ลูกเป็นฝี...ไม่ดีแน่!


ฝี ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมีส่วนน้อยที่อาจเกิดจากเชื้อราและเชื้อวัณโรค ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายใน และภายนอกร่างกายของลูกน้อยเลยล่ะค่ะ


ฝี เกิดภายนอกร่างกาย

ฝีภายนอกร่างกายนั้น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนัง สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ก้น รวมทั้งศรีษะด้วย เมื่อเด็กๆ ซุกซนมีแผลถลอกเกิดขึ้นเจ้าเชื้อเหล่านี้จะบุกรุกเข้าสู่ภายใต้ผิวหนังด้านล่าง แต่ด้วยความหัศจรรย์ของร่างกาย เมื่อเจ้าเชื่อโรคเข้าไปก็ป้องกันด้วยการส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาต่อสู้กับเชื้อโรคที่รุกรานอยู่ และสร้างเกราะคุ้มกันเป็นผนังห่อหุ้มเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ตายแล้วไม่ให้เกิดการกระจายตัวออกไป โดยจะเห็นเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ ลักษณะก้อนแข็งสีแดงและค่อยๆ กลายเป็นสีขาวขุ่นและนุ่มขึ้นหรือที่เรียกกันว่าฝีนั่นเอง


ตุ่มแบบนี้เป็นฝีแน่ๆ

ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มหรือก้อนแข็งบวมแดง แล้วเริ่มขยายใหญ่ขึ้น บางรายอาจมีสีเขียวหรือสีม่วงเข้ม เมื่อสัมผัสบริเวณที่เป็นตุ่ม จะรู้สึกอุ่นกว่าผิวหนังข้างเคียง และมีอาการปวดมากขึ้น ต่อมาจะนุ่มลงและกลัดหนองเมื่อฝีเป่งมากๆ อาจแตกออกได้ และอาการปวดจะค่อยๆ ทุเลาลง แต่บางคนที่ฝีไม่แตก มีอาการอักเสบ ต้องไปพบแพทย์เพื่อระบายหนองออกค่ะ


การรักษา

ถ้าเป็นฝีที่มีขนาดเม็ดเล็ก อาจแตกออกเองได้ จากนั้นค่อยทำความสะอาดบริเวณที่เป็นหัวหนอง เพื่อป้องกันการลุกลาม โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อทาบริเวณที่เป็นแผล แล้วปิดด้วยผ้าสะอาดทุกครั้ง ทำทุกวันจนกว่าแผลจะแห้ง และระวังอย่าให้โดนน้ำหรือสิ่งสกปรก เพราะจะทำให้แผลหายช้าได้

แต่ถ้าเป็นฝีขนาดใหญ่ ควรไปพบแพทย์เพื่อระบายหนองออก และอาจให้กินยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบร่วมด้วย สำหรับฝีที่ต้องผ่าออกจะไม่มีการเย็บปิดแผล ดูดระบายหนองออก และทำความสะอาด โดยต้องเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่ทุกวัน ซึ่งแผลจะค่อยๆ ตื้นขึ้นจนแห้งและหายสนิท ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบแผนไทย โดยการใช้กอเอี๊ยะ ปิดลงไปบนตุ่มหนอง เมื่อแผลแตกจะดูดระบายหนองออกโดยไม่ต้องบีบ ผ้ากอเอี๊ยะนี้มีส่วนผสมของเครื่องยาหลายชนิด เช่น น้ำมันใบชา ชันตะเคียน ยางสน งิ่งจู และตัวยาอื่นๆ โดยการนำมาผสมกันแล้วเคี่ยวให้เหลวเป็นสีดำ แล้วหยดลงบนกระดาษสี่เหลี่ยมพับครึ่ง เวลาที่นำมาใช้แค่แกะกระดาษออกแล้วปิดลงไปบนฝีจะช่วยดูดหนองออกได้


เกราะป้องกันฝี

ผิวหนังของเด็กบอบบาง และสิ่งสำคัญคือ การรักษาความสะอาด ซึ่งเด็กวัยนี้เป็นวัยกำลังซน อาจหกล้ม เข่าถลอก หัวแตก เป็นแผลคันได้ง่าย ดังนั้นเมื่อมีแผลเกิดขึ้นต้องทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ และอาจใช้ผ้าก็อซหรือผ้าสะอาดปิดแผลไว้ เพื่อป้องกันลูกจับที่บริเวณแผล หากมีแผลถลอกจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้นควรรักษาความสะอาดล้างมือลูกบ่อยๆ ตัดเล็บให้สั้นเพราะอาจขีดข่วนผิวจนเกิดแผล บน้ำฟอกสบู่ ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค

นอกจากนี้การกินอาหารที่มีประโยชน์และครบทั้ง 5 หมู่ ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงค่ะ


