เสียหรือคุ้ม ถ้าตีลูก!


ข้อดีของการตีคือช่วยปรับพฤติกรรมลูกได้ในทันที แต่ถ้าเทียบกับผลเสียแล้ว ไม่คุ้มกันเลยค่ะ

ลิซ่า เบอร์ลิน นักวิจัยจากศูนย์จัดตั้งนโยบายเพื่อเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่าการที่พ่อแม่ตีลูกไม่ว่าจะตีเบาหรือแรง ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในวัยขวบปีแรกจะส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากเมื่ออายุ 2 ขวบ และผลของการตีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็กๆ ยังส่งผลต่อกระบวนการทางความคิดเมื่อลูกอายุ 3 ขวบค่ะ


ไม่ใช่ อะไรๆ ก็ตี

เมื่อพูดถึงเรื่องการตีนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรืออบรมสั่งสอน แต่การตีเพียงอย่างเดียวถือว่าไม่เพียงพอและใช้ได้ชั่วคราวเท่านั้น หากคุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีตีลูกอยู่ร่ำไป ประเภทผิดนิดผิดหน่อยก็ตี ลูกจะเรียนรู้ว่าการตีไม่น่ากลัว เดี๋ยวก็ผ่านไป หากทนความเจ็บได้ก็เป็นอันจบค่ะ

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจแย้งว่าเติบโตเป็นคนดีได้ทุกวันนี้ก็ด้วยไม้เรียวของแม่และคุณครู ซึ่งคุณหมอบอกว่าการตีจะได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าบ้านนั้นตีลูกโดยใช้เหตุผลหรือใช้อามรมณ์เป็นหลัก การที่บางบ้านใช้วิธีตีแล้วได้ผลดี ลูกเชื่อฟัง ไม่เกเร ไม่มีพฤติกรรมต่อต้าน หรือซึมเศร้าเหงาหงอย นั่นอาจเป็นเพราะ...
  • คุณพ่อคุณแม่ตีลูกโดยใช้เหตุผลเป็นหลัก ไม่มีอารมณ์โมโห ฉุนเฉียว หรือด่าทอขณะตี แต่พูดบอกด้วยเหตุและผล

  • บ้านที่ใช้วิธีเพื่อปรับพฤติกรรมอาจไม่ได้ใช้การตีเพียงอย่างเดียว แต่ควบคู่ด้วยการปรับพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย
ฉะนั้น การตีจะถูกหรือผิดจึงขึ้นอยู่กับติกรรมคุณพ่อคุณแม่ขณะตีเป็นหลักค่ะ


ตีด้วยอารมณ์มีแต่เสียกับเสีย

ประเภทของการตีแบ่งได้เป็น 2 แบบคือตีด้วยเหตุผล และตีด้วยอารมณ์ ซึ่งการตีแบบหลังจะมีข้อเสีย เพราะ...

  • ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ตีลูกด้วยอารมณ์หงุดหงิด โมโห โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีลูกที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ซึ่งยังไม่มีความสามารถในการเข้าใจเหตุและผล เรื่องไหนถูก เรื่องไหนผิด ไม่รู้ว่าทำไมต้องถูกตี ทำให้ลูกรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจ และไม่สามารถปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมตามที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการได้ น

  • ต้องยอมรับว่าการตีด้วยอารมณ์มักมาพร้อมคำพูดดุด่าว่ากล่าวเสมอ ซึ่งการกระทำนี้ส่งผลให้ลูกเกิดความเครียด ยิ่งลูกโดนตีบ่อยๆ และต่อเนื่อง ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนจำพวกสารสเตียรอยด์นานๆ เข้าก็เป็นพิษต่อสมอง ส่งผลต่อความจำ ทำให้ขาดสมาธิ

