รู้เท่าทันโรคหน้าร้อน


เปลี่ยนฤดูกาลทีไร คุณพ่อคุณแม่ต่างกังวลกลัวว่าลูกอ่อนจะป่วย ยิ่งได้ยินข่าวคราวจากสถาณการณ์โรคติดต่อ การพบเชื้อโรคสายพันธ์ใหม่ ประเด็นเหล่านี้เองที่สร้างความกังวลใจให้ไม่น้อย จริงแล้วอุบัติการณ์ของโรคเหล่านี้เป็นไปอย่างไร และควรปฏิบัติอย่างไรในหน้าร้อนที่จะมาถึงนี้ ชาดาได้ไปพูดคุยกับ รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รวบรวมข้อมูลสำคัญมาฝากคุณพ่อคุณแม่ดังนี้ค่ะ


โรคหน้าร้อน.....รู้จักและระวัง

ว่าไปแล้วในประเทศไทย เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับลูกเล็กไม่ได้เลือกฤดูกาลและเวลาที่ชัดเจน การเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะวิตกกังวลใจ หากแปรเปลี่ยนมาทำความเข้าใจและเฝ้าระวังโรคจะดีกว่าและมีโรคใดที่ต้องระวังบ้าง
โรคระบบทางเดินอาหาร ที่พบได้บ่อยและยังติดอันดับหนึ่งอยู่ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด เพราะลักษณะพัฒนาการของเด็กเล็กที่มักจะหยิบของเข้าปาก โอกาสเกิดท้องเสียจึงมีมากกว่าเด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี ที่มีมีระบบทางเดินอาหารดีขึ้น รวมถึงมีความทนทานต่อโรคมากขึ้น การป้องกันโรคในช่วงหน้าร้อนซึ่งเชื้อโรคทำงานได้ดี คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องดูแลเรื่องอาหารการกินและความสะอาดต่างๆ เป็นพิเศษ

โรคพิษสุนัขบ้า โรคที่ต้องจับตามากขึ้นในช่วงหน้าร้อน และมีความสำคัญเพราะผู้ป่วยจะเสียชีวิตทุกราย จากสถิติที่ผ่านมาในช่วงหลายปี จำนวนผู้ป่วยที่โดนสุนัขกัดเพิ่มมากขึ้น ถึงจำนวนผู้ป่วยพิษสุนัขบ้าจะไม่มากคือประมาณไม่เกิน 50 รายต่อปี แต่ตราบใดที่บ้านเรายังไม่มีการจัดการกับสุนัขจรจัดอย่างถูกต้อง โอกาสที่โรคพิษสุนัขบ้าจะเพิ่มขึ้นก็มีความเป็นไปได้

อหิวาตกโรค เป็นโรคคลาสสิคที่ต้องเฝ้าระวังและจับตามองทุกๆ ปี แต่หากเทียบจากสถิติในอดีต ถือว่าพบน้อยลงมากซึ่งมาจากการที่เรามีกระบวนการป้องกันโรคที่ดีขึ้น นอกจากนี้ในแง่กระบวนการรักษาก็ได้ทำขึ้นด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยเสียชีวิตมากเหมือนในอดีต ในปัจจุบันจึงเป็นโรคที่ไม่น่าวิตกกังวลมากนัก

เชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ เป็นประจำทุกๆ ปีที่ทางรัฐฯจะออกมาเตือนถึงสถาณการณ์โรคที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงการออกมาเตือนถึงเชื้อไวรัสหรือเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเชื้อโรคที่ระบาดในแต่ละปี อาจเป็นชนิดหรือสายพันธุ์ที่แตกต่างไปจากอดีตบ้าง และมักไม่มีความร้ายแรงเพิ่มขึ้นแต่ที่ต้องเฝ้าระวังนั้น ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดังนั้นจุดประสงค์ของการเตือนนั้น เพื่อให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง แต่บ่อยครั้งที่ข้อความเหล่านี้นำไปสู่สู่ความตระหนกจนเกินไปในสังคม เช่น ทุกครั้งที่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดนก คนก็จะไปขอฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กัน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกได้
ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรรักษาสุขภาพของทั้งตนเองและลูกน้อยให้แข็งแรง เพื่อมีภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรคดีกว่านั่งกังวลใจและตื่นกลัวไปเกินเหต