ฝีภายในร่างกาย

ฝีภายในร่างกาย เกิดจากการที่เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายทางใดทางหนึ่ง เช่น ทางการหายใจ ทางการกิน เมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เจ้าเชื้อเหล่านี้ก็จะบุกรุก โดยร่างกายจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันด้วยการส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ และสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ตายแล้วเพื่อไม่ให้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยแสดงออกมาในรูปของตุ่มหนองหรือฝี ซึ่งเชื้อที่เข้าไปอาจไปอาศัยอยู่ที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ปอด คอ สมอง เป็นต้น
  • ฝีในตับ เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางอาหาร ซึ่งเชื้อโรคผ่านกลไกการฆ่าเชื้อของลำไส้ และแพร่กระจายไปสู่ตับได้

  • ฝีในปอด เป็นอาการแทรกซ้อนของโรคปอดอักเสบ โดยได้รับเชื้อผ่านทางระบบหายใจ ซึ่งส่วนใหญ่หากติดเชื้อในปอดแล้วเมื่อรักษาก็จะหาย มีส่วนน้อยที่กลายเป็นฝีตามมา

  • ฝีในสมอง ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อบริเวณช่องคอ โพรงปาก ช่องปาก ฟันผุ หรือไซนัสอักเสบในโพรงจมูก นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อบริเวณหู โพรงอากาศหลังใบหู แล้วลุกลามขึ้นไปที่สมองได้ แต่สำหรับในเด็กเล็กจะพบได้น้อย หรือพบได้ในเด็กที่เป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิดบางชนิด และในกลุ่มเด็กที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง เช่น เด็กที่เป็นโรคเอดส์ นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งจะทำให้เกิดฝีได้ง่ายกว่ากลุ่มเด็กที่มีภูมิต้านทานปกติ
สังเกตอาการได้อย่างไร
  • ฝีในตับ สามารถสังเกตอาการจาก มีไข้สูง เมื่อกดบริเวณช่องท้องมีอาการเจ็บ หรือคลำเจอก้อนผิดปกติที่ไม่เคยมีมาก่อน

  • ฝีในปอด คือรักษาแล้วยังมีไข้สูงหรือกินยาฆ่าเชื้อแล้วยังมีไข้สูง ร่วมกับไอมีเสมหะเป็นหนอง คือมีสีเหลืองขุ่นหรืออาจมีเลือดปน และบางครั้งอาจมีการบ่นเจ็บหน้าอกข้างใดข้างหนึ่งร่วมด้วย

  • ฝีในสมอง อาการท่ผิดสังเกต เช่น มีไข้สูง มีอาการซึมผิดปกติ มีอาการปวดหัว อาเจียนพุ่ง และมีอาการชักร่วมด้วย และอาจจะมีปัญหาแขนขาข้างใดข้างหนึ่งผิดปกติ หรืออ่อนแรงได้ สำหรับเด็กเล็กที่ไม่สามารถบอกได้ว่าปวดหัว ให้สังเกตจากอาการซึมผิดปกติ ไข้สูง ชัก ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
อาการแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนเกิดจากภูมิคุ้มกันที่หุ้มเชื้อโรคไว้เกิดการควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง และกระจายไปยังอวัยวะบริเวณอื่นๆ ได้ เช่น หากอยู่ในท้อง อาจจะกระจายไปสู่ปอด หรือเด็กบางคนเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด บางชนิด เช่น ชนิดเขียว คือมีตัวเขียว อาจเกิดการแพร่กระจายไปที่สมองได้

นอกจากนี้การเกิดเลือดออกทั้งบริเวณรอบๆ ฝี และภายในฝี ซึ่งทำให้เชื้อโรคสามารถสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดมีความรุนแรงถึงขั้นช็อกได้


การรักษา

ต้องดูแลลักษระอาการเป็นรายๆ ไป อาจผ่าตัด หรือเจาะเอาหนองออก ร่วมกับปอด เมื่อรักษาแล้วส่วนใหญ่จะหายขาด แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ต้องรักษาตามอาการนั้นๆ แต่ถ้าเป็นฝีในสมองอาจมีการทิ้งร่องรอยไว้ เช่น ถ้ามีผลกระทบต่อสมองส่วนที่บังคับการทำงานของร่างกาย อาจเกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

ในกรณีนี้ต้องรักษาด้วยการฟื้นฟูกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดการทำหน้าที่ได้ตามปกติ หรืออาจมีอาการชักเกิดขึ้น ซึ่งต้องทำการควบคุมด้วยยา ดังนั้น พ่อแม่ควรสังเกตอาการลูกตลอดเวลา และทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญไปพบแพทย์เพื่อทำการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะไม่ว่าฝีจะเกิดขึ้นที่ผิวภายนอก หรือภายในร่างกายก็สร้างปัญหาให้เจ้าตัวเล็กอยู่ดี แต่ถ้ารู้วิธีดูแลป้องกัน ก็จะช่วยให้รับมือได้ไม่ยาก และทันการณ์ค่ะ


(update 9 มิถุนายน 2011)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่27 ฉบับที่324 มกราคม 2553 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600