันคนเดินเร็วขึ้นประมาณร้อยละ 10 ของความเร็วที่เราใช้เดินกันในช่วง พ.ศ. 2537 และสิงคโปร์นั้นคือประเทศที่มีการเพิ่มความเร็วในการเดินสูงที่สุดคือประมาณร้อยละ 30 ของความเร็วในการเดินในอดีต

หลายคนบอกว่า ดีสิจะได้รีบเร่งออกไปทำงานหรือบางคนอาจบอกว่า เพราะประเทศเขาเป็นแบบนี้ถึงทำให้สิงคโปร์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนทบจะซื้อประเทศไทยได้แล้ว

สิ่งนี้อาจจริงแต่ไม่ทั้งหมดครับ อีกมุมหนึ่งเขาพบว่า ประเทศเหล่านี้จะต้องจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งที่ได้มาเยอะเหมือนกัน แต่ไมได้จ่ายเป็นเงินครับ สิ่งที่เขาต้องจ่ายไปเพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขาก็คือ ประชาชนเครียดมากขึ้น เกิดโรคที่มากับความเครียดมากขึ้น ไม่ว่าจะโรคหัวใจ ความดันโลหิต โรคซึมเศร้า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมถูกทำลายมากขึ้น มลภาวะต่างๆ มากขึ้น วิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา ทั้งปัญหาด้านเด็กและเยาวชน ปัญหาครอบครัว การหย่าร้าง ปัญหาอาชญากรรม และที่สำคัญก็คือ ประชาชนของเขารู้สึกว่า วิถีชีวิตแบบนี้มันทำลายความเป็นมนุษย์ ทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตสินค้าและบริการไม่หลงเหลือสิ่งที่เรียกว่า คุณค่าหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ท้ายที่สุดสิ่งที่ประเทศเหล่านี้ได้รับก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่สูญเสียไปหลายประเทศเริ่มหันมาทบทวนวิธีคิดในการพัฒนาประเทศกันใหม่ทำนองว่าจะดิ้นรนมากมายทำไม เพราะแทนที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข กลับสร้างความทุกข์ให้แทน กระแสเรียกร้องวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีสุขที่ฝรั่งใช้คำว่า “Slow Life” จึงเกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ หลายปีก่อนผมมีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวนี้แล้ว คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่พอใจกับการทำงานไม่เต็มเวลา เริ่มให้ความสำคัญกับวันหยุดมากกว่าเงินค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในอาชีพที่มาจากการทุ่มเทให้กับงานไม่โงหัวหรือที่พวกเราเรียกกันว่า “workaholic” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในอดีตของคนทำงานในญี่ปุ่นเขามองวิถีการทำงานนี้ว่าเป็นวิถีของคนรุ่นใหม่ที่มองทุกอย่างในชีวิตว่ามีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน แทนที่จะให้ความสำคัญเฉพาะกับเรื่องงานอย่างเดียว

ปัจจุบันมีเมืองใหญ่หลายเมืองในญี่ปุ่นที่ผู้บริหารของเมืองประกาศให้ “Slow Life” หรือ “วิถีชีวิตที่เรียบง่าย” เป็นนโยบายสำคัญของท้องถิ่นของเขา

แนวทาง “วิถีชีวิตที่เรียบง่าย” หรือ “Slow Life” สไตล์ญี่ปุ่นก็ไม่มีอะไรมากครับ เขาพยายามให้ประชาชนหันกลับมาสู่วิถีของความเป็นญี่ปุ่นที่เรียบง่ายนั่นเอง ผมขอยกตัวอย่างเมืองๆ หนึ่งชื่อคาเกะกาว่า อยู่ในจังหวัด ชิซูโอกะ มาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันเมืองนี้เขาประกาศตัวเองเป็น “Slow Life City” โดยมีข้อปฏิบัติสำหรับประชาชน 8 ประการคือ
1. Slow Pace สร้างจังหวะให้ชีวิตช้าลงโดยมีการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาเดินแทนการใช้รถยนต์ ซึ่งดีต่อสุขภาพและยังช่วยลดอุบัติเหตุการจราจร

2. Slow Wear รณรงค์ให้ประชาชนสวมใส่ผ้าชุดพื้นเมืองเพราะมันคือคุณค่าความเป็นญี่ปุ่น

3. Slow Food ทุกคนรับประทานอาหารญี่ปุ่น ปฏิเสธอาหารจานด่วนที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ

4. Slow House อยู่บ้านแบบญี่ปุ่นที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ

5. Slow Industry เขาจัดการรณรงค์ให้ประชาชนดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การทำฟาร์มไร่น่า หรืออุตสาหกรรมจะต้องไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของเมือง

6. Slow Education คือการให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลป์ วิถีแห่งชีวิตและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมมากกว่าความเป็นเลิศทางการศึกษา

7. Slow Aging มุ่งไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาว มีคุณค่าสง่างาม

8. Slow Life ทุกคนจะดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้นของสังคมของเขา
หันกลับมาที่บ้านเรา ต้องบอกว่าเราโชคดีมากครับ เพราะเรามีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงชี้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว แนวคิด “Slow Life” ของประเทศญี่ปุ่นผมคิดว่ามันก็งั้นๆ ไม่ได้ล้ำลึกอะไรมาก แต่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวของเราสิครับ ครอบคลุมแทบจะทั้งหมด ทั้งหลักคิด หลักความพอดี หลักความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงโดยตั้งอยู่ภายใต้หลักของคุณธรรม และการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาผมคิดว่า นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถต้านทานกับความเร่งรีบของชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวี่วัน และเราก็เริ่มจะรู้สึกแล้วว่ามันเข้ามาบีบคั้นชีวิตของเราอย่างไร

ครับ ปีใหม่แล้ว มาเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่กันด้วยระบบแนวคิดชีวิตที่พอเพียงกันดีกว่า.


(update 3 เมษายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 300 มกราคม 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600