ไอทีสมองและความเป็นมนุษย์


ชีวิตของเราทุกวันนี้หนีไม่พ้นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ไอที” ตั้งแต่ตื่นจนถึงหลับและตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เรารู้สึกว่า “ไอที” ช่วยทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น เราต่างคุ้นชินกับมัน ใช้ประโยชน์จากมัน จนหลายคนรู้สึกว่ามันคือผู้ช่วยคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ เราค้นหาโทรศัพท์เพื่อนได้เพียงแค่กดปุ่มไม่กี่ปุ่ม จากเดิมที่ต้องพลิกสมุดบันทึกเป็นเล่มๆ

เราค้นหาความรู้ต่างๆ จากทั่วโลกได้ในชั่วพริบตา เพียงแค่พิมพ์สิ่งที่อยากรู้ลงไป จากเดิมที่ต้องไปหมกตัวอยู่ในห้องสมุดเป็นวันหรือหลายๆ วัน

มันทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของเราหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปจากเดิม

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าภายใต้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นนี้ เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง

นิตยสาร Scientific American Mind ฉบับประจำเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2551 ได้รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสมองมนุษย์ เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำไว้น่าสนใจมากทีเดียว

“ไอที” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงแค่การดำเนินชีวิตของเราเท่านั้น หากแต่เปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งโครงสร้างของสมองเราเลยทีเดียว

เพียงแค่การใช้คอมพิวเตอร์วันละหนึ่งชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน มันก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองในส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การเชื่อมโยงข้อมูลความคิด และประสาทสัมผัสเข้าด้วยกันของเราได้

สมองส่วนนี้คือสมองส่วนหน้าสุดด้านบนซ้าย Lt. Dorsolateral Prefrontal Cortex

การใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการเลื่อนจอขึ้นลงเพื่อสืบค้นหาข้อมูลต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่เราเห็นจากจอได้ดีขึ้นเรื่อยๆ สมองเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาพต่างๆ ที่เราเห็นในจอคอมพิวเตอร์ดีขึ้น

โดยสรุปก็คือความสามารถในส่วนนี้ของเราจะมีความไวขึ้น นี่คือข้อดีของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาพบว่ามันจะตามมา ก็คือมันมีผลต่อความสนใจ (Attention) ของเรา เขารายว่าขณะที่เราสนุกกับการหาเจาะและตามติดข้อมูลที่เราอยากรู้ เราจะมองเฉพาะข้อมูลในส่วนที่เราสนใจข้อมูลอื่นๆ จะถูกมองข้ามทั้งๆ ที่มันก็อยู่ในจอตรงหน้าเรานั่นเอง แต่เราก็ไม่สนใจ เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้นานๆ เข้า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองเกิดภาวะ “ความสนใจบางเรื่องอย่างต่อเนื่อง” หรือ “Continuous partial Attention” ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อคุณภาพของสมองในระยะยาว เพราะในชีวิตของคนเรานั้นมีความจำเป็นที่จะต้องสนใจในหลายๆ เรื่อง เพราะอาจมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราเมื่อไหร่ก็ได้

การที่เราฝึกตนเอง โดยการใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดภาวะสนใจเพียงบางส่วน บางเรื่อง น่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของเราได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กๆ ที่จำเป็นจะต้องได้รับการปูพื้นฐานให้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองหันกลับมามองตัวเราเองดูสักนิดครับว่านอกจากประโยชน์ที่เราได้รับจาก “ไอที” แล้ว เราเสียอะไรให้กับมันไปบ้าง

ผมเชื่อว่าขณะนี้หลายคนสามารถจำเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญๆ ได้เพียงไม่กี่เบอร์ เมื่อไหร่โทรศัพท์เสีย แบตเตอรี่หมด หรือโทรศัพท์หายก็เรียกว่าเป็นเรื่องเลย เพราะแทบจะไม่ติดต่องานได้ อีกหลายๆ คนคิดเลขไม่ได้หากไม่มีเครื่องคิดเลข แม้จะเป็นตัวเลขน้อยๆ ก็ตามเพราะใช้เครื่องคิดเลขจนเคยชิน สมองไม่ได้ถูกใช้งานเลย