  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กบางคนมีพื้นอารมณ์ขี้กลัวอยู่แล้ว ยิ่งโดนตีหนักๆ ก็ทำให้ความมั่นใจในตนเองน้อยกว่าเด็กที่ไม่ถูกตี บางรายกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก พัฒนาการก็อาจช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน หรือหากเด็กที่มีพื้นอารมณ์ก้าวร้าวอยู่แล้ว การตียิ่งส่งผลให้ลูกไม่รู้จักเก็บอารมณ์ ก้าวร้าวมากขึ้น เมื่อโมโหก็ไปลงที่น้อง เพื่อน หรือถ้าถูกตีมากๆ ก็อาจต่อสู้คุณพ่อคุณแม่ด้วย

  • เด็กบางคนสับสน เนื่องจากเห็นพฤติกรรมคุณพ่อคุณแม่ที่ตีขณะที่ไม่พอใจและโมโห จึงเลียนแบบพฤติกรรม

รู้จักหนูให้มาก

ก่อนที่จะมาปรับพฤติกรรมลูกโดยเลี่ยงการตี คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจ และรู้จักลูกรักวัย 1-3 กันก่อนค่ะ

เริ่มจากต้องเข้าใจว่าความซนกับเด็กเป็นของคู่กันและมาพร้อมศักยภาพที่มากขึ้น สังเกตได้จากลูกวัยไม่ถึงขวบที่เริ่มเกาะยืนได้แล้ว ก็จะคลานหรือเกาะเดินไปดูสารพัดสิ่งรอบตัว

พออายุ 1-2 ขวบขึ้นไป เริ่มเดินคล่องขึ้น สายตามองเห็นได้ไกลและชัดขึ้นก็จะยิ่งไม่อยู่นิ่ง แต่ที่พวกเราคิดว่าลูกไม่ค่อยซนนั่นก็เป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ยังคว้าจับได้ทันค่ะ

เมื่อลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป วิ่งได้คล่องจนจับไม่ทัน ก็จะคิดว่าลูกซนมาก และนี่จึงทำให้เกิดการตีขึ้นได้

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเข้าใจความซนของลูกหมายถึงพัฒนาการที่เติบโตขึ้นด้วยค่ะ ซึ่งปกติเด็กจะเริ่มอธิบายให้เข้าใจเหตุผลก็เมื่ออายุ 2 ขวบไปแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถปรับพฤติกรรมด้วยวิธีที่เหมาะสม และลูกสามารถคุมตัวเองได้ดี ก็ถือว่าระดับความซนอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าซนมาก วางเงื่อนไขก็แล้ว พูดคุยก็แล้ว ลูกยังไม่สนใจ ซนทุกที่ทุกเวลาก็อาจต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจดูว่าลูกมีปัญหาด้านพฤติกรรมหรือมีปัญหาทางสมองหรือไม่


ปฏิบัติการ...ปรับพฤติกรรมจอมซน

ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัวลูก สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับลูกวัย 1-2 ขวบ คือความเป็นระเบียบ สิ่งเร้าไม่มาก เพราะฉะนั้นของเล่นควรเก็บใส่กล่องให้เป็นระเบียบ ไม่ใช่มี 10 ชิ้นก็นำออกมาวางให้ลูกเห็นทั้งหมด อีกทั้งต้องเวลาเล่นที่ชัดเจนว่าตอนไหนควรเล่น ตอนไหนควรเก็บ

นอกจากนี้สิ่งของต่างๆ ในบ้าน เช่น ตุ๊กตาแก้ว 20 ชิ้นของคุณแม่ที่อยู่บนชั้น ก็ต้องเก็บให้เรียบร้อย บ้านไหนมีจุดอันตรายอย่างสระว่ายน้ำ ลำคลอง หรือแม้แต่ในห้องครัว ก็ต้องปิดประตูให้มิดชิด เพราะเด็กก็คือเด็กวันยั่งค่ำค่ะ ยิ่งห้ามยิ่งยุให้ทำได้ง่ายๆ เลย


