ดูแลใจไม่ให้ซึมเศร้า


“คุณเป็น 1 ในคนไทย 1.2 ล้านคนที่กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า”

อย่าเพิ่งปฏิเสธ เพราะถ้าคุณเคยเครียด หงุดหงิด ซึม คุณก็มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้แล้วค่ะ

เพราะโรคซึมเศร้าส่งผลต่อจิตใจโดยตรง ทำให้รู้สึกหดหู่ ขาดความสนใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว แม้แต่คนรอบข้างในครอบครัว และถ้าเป็นรุนแรงโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง โอกาสในการฆ่าตัวตายก็สูงขึ้น

และตัวอักษรต่อไปนี้ คือคำตอบและวิธีแก้ไข เพื่อช่วยคุณดูแล “ใจ” ให้ห่างไกลโรคนี้ค่ะ


ภาวะซึมเศร้าและโรคซึมเศร้า

ปกติคนเราจะมีอารมณ์เศร้าเกิดขึ้นได้ เรียกว่าภาวะซึมเศร้า ถ้าเป็นระดับปกติอารมณ์นี้จะอยู่เพียงไม่นานแล้วก็หายไปเมื่อเราสามารถจัดการกับอารมณ์เศร้าของตัวเองได้ค่ะ

แต่ถ้าปล่อยให้เป็นต่อเนื่องและยาวนาน มันจะทับถมจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมีระดับความรุนแรงต่างกันมาก เพราะนอกจากจะมีความเศร้าเกิดขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบรุนแรงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีผลกระทบต่องาน ผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงก่อให้เกิดการคิดฆ่าตัวตายค่ะ

กรมสุขภาพจิตได้สำรวจอัลตราความชุกของโรคซึมเศร้า เป็นปัญหาสุขภาพจิตระดับต้นที่ต้องได้รับการแก้ไข พบว่าคนไทยทั้งหญิงและชายเป็นโรคซึมเศร้าถึง 5-18% ของประชากรทั้งหมด

นอกจากนี้ยังพบว่าการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 8 และใน 10 อันดับแรกของคนไทยนั้น มีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้าถึง 50% ค่ะ


สาเหตุ... เหนือการควบคุม

ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดถึงสาเหตุของโรคซึมเศร้า แต่ก็มีงานวิจัยที่บอกว่าเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยหลักต่อไปนี้
1. กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัว หรือญาติพี่น้องเป็นโรคซึมเศร้า จะมีโอกาสเกิดได้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.5 หรือ 2 เท่า ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบว่ามีพันธุกรรมหรือยีนตัวไหนที่อธิบายเรื่องนี้ได้

2. สารเคมีในสมอง ทำงานผิดปกติค่ะ โดยเฉพาะสารเคมี 2 ตัวนี้คือ Serotonin และ Norepinephrine ที่มีปริมาณลดต่ำลง

3. ลักษณะบุคลิกภาพ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย เช่น คนที่มีบุคลิกมองโลกในแง่ร้าย หรือว่ามองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ซึ่งในทางการแพทย์มักพบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบใช้อารมณ์เยอะๆ จะมีการตอบสนองต่ออารมณ์ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งคนเหล่านี้อาจมีแนวโน้มเครียดได้ง่าย
ทั้ง 3 ข้อดังกล่าวเป็นปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งสภาพสัมในปัจจุบันก่อให้เกิดความเครียดไดง่าย ก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้โอกาสเกิดโรคซึมเศร้ามากขึ้น นั่นหมายความว่า หากลดความเครียดลงได้ จะสามารถลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าได้เช่นกันค่ะ


ผู้หญิงเสี่ยงซึมเศร้ามากกว่า !

โรคซึมเศร้านั้นเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย... เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยชรา และพบว่าผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า โดยปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาจาก...
1. ฮอร์โมนเพศหญิงจะส่งผลต่ออารมณ์

2. บุคลิกในการตอบสนองต่อความเครียด ผู้หญิงจะใช้อารมณ์ตอบสนองต่อความเครียดในรูปแบบที่แตกต่างจากชาย
ส่วนวัยที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือประมาณ 35-45 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 40 ปี ที่เรียกว่า MID-LIFE CRISIS ซึ่งมักมีการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่การงาน ครอบครัว ที่ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด และภาวะซึมเศร้าได้