ตัวอย่างที่เล่าหากจะบอกว่ามันคือความเสียหายที่ได้รับจากการที่เราใช้ “ไอที” เสียจนเคยตัวก็น่าจะใช่ แต่สิ่งที่นักวิจัยกลุ่มนี้เขามีความกังวลมากก็คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเพราะการใช้ “ไอที” มากไปก็ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนเราด้วย

ทุกวันนี้เรานิยมอวยพรปีใหม่ อวยพรวันเกิด หรือแม้แต่แสดงความยินดีต่อกันในวาระต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือระบบ SMS มากขึ้นเพราะมันสะดวก ช่วงปีใหม่ผมก็ได้รับ สคส. ที่เป็นกระดาษและการอวยพรน้อยลงแต่ SMS อวยพรปีใหม่รับแทบไม่ทัน แถมเป็นบริการแบบ “ยกพวง” ด้วย คือแค่บอก ประเดี๋ยวระบบไอทีบริษัทโทรศัพท์เขาจัดการให้เอง รับรองครบทุกเบอร์ที่อยู่ในบัญชี

ค่านิยมแบบนี้ทำให้คุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เราลดลง เพราะมันไม่สามารถแสดงออกถึงความรู้สึก สีหน้าท่าทาง หรือแม้แต่ความจริงใจที่มีต่อกันได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนกับการแสดงออกด้วยตัวเองต่อหน้าโดยตรง จะจับมือ จะจ้องตา จะใช้น้ำเสียงแสดงความจริงใจ ต่อกัน ล้วนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสำคัญคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างคนเรานั้น มันขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

เดือนนี้มีเทศการสงกรานต์ คือเทศการแห่งครอบครัว เป็นวาระที่เราจะแสดงความผูกพันที่มีต่อกัน อยากขอร้องคุณพ่อคุณแม่ทุกคนพาลูกไปกราบคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ด้วยตัวเองให้ได้ อย่าเพียงแค่โทรศัพท์หรือ SMS ไปหาท่าน

เพราะเราต้องสอนลูกของเราให้รู้ว่าการแสดงออกเรื่องความรัก ความเคารพและกตัญญูต่อบุพการีนั้น ต้องแสดงออกทั้งกายและใจของเราและด้วยตัวของเราเอง ซึ่งมันคือสายใยสำคัญที่ยึดโยงความเป็นครอบครัวเข้าด้วยกัน นี่คือความเป็นมนุษย์และความเป็นคนไทยที่ “ไอที” ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ ลูกๆ ของเราจะได้ซึมซับ และจดจำแบบอย่างเหล่านี้ไปเมื่อถึงเวลาพวกเขาก็จะได้พาลูกๆ ของเขาปฏิบัติกับเราแบบนี้เช่นกัน


ใช้คอมพิวเตอร์แบบปลอดภัยต่อสุขภาพ
  • นั่งในท่าที่เหมาะสม ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20-30 นิ้ว หน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ประมาณ 20-26 องศา เพื่อป้องกันอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ ปวดหลัง หรือแสบตา

  • ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้มีแสงสว่างเหมาะสมคือ อาจใช้สกรีนติดหน้าจอเพื่อลดความจ้าของแสง ควรปรับภาพและตัวหนังสือให้ชัดเจนอยู่เสมอ

  • หมั่นทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ และควรจะพักสายตาหรือเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 20 นาที

  • หากมีเอกสารต้องดูประกอบการทำงาน ควรจัดวางไว้ใกล้ๆ กับจอคอมพิวเตอร์เพื่อลดการส่ายศรีษะไปมา และลดการเปลี่ยนระยะโฟกัสที่ต่างกันของสายตา
ความเป็นมนุษย์ ความเป็นไทย คือสิ่งที่เราจะต้องสอนลูกหลานของเราให้ยึดมั่นสืบต่อไป


(update 24 กรกฎาคม 2010)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.16 Issue 188 March 2009 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600