ปรับพฤติกรรมด้วย 3 วิธีต่อไปนี้
1. ส่งเสริมพฤติกรมบวก

หลักการส่งเสริมพฤติกรมบวกคือการสร้างแรงจูงใจ การให้รางวัลต่างๆ คือถ้าลูกทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรให้แบบเล็กๆ น้อยๆ เช่น “เดี๋ยวเราไปกินข้าวกัน ถ้าหนูนั่งกินข้าวเรียบร้อย ไม่วิ่งซนไปทั่วจนกินเสร็จ ตอนเย็นแม่จะพาไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารรณะนะจ๊ะ” หรือคุณพ่อคุณแม่จะใช้กฏการสะสมแต้มเพื่อรางวัลชิ้นใหญ่ก็ได้ เช่น หากลูกอยากได้หุ่นยนต์ตัวใหญ่ ก็ต้องตั้งกฎให้ลูกนั่งนิ่งขณะกินข้าว อย่างน้อย 5 ครั้ง เป็นต้น

แต่กรณีที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากใช้รางวัลมาเป็นตัวปรับพฤติกรรมลูก คำชม การแสดงความรัก โอบกอด หอมฟอดใหญ่ๆ ก็ถือเป็นการปรับพฤติกรรมลูกได้ดีไม่แพ้วิธีไหนค่ะ

2. ลบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในที่นี้คือพฤติกรรมที่ไม่รุนแรง อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ลูกอยากได้ของเล่นแต่พอไม่ซื้อให้ก็กระทืบเท้า ร้องไห้งอแง วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือนิ่งแยค่ะ

เนื่องจากเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ยังไม่เข้าใจเรื่องเหตุผล หากคุณต้องการอธิบายให้ลูกฟังก็สามารถทำได้แต่อย่าคาดหวังว่าลูกจะเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกเล่นในที่ที่ไม่ควรเล่น การบอกลูกจะยังไม่เข้าใจ แต่ควรอุ้มแล้วพาออกมาเลยดีกว่า

แต่ถ้าลูกโตเกิน 2 ขวบ พอจะรู้ภาษาแล้ว วิธีลงโทษที่เหมาะก็คือ การตัดสิทธิ์ค่ะ เช่น “ลูกจะเล่นแถวถนนไม่ได้ ถ้าไม่ยอมทำตามที่แม่บอก เสาร์อาทิตย์นี้เราจะไม่ไปวิ่งที่สวนสาธารณะกัน” หรือในกรณีที่ลูกทำข้าวของในบ้านเสียหาย ทำน้ำหก ทำแก้วตกแตก วิธีลงโทษที่ดีที่สุดคือการชดใช้ หาทำน้ำหกก็ต้องเช็ด จานแตกก็ต้องเก็บ (ดูว่าไม่อันตราย) ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่ทำตามนั้น และผลเสียที่ตามมาคือลูกไม่เข้าใจว่าหากทำน้ำหก ทำจานแตก ผลเสียคืออะไร

3. สม่ำเสมอ

การปรับพฤติกรรมลูกต้องทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่วันนี้ใช้วิธีตี พรุ่งนี้ใช้วิธีดุ หรืออาจไม่ว่ากล่าวใดๆ เลยเพราะใจอ่อนไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เด็กคิดว่าไม่เอาจริง ดังนั้น ต้องทำการปรับอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญต้องมีการพูดคุยร่วมกันกับคนในบ้านด้วยว่าพฤติกรรมไหนยอมรับได้หรือไม่ได้ กฎสำหรับการทำพฤติกรรมแบบที่ไม่เหมาะสมควรจัดการอย่างไร เพื่อวิธีปรับพฤติกรรมจะได้สอดคล้องกันค่ะ

มีตั้งหลายวิธีเพื่อปรับพฤติกรรมลูก หากเลือกตีเพียงอย่างเดียว นอกจากส่งผลต่อบุคลิก อารมณ์ และสติปัญญาลูกแล้ว ยังไม่ได้ผลในระยะยาวด้วย

ต่อไปนี้ หยุด...อะไรๆ ก็ตี เพราะไม่เวิร์คอย่างแรงค่ะ!


(update 22 พฤษภาคม 2011)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่27 ฉบับที่324 มกราคม 2553 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600