  • ซึมเศร้าในแม่หลังคลอด

    หลังคลอดผู้หญิงซึ่งเป็นคุณแม่อาจมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมี 2 ลักษณะด้วยกัน เป็นภาวะซึมเศร้าปกติที่เรียกว่า เบบี้บูลส์ (baby blues) คืออารมณ์เศร้าเกิดขึ้น จะมีอาการหงุดหงิดง่ายแม้เรื่องเล็กน้อย จะรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่าย

    แต่หากเป็นโรคซึมเศร้าจะเป็นระยะเวลานาน หมายถึงจะต่อเนื่องไปอย่างน้อย 2 อาทิตย์ และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น

    อาการที่แสดงออก เช่น ไม่ยอมเลี้ยงลูก หรืออาจมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายลูก คือจะรุนแรงขึ้นซึ่งเป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่เรียกว่า Postpartum Depression ซึ่งแพทย์อาจรักษาด้วยยาเป็นเวลา 3 เดือน ปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้ร่วมกับการให้นมลูกได้

    แต่โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำว่าถ้ากินยาก็ไม่ควรให้นมลูก เพราะยาทุกตัวสามารถผ่านทางน้ำนมแม่ได้

    การที่แม่หลังคลอดมีภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้า อาจเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศหญิง อย่างเอสโตรเจน หรือโปรเจสเตอโรน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บวกกับภาระหน้าที่หรือบทบาทของความเป็นแม่ ไม่ว่าจะเป็นการอดนอนเพื่อเลี้ยงลูก หรือกังวลในการเลี้ยงลูก เหล่านี้ล้วนส่งผลให้คุณแม่เกิดความเครียดขึ้นได้ทั้งสิ้น

    ซึ่งผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยคุณแม่คือคุณพ่อนั่นเอง เช่น การช่วยเลี้ยงลูกกลางคืน เพื่อให้คุณแม่ได้พักบ้าง สลับเวลากัน หรือหากคุณแม่ที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงหลังคลอดเนื่องจากฮอร์โมน คุณพ่อก็ต้องเห็นใจและเข้าใจว่า สิ่งที่เกดขึ้นกับคุณแม่นั้นเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง อาจพูดคุยกัน เพื่อให้คุณแม่ลดความเครียดลง ซึ่งจะช่วยให้ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดหายได้เร็วขึ้น

    ให้ลูกกินนมแม่ ลดซึมเศร้าได้
    หลังคลอดปริมาณฮอร์โมนจะลดลงอย่างกะทันหัน ขณะที่ฮอร์โมนเกี่ยวกับการสร้างน้ำนมแม่กลับเพิ่มมากขึ้น

    ดังนั้น หากให้ลูกดูดนมม่า สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งน้ำนม ซึ่งมีสารความสุขอยู่ด้วยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ที่ส่งผลให้เครียดและซึมเศร้าจะค่อยๆ ลดลง และกลับสู่ปกติในระดับเท่ากับฮอร์โมนผู้หญิงทั่วๆ ไป


  • โรคซึมเศร้าในเด็ก

    เนื่องจากปัจจุบันแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ทำให้พบเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น ต่ำที่สุดคือ 9 ขวบ ซึ่งมีปัจจัยการเกิดเหมือนๆ กัน คือความเครียดจากสาเหตุครอบครัว

    เด็กจะต่างจากผู้ใหญ่คือเด็กจะมีภาวะอารมณ์ที่บอบบางกว่า เมื่อมีเรื่องที่กระทบจิตใจ อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมนานจนเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย

    นอกจากนี้ยังพบว่าการสูญเสียพ่อแม่ก่อนอายุ 11 ปี และปัจจัยจากความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ล้วนกระตุ้นให้เด็กเกิดโรคซึมเศร้าทั้งสิ้น

    การสังเกตโรคซึมเศร้าในเด็กนั้นจะยากกว่าในผู้ใหญ่ค่ะ เพราะผู้ใหญ่สามารถบอกได้ว่ารู้สึกเศร้า รู้สึกไม่สบายใจ แต่เด็กๆ มักออกมาเป็นปัญหาพฤติกรรม เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียน ก้าวร้าว หรือเด็กบางคนอาจจะออกมาเป็นอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัวบ่อยๆ มีอาการปวดท้องบ่อยๆ เป็นต้น
ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตว่าลูกมีปัญหาซึมเศร้าหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องรีบพามาพบแพทย์เด็กเพื่อติดตามดูอาการให้แน่ใจ รวมทั้งหาวิธีป้องกันและรักษาให้ถูกต้องด้วยค่ะ


