ราคายาแพง


ทำไมค่ายา.......แพงจัง ?

ยิ่งภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงเหมือนทุกวันนี้ ที่ข้าวของต่างๆพากันพาเหรดขึ้นราคาตามราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู น้ำมันพืช น้ำตาล ฯลฯ ยิ่งทำให้ประชาชนผู้บริโภคจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

ราคายาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ป่วยและญาติให้ความสำคัญ เพราะนับวันยาก็จะมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะยาใหม่ๆ ที่ราคาต่อเม็ดก็เป็นหลักสิบบาท จะหาราคาเม็ดละบาทสองยาทคงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาประจำติดต่อกันตลอดยิ่งแล้วต้องคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าเจ็บป่วยเพียงโรคเดียวก็มีภาระค่ายาน้อยหน่อย แต่ถ้าเป็นหลายโรคและแต่ละโรคก็ลุกลามมีความรุนแรงมากขึ้นก็จะต้องใช้ยาหลายขนาน หลายชนิด เพื่อบรรเทาบำบัดรักษา ควบคุมอาการหลายโรคให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของเรา ค่าใช้จ่ายเรื่องยาก็จะมากขึ้นเป็นทวีคูณ


มากหมอ มากความ หลายโรค หลายราคา (แพง)

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายเรื่องยาจะมากจะน้อย หรือเป็นภาระมากน้อยขนาดไหนจะขึ้นอยู่กับโรคที่เป็น ว่าเป็นโรคชนิดใด เป็นอยู่กี่โรค และในแต่ละโรคมีความรุนแรงในระดับใด

ถ้าเป็นโรคง่ายๆ รักษาให้หายได้เองและราคายาค่ารักษาไม้แพง ก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าน้อย เช่น โรคหวัด ที่มีสาเหตุจากโรคไวรัสที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขอให้รักษาตามอาการและพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำบ่อยๆมากๆ ไม่เกิน ๕-๗ วันก็จะหายเป็นปกติ จะมีค่ายาบ้างก็อาจจะเป็นค่ายาลดไข้แก้ตัวร้อนพวกยาพาราเซตามอล ยาลดน้ำมูกคลอร์เฟนิรามีน เล็กๆน้อยๆ ไม่กี่สตางค์ ก็จะบรรเทาให้หายได้เอง

แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น โรคเหล่านี้รักษาให้หายขาดไม่ได้ ได้แต่บรรเทาอาการและควบคุมอาการไม่ให้ลุกลามรุนแรงมากขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เกิดอันตราย ทำความเสียหายให้แก่ร่างกาย เกิดอาการผิดปกติร้ายแรงได้

ตัวอย่างเช่น โรคความดันเลือดสูง ถ้าไม่ปฏิบัติตัวดูแลตนเองและ/หรือไม่กินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจทำให้ระดับความดันเลือดของร่างกายของผู้ปาวยคนนั้นสูงเพิ่มขึ้นจนเกิดอันตรายได้ ทำให้เกิดหลอดเลือดในสมองแตก เกิดเป็นอัมพฤกษ์และอัมพาตได้ ซึ่งเป็นเรี่องที่ร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิต หลายคนโชคดีอาการไม่รุนแรงมากและ/หรือ รักษาได้ทันกาล ก็กลับมาใช้ชีวิตได้ไกล้เคียงปกติ แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในทางตรงกันข้ามถ้าไม่โชคดี ต้องเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ใช้ชีวิตทำงานไม่ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เสียทั้งสุขภาพ ค่าใช่จ่าย และคุณภาพชีวิต ซึ่งถ้าระมัดระวังตัว ดูแลรักษาตนเองและใช้ยาตามแพทย์สั่งก็จะป้องกันไม่ให้อาการของโรคลุกลาม และไม่ต้องประสบกับโรคแทรกซ้อน ที่รุนแรงดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง จึงต้องใช้ยาเป็นประจำตามแพทย์สั่ง เพื่อควบคุมอาการไม่ให้รุนแรงและเกิดอันตรายได้ ห้ามหยุดยาเองโดยพลการ ในกรณีนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องยามีราคาสูง ตามจำนวนยาที่ต้องใช้เป็นประจำ