ร้อนนี้อยู่อย่างไรดี

จริงๆ แล้วหลายคนบอกว่า สภาวะโลกร้อนนั้นอาจจะทำให้เชื้อแข็งแรงทนทานมากขึ้นหรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า จะมีโรคใดที่สามารถสร้างความรุนแรงจนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงวิ๔ชีวิตของคนได้ ส่วนโรคหน้าร้อนที่เรากำลังกังวลอยู่นี้ ก็อาจพบเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือ การเฝ้าระวังติดตามข่าวสารข้อมูล และพยายามป้องกันให้โอกาสในการเกิดโรตต่างๆ ลดลง โดยไม่ตระหนกจนเกินเหตกับรายงานข่าวต่างๆ และโรคเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นหรือหากเกิดขึ้นก็สามารถรับมือได้ หากคุณพ่อคุณแม่มีสติ และรู้จักที่จะเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อย
1. ฟังข่าวสารอย่างมีสติ รับฟังข่าวอย่างมีสติ ไม่ควรตื่นเต้นไปกับข่าวเกี่ยวกับโรคต่างๆ จนเกินเหตุ เพราะการขาดสติอาจนำมาซึ่งการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมได้

2. หลากหลายข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจ ทำความเข้าใจกับเหตุและอาการของโรค เชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่นักวิชาการกล่าวถึง อาจจะไม่ได้มีความร้ายแรงเพิ่มขึ้นอย่างที่เราคิด ดังนั้นการหาข้อมูลของโรคเพิ่มเติมจะสร้างความเข้าใจ และสร้างเจตคติที่ดีไม่ให้ตื่นตระหนกและระแวงเกินกว่าเหตุ

3. เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ทราบกันดีว่าแบคทีเรียจะทำงานได้ดีในช่วงหน้าร้อน ดังนั้นก่อนรับประทานอาหารควรล้างมือให้สะอาดก่อนไม่ควรให้ลูกกินอาหารค้างคืน และควรปรุงให้สุกก่อนทุกครั้ง

4. สะอาดไว้ก่อน จัดพื้นที่บ้าน สร้างสภาพแวดล้อมให้สะอาดเพราะทั้งเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ มักชื่นชอบพื้นที่สรกปรกซึ่งรวมไปถึงหนู แมลงวัน และแมลงสาบด้วย การทำความสะอาดบ้านและไม่ทิ้งขยะเน่าเสียไว้ในบ้าน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่มีแมลงเป็นตัวนำพาเชื้อโรคได้

5. แข็งแรง พร้อมต่อสู้ ดูแลรักษาสุขภาพลูกให้ร่างกายแข็งแรง เด็กอายุ 0-4 เดือนนั้นจะสังเกตว่าเด็กยังไม่ค่อยป่วยเพราะภูมิต้านทานที่ได้รับจากแม่ตั้งแต่เกิดยังคงเหลืออยู่ แต่หลังจากอายุ 4 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ภูมิต้านทานลดน้อยลงมากคุณพ่อคุณแม่มักจะพาลูกซึ่งดูเหมือนจะแข็งแรงขึ้น ออกนอกบ้านไปตามสถานที่ต่างๆ ที่อาจจะเต็มไปด้วยฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่หลากหลายชนิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อโรคมาสู่ลูกได้ง่าย เมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไป ลุกจะสามารถสร้างภูมิต้านทานได้สมบูรณ์ขึ้น จึงไม่ค่อยเจ็บป่วย ยกเว้นหากต้องนำลูกไปฝากเลี้ยงที่เนิร์สเซอรี่ หรือถึงวัยต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ไม่ได้ให้อยู่อย่างสิ้นหวัง หรือรอแต่วัคซีน (ราคาแพงและไม่ได้ป้องกันได้ทุกโรค) แต่คุณพ่อคุณแม่ควรดำรงตนอย่างมีสติรู้จักเฝ้าระวังและเรียนรู้วิธีป้องกันโรคต่างๆ เท่านี้ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กห่างไกลจากโรคภัยที่เข้ามามากมายได้


(update 15 กรกฎาคม 2010)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.14 No.162 April 2009 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600