การดูแลรักษา
  • ยาต้านเศร้า+ทำจิตบำบัด ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าโดยการใช้ยาต้านเศร้าหรือยาแก้เศร้า เป็นตัวหลักที่แพทย์ในบ้านเราใช้กัน เพราะเชื่อว่าจะสามารถปรับสมดุลของสารเคมีในสมองให้กลับสู่ระดับปกติ ร่วมกับการรักษาโดยจิตบำบัดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการใช้ยาจะได้ผลประมาณ 70-80% วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ยาร่วมกับการจิตบำบัดแบบความคิดบำบัด ได้ผลมากกว่า 90%

    แต่ถ้าเป็นแค่ภาวะซึมเศร้า การไปพบแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาหรือที่เรียกว่าการทำจิตบำบัด โดยไม่ต้องกินยาก็ช่วยให้หายขาดได้ค่ะ

  • อาหาร...ต้านเศร้า อาหารเปรียบเสมือนสารเคมีที่ช่วยเสริมสมดุลในร่างกาย ซึ่งเรารู้แล้วว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นก็คือสารเคมีในสมอง ซึ่งสารเหล่านี้มีอยู่ในอาหารบางชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า และนมอุ่นๆ ซึ่งในคนทั่วไปกินตามปริมาณสารอาหารที่ควรจะได้ต่อวันก็พอแล้ว

    การกินอาหารประเภทถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ซึ่งมีสารอาหารคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิง แม้มีปริมาณไม่เยอะมาก แต่ก็ไม่ควรละเลยนะคะ

    นอกจากนี้การกินผัก กินผลไม้สดให้มาก ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารประเภทน้ำตาล แอลกอฮอล์ และคาเฟอีน แล้วก็นอนให้เร็วขึ้น ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกผ่อนคลายค่ะ

  • ออกกำลังกาย...รักษาสมดุล ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการเศร้า หากบวกกับอาการเศร้าที่มีผลมาจากฮอร์โมนเพศหญิง ไม่ว่าจะก่อนมีประจำเดือนหรือสาเหตุใดๆ ก็ตาม การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ควรทำ

    ซึ่งจริงๆ แล้วการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลให้อารมณ์ดี แม้การออกกำลังกายจะไม่ได้ส่งผลต่อฮอร์โมนเพศโดยตรง แต่เวลาที่เราออกกำลังกายจะมีสารเคมีที่เรียกว่าสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเยอะมากค่ะ ดังนั้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ หากฮอร์โมนจะลดหรือเพิ่มก็ไม่ขึ้นหรือลงแบบฮวบฮาบมากจนเกินไปค่ะ

  • มองมุมบวก ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวทำให้เกิดภาวะเครียด โดยทั่วไปคนที่มองโลกในแง่ร้าย จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย คนที่มีบุคลิกแบบนี้จะรับกับปัจจัยกระตุ้นเข้ามาได้เยอะกว่าคนทั่วไปค่ะ

    วิธีที่ง่ายที่สุดคือการมีมุมมองที่ดี หรือมีความคิดทางบวก คนเราสามารถมีอารมณ์เกิดขึ้นได้ แต่หากสามารถควบคุมอารมณ์ ความโกรธ ความหงุดหงิดและพยายามควบคุมให้มันลดลงเร็วขึ้น หรือไม่ให้มีปัจจัยกระทบต่อคนอื่นก็จะเป็นสิ่งที่ดี
ดังนั้น หากรู้สึกเครียด การได้พูดในสิ่งที่อึดอัดใจให้เพื่อนหรือญาติสนิทฟัง จะเป็นทางระบายความเครียดได้อย่างดี ยิ่งถ้ารู้สึกโศกเศร้า ก็ต้องฝึกต่อสู้กับความโศกเศร้าด้วยทัศนคติที่ดี อาจจะเขียนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นค่ะ


คุณคือคนสำคัญ

เพราะหากสามารถสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในครอบครัว เพื่อนหรือคนใกล้ตัว รวมทั้งตัวเราเองได้เร็ว การแก้ไขก็จะเร็วตามไปด้วยค่ะ