ดังนั้นจึงสมกันพุทธศาสสุภาษิตที่ว่าอโรคยา ปรมา ลาภา คือ ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ผู้อ่านจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ระมัดระวังตัว รักษาดูแลสุขภาวะ สุขภสพของตนเองให้พอเพียง อย่างทางสายกลาง ไม่หนักหรือเบาเกินไป ด้วยการปฏิบัติตนที่ดี หมั่นสังเกตดูแลตนเอง รักษาสุขอนามัยที่ดี จะได้มีสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรคา และประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

หลังจากพาเที่ยวไปไกล ขอกลับมาที่คำถาม ทำไม? ..ราคายา..ถึง...แพงจัง

เรื่องราคายาถูกหรือแพงนี้ที่สำคัญขึ้นอยู่กับสถานที่จ่ายยา ขอเข้าใจเองว่า ผู้ถามคำถามนี้คงได้ยาจากโรงพยาบาลเอกชน เพราะเป็นสถานที่รักษาที่มีการตระเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้พร้อมให้บริการ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงท และแสวงหากำไร ทำให้ราคายาสูงกว่าราคาทั่วไป จากความเห็นของผู้เขียนขอเรียนลำดับราคายา (สำหรับยาชนิดเดียวกันจากราคาสูงไปต่ำ) ดังนี้

“โรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าคลีนิคเอกชน สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล และร้านยา”

ดังปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งพบว่า ราคายาจากโรงพยาบาลเอกช่แพงมาก บวกเพิ่มกำไรถึงร้อยละ ๒๐๐ และเข้าใจว่า ราคาสูงกว่าป้ายราคาที่ติดมากับกล่องอีก (ซึ่งบวกกำไรมาแล้ว) ทำให้เกิดการโวยวายของผู้ป่วยและเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

ไม่ใช่ว่าราคายาจะเป็นปัญหาเฉพาะกับตนเท่านั้น มีเวบไซต์หนึ่งที่เจ้าของบ่นเรื่องราคายาของคลินิครักษาสัตว์ ที่ระบุว่า พาสัตว์เลี้ยงไปหาสัตวแพทย์และได้ยาน้ำอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ราคาขวดละ ๖๐-๙๐ บาท แต่ถ้าซื้อจากร้านขายยาขวดละ ๑๘-๒๑ บาท จะเห็นได้ว่า เรื่องราคายาแพงไม่ได้ทำความเดือดร้อนเฉพาะกับคนเท่านั้น แต่ลุกลสมไปถึงสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของมนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ล้วนเดือเร้อนไปหมด

กาณีนี้ จึงขอเสนอแนวทางง่ายๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องยาและให้เกิด..การใช้ยาพอเพียง ด้วย ๓ คำถามง่ายๆ ดังนี้
๑. จำเป็นไหม ?
๒. วิธีใช้เมื่อใด ?
๓. ที่ไหนราคาถูก ?

ยาเหล่านี้...จำเป็นไหม ?

เมื่อได้รับยาจากแพทย์หรือเภสัชกร ควนสอบถามกับผู้จ่ายยาทุกครั้งว่า ชื่อผู้ป่วยถูกต้องหรือไม่ และยาแต่ละชนิดใช้รักษาหรือบรรเทาอาการอะไร เพื่อที่จะตรวจความถูกต้องของยาและความจำเป็นในการใช้ยาของเรา ให้ได้ยาที่ถูกต้องและจำเป็นในการรักษาโรคของเราเท่านั้น

ถ้าพบยาที่ไม่จำเป็นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อปรับลดให้เหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดอันตรายที่อาจเกิดจากโรคยาทำได้อีกด้วย


ยาเหล่านี้....ควรใช้เมื่อใด ?

อีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยและทำให้สิ้นเปลืองหรือเกิดอันตรายได้ คือ ยาแต่ละชนิดนั้น ควรใช้เมื่อใดเพราะยาบางชนิดต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอห้ามหยุดยาเองแม้จะไม่มีอาการของโรคแล้วก็ตาม แต่ยาบางชนิดใช้เมื่อมีอาการเท่านั้นเพราะเป็นยารักษาตามอาการ นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาปฏิชีวนะที่ต้องกินจนครบตามแพทย์สั่ง เมื่อคนบแล้วก็ไม่ต้องใช้เพิ่มเติมอีก ดังนั้นถ้าพบว่าเป็นยา ๒ กลุ่มหลังทั้งที่เป็นยารักษาตามอาการหรือเป็นยาปฏิชีวนะ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องกันตลอดให้เกิดการสิ้นเปลืองและอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาได้


จะซื้อยาที่ไหน.....ให้ได้ราคาถูก ?

จากที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า “โรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าคลินิคเอกชนสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลและร้านยา” เป็นหลักกว้างๆที่พบว่า รารายาจากร้านยาและโรงพยาบาลของรัฐจะถูกกว่าที่โรงพยาบาลของเอกชนซึ่งในระหว่างโรงพยาบาลของรัฐกับร้านยา พบว่า ราคาบางชนิดที่โรงพยาบาลรัฐก็ถูกกว่า และในบางชนิดที่ร้านยาก็จะถูกกว่า

นอกจากนี้ยังสามารถแยกแยะลักษณะการซื้อที่ร้านยาได้เป็น ๒ ชนิดย่อย คือ ซื้อจำนวนน้อย กับซื้อจำนวนมากที่เรียกกันติดปากว่า “ยกโหล....ถูกกว่า” ถ้าซื้อครั้งละ ๕ เม็ด ๑๐ เม็ด ก็อาจจะสูงกว่าซื้อครั้ง ๑๐๐ เม็ด

“หาข้อมูลราคายาจากหลายแหล่ง..มาเปรียบเทียบกัน”

แต่ข้อสังเกตคำแนะนำเหล่านี้เป็นหลักกว้างๆ ซึ่งทางที่ดีควรหมั่นสังเกตหรือบันทึกราคาต่อหน่วยไว้ และซักถาม “หาข้อมูลจากหลายแหล่ง และนำมาเปรียบเทียบกัน” ถ้าที่ใดถูกกว่าก็เลือกซื้อจากแหล่งนั้นก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้

เรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องยานี้สามารถปรึกษากับแพทย์ที่ให้การรักษาได้ แพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน จำนวนมากที่ช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการให้ผู้ป่วยชำระเฉพาะค่ารักษา และให้ใบสั่งยากับผู้ป่วยมาซื้อเองก็ได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก

ขอยกตัวอย่างญาติผมคนหนึ่งป่วยหล่ายโรครักษาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งมาหลายปี แต่ละครั้งต้องจ่ายค่ายากว่าหมื่นบาท ญาติผู้ป่วยคนนี้มาปรึกษาที่ร้านยา เนื่องจากเป็นญาติพี่น้องกันเลยคิดราคาทุนให้ พบว่าค่าใช้จ่ายค่ายาที่ทางกระผมดูแลให้คิดเป็นเพียง “๑ ใน ๓” จองที่เคยจ่ายให้กับโรงพยาบาลญาติของกระผมครรี้แฮปปี้มากและสั่งซื้อยาผ่านทางกระผมเป็นประจำทุกเดือนเลย แถมบางครั้งจะลดยอดจำนวนเงิน โดยของซื้อที่ละครึ่งหนึ่งก็ยังได้ นับว่าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี

ฉบับนี้ขอคุยกันเรื่องราคายาเท่านี้ก่อน ถ้าผู้อ่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับยา ขอเชิญส่งความคิดเห็นมาที่กองบรรณาธิการทั้งทางไปรษณีย์ และทางอีเมลล์ ได้ที่ mcbmag@doctor.or.th


(update 26 พฤษภาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๓๕๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600