หลักประกันสำหรับลูก


สิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่กังวลมากที่สุด คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลูกและคงจะเป็นทุกข์อย่างมาก ถ้าลูกไม่แข็งแรงหรือเป็นโรคที่ร้ายแรง

ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนอย่างนี้ การที่ลูก (หรือพ่อแม่เอง) เจ็บป่วยถึงขนาดต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาจกระทบกับฐานะทางการเงินของทุกครอบครัวได้ ก็ค่ารักษาพยาบาลสมัยนี้ไม่ใช่ถูกๆ นะครับ แม้ว่าบางคนอาจจะมีสวัสดิการของที่ทำงานอยู่แล้ว... แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอ

วิธีที่จะป้องกันความเสี่ยงจากรายจ่ายฉุกเฉินแบบนี้ได้คือการซื้อประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพนั่นเองครับ


การซื้อประกันสุขภาพ

สำหรับประเทศไทย เราสามารถซื้อประกันสุขภาพได้จากบริษัทประกันภัยทั้ง 3 ประเภท คือ บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทประกันสุขภาพและบริษัทประกันชีวิตครับ สองประเภทแรกขายประกันสุขภาพให้กับเราได้โดดๆ แต่ประเภทสุดท้าย ต้องซื้อประกันชีวิตก่อน ถึงจะมีส่วนเพิ่มที่เป็นประกันสุขภาพโดยเฉพาะได้

การพิจารณาซื้อประกันสุขภาพนั้น มีหลักการเลือกง่ายๆ คือจำนวนเงินที่เราต้องการให้บริษัทประกันชำระแทน ถ้าลูกต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลักๆ ก็คือค่าห้องและค่ารักษาโดยรวมครับ ดังนั้น เราควรมีข้อมูลค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากโรงพยาบาลที่เราคาดว่าจะใช้ประจำไว้ก่อน เพื่อจะได้เลือกแผนประกันที่เหมาะสมได้ เช่น ถ้าโรงพยาบาลคิดค่าห้องพัก 4,000 บาทต่อคืน (เพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ) และเรามีสวัสดิการจากที่ทำงานที่จะชดเชยให้ 1,000 บาทต่อคืนอยู่แล้ว เราก็สามารถเลือกแบบประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองค่าห้องพักสูงสุด 3,000 บาทต่อคืนได้

ส่วนค่ารักษาพยาบาลโดยรวม ปกติบริษัทประกันจะกำหนดไว้ตามแผนว่าจ่ายให้ไม่เกินจำนวนนี้ต่อโรคต่อครั้งต่อปี เช่น แบบประกัน A คุ้มครอง 300,000 บาท แบบ B คุ้มครอง 500,000 บาท เป็นต้น

ค่าเบี้ยประกันที่เราจะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันนั้น จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เขาต้องคุ้มครองให้กับลูกเรา อายุปัจจุบันและเพศ โดยตอนเป็นเด็กทารก-เด็กเล็ก (อายุ 15 วัน - 5 ปี) เบี้ยประกันจะแพงที่สุด แล้วลดลงตอนช่วงอายุ 6 ขวบ - 35 ปี และจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนั้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัทประกันสุขภาพบริษัทหนึ่ง ตามตารางข้างล่างนี้ครับ


แบบประกัน
A B C
ความคุ้มครอง (บาท)
ค่ารักษาพยาบาลโดยรวม สูงสุดต่อโรค / ครั้ง / ปี
ค่าห้องปกติสูงสุดต่อวัน
ค่าผ่าตัดสูงสุดต่อโรค / ครั้ง
กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ

เบี้ยประกัน (บาท / ปี)
ชาย อายุ 15 วัน - 5 ปี
หญิง อายุ 15 วัน - 5 ปี
ชาย อายุ 21-35 ปี
หญิง อายุ 21 - 35 ปี

100,000
1,000
15,000
100,000


5,661
7,228
2,528
3,156

300,000
3,000
30,000
60,000


16,106
20,805
6,705
8,568

600,000
6,000
100,000
100,000


31,771
41,171
12,972
16,732


การซื้อประกันชีวิต

ตามหลักแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเลยที่พ่อแม่จะซื้อประกันชีวิตให้กับลูก เพราะการทำประกันชีวิตนั้น เป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อฐานะทางการเงินของผู้ที่มีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่คนที่เสียชีวิตไปแล้ว ดังเช่นเราทำประกันชีวิตไว้เผื่อว่าเราซึ่งเป็นผู้หารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว (คู่สมรส ลูกหรือคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณแล้ว) เกิดประสบเคราะห์กรรมเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือพิการถาวร ทำงานไม่ได้ ครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนเพื่อไปแบ่งเบาภาระทางการเงินแทนเงินที่เคยได้รับจากเรา

แต่ในกรณีของเด็กซึ่งยังไม่มีรายได้อะไร เสียชีวิตไป พ่อแม่ก็ยังสามารถหารายได้ให้กับครอบครัว จึงไม่ได้ถือว่าการมีประกันชีวิตเด็กนั้นเอาไว้ป้องกันความเสี่ยงใดๆ ยกเว้นในกรณีที่มีประกันสุขภาพเป็นส่วนเพิ่มอยู่ในประกันชีวิตด้วย แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า ถ้าอยากได้ประกันสุขภาพอย่างเดียว ก็สามารถหาซื้อได้เหมือนกันครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ามีหลายครอบครัวทำประกันชีวิตให้ลูก เพื่อใช้เป็นการออมเงินระยะยาว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ครับ คุณพ่อคุณแม่เหล่านี้คงคิดแล้วว่า...การจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ทุกปี เป็นระยะเวลา 10-20 ปี จะสามารถสร้างเงินเก็บไว้ให้กับลูกได้เป็นเงินก้อนใหญ่เมื่อเขาโตขึ้น และใช้ในการศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งผลตอบแทนและเงินก้อนที่จะได้เมื่อครบกำหนดนี้ ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ และแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นหนี้ ก็ไม่มีเจ้าหนี้ที่ไหนนำเอาเงินก้อนนี้ไปจากลูกได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าจะทำประกันชีวิตให้กับลูกนั้น นอกเหนือจากทุนประกันชีวิตที่จะกำหนดแล้ว ก็ต้องเลือกระยะเวลาที่จะชำระเบี้ยประกัน ระยะเวลาที่อยากให้บริษัทประกันเขาคุ้มครอง และตัดสินใจว่าจะให้บริษัทประกันชีวิตจ่ายเงินออกมาเป็นงวดๆ (เรียกว่าเงินปันผล) หรือรับตอนครบกำหนดระยะเวลาการทำประกัน ถ้าต้องการแบบมีเงินปันผล ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงกว่าแบบที่ไม่มีเงินปันผลครับ

สุดท้ายที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาก็คือส่วนของการประกันสุขภาพ ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะตามที่กล่าวมาแล้วตอนต้น

ประกันสุขภาพสำหรับลูกเป็นสิ่งที่น่าจะมีสำหรับทุกครอบครัว ส่วนการประกันชีวิตของลูกนั้น ถ้าพ่อแม่อยากใช้เป็นเครื่องมือการออมเงินสำหรับอนาคตของลูกก็สมควรทำไว้ โดยเฉพาะคนที่มีความรู้ด้านการเงินการลงทุนไม่มาก และกลัวว่าตนเองจะไม่มีวินัยในการเก็บออมเงินเอง (ต้องให้บริษัทประกันชีวิตเตือนให้ชำระค่าเบี้ยประกันทุกปี)


(update 29 มีนาคม 2010)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol. 14 No. 159 January 2009 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600