ซึ่งคุณสามารถ สังเกตได้จาก 3 พฤติกรรมต่อไปนี้ที่มักจะเกิดกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
1. อารมณ์เปลี่ยนแปลง จากที่เคยเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน อาจเปลี่ยนไปหรือบางทีอยู่ๆ ก็อาจเดินเข้ามาบอกเลยว่าเขาไม่สบายใจ รู้สึกหดหู่นะ รู้สึกเศร้า หรือรู้สึกเครียด นี่คืออารมณ์ที่เปลี่ยน บางคนอาจจะหงุดหงิดมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เป็นคนใจเย็น ก็จะหงุดหงิดมากขึ้น ซึ่งก็คืออารมณ์เปลี่ยนไปรวดเร็ว

2. ความคิด อาการคิดช้าลง ความจำและสมาธิไม่ดี อาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย หรือมีแผนการที่จะทำร้ายตัวเอง ซึ่งจะต้องมีการพูดคุย และสอบถามความรู้สึก ถ้าดูแล้วว่าอารมณ์เขาเริ่มเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน เริ่มเบื่อ ท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า รู้สึกว่าโลกมันแย่ไปหมด ทุกๆ อย่างแย่ไปหมด อาจต้องถามค่ะว่า คิดถึงขั้นฆ่าตัวตายไหน ตรงนี้สำคัญนะคะ เพื่อจะได้ป้องกันไว้ก่อน

3. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง การทำงานของคนที่เริ่มมีอาการซึมเศร้าจะเริ่มลดลง สมาธิไม่ดี ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลง เริ่มแยกตัวไม่สนใจที่จะทำงานหรือลาออกจากงาน
หากคนในครอบครัว คนรอบข้าง หรือแม้แต่ตัวเราเอง มีพฤติกรรมข้างต้น ต้องรีบพาไปปรึกษาแพทย์นะคะ


สำคัญต้องกล้ายอมรับ

ถ้าคุณกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คุณจะทำอย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดใจยอมรับและสำรวจอารมณ์ว่าเป็นอย่างไร ความคิดเราเป็นแบบไหน ที่สำคัญหากพบว่ามีอาการที่อาจส่งผลต่อตัวเรา ต้องกล้าที่จะเดินไปปรึกษาจิตแพทย์ค่ะ

หลายคนกลัวว่าการเดินเข้ามาในโรงพยาบาลจิตเวชนั้นเป็นเรื่องที่น่าอาย กลัวคนจะว่าเป็นโรคจิต ซึ่งคนไข้ทางจิตเวชไม่ใช่แค่เฉพาะโรคจิตนะคะ การที่มีปัญหาทางอารมณ์ที่คิดไม่ตกหรือว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไปปรึกษาจิตแพทย์ และไม่ต้องกลัวว่าสังคมจะไม่ยอมรับ

ดูอย่างดาราฮอลลีวู้ด เช่น กวินเน็ท พัลโทรว์ เธอก็เคยตกอยู่ในอาการซึมเศร้าเมื่อ 7 ปีที่แล้ว หรือแม้แต่นางเอกจากภาพยนตร์ Princess Diary แฮนน์ แฮทาเวย์ ที่เพิ่งออกเปิดเผยว่าเธอกำลังต่อสู้อยู่กับภาวะซึมเศร้า และตอนนี้ก็กำลังทนทุกข์กับอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า

เป็นการบอกให้รู้ว่าต้องการให้สังคมรับรู้ เพื่อจะได้รับการดูแลและเข้าใจ

คนที่เป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว แล้วไม่บอกใคร โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ก็จะยังงงอยู่ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงเศร้าอยู่ตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาแล้วโลกมันมืดหมดเลย ไม่อยากอยู่แล้ว ถ้าเราได้ทำความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ก็จะสามารถทำให้เราผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดของทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ปัญหา อันดับแรกคือต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็หาวิธีแก้ไข และหาวิธีป้องกันไม่ให้ปัญหาใหม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการยอมรับ และรู้ทันการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เพื่อจะได้มีสุขภาพใจที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเราเอง และสมาชิกในครอบครัวของเราด้วยค่ะ

*** Check ภาวะซึมเศร้า ได้ในนิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 307 สิงหาคม 2551


(update 13 มกราคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 307 สิงหาคม 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600