อันตรายเกินร้อย...ถ้าลูกน้อยเดิน สะดุด!


ผลจากการสำรวจของศูนย์เด็กเล็กทุกสังกัดทั่วประเทศรวม 20,043 แห่ง โดยสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ปี 2552 พบว่าการพลัดตกหกล้มของเด็ก เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด ในศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ (37.5% )

เปิดประเด็นกันด้วยการยกสถิติอย่างนี้หลายๆ ท่านอาจยิ้มนิดๆ และบอกว่าการเดินสะดุดหกล้มกับเจ้าหนูตัวน้อยนั้นแทบจะเป็นของคู่กัน

และหากทบทวนความหลังกันสักนิด ก็คงจำได้ว่าลูกเริ่มหัดคลานในราว 7 เดือน

เดือนที่ 8 คลานเก่งขึ้น แม้เด็กบางคนจะไม่ยอมคลาน แต่ใช้วิธีถัดก้นไป ซึ่งเขาก็จะคล่องแคล่วขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน

เดือนที่ 10 เริ่มลุกขึ้นยืนแล้วนั่งลงเองได้ ยิ่งเห็นผู้ใหญ่ชื่นชม ปรบมือให้ เจ้าหนูก็ยิ่งโชว์ บางครั้งยังเกาะขาเก้าอี้พยายามจะปีนให้ดูเป็นของแถมอีกด้วย

เดือนที่11 ยืนเองได้เก่งขึ้น หากเจอเก้าอี้หรือโต๊ะตัวเล็กๆ จะชอบมาก เขาจะจับและดันไปข้างหน้าอย่างสนุกสนานเหมือนเป็นการหัดเดิน

เดือนที่ 12 เดินได้แล้ว แต่ยังทรงตัวได้ไม่ดีนัก และบ่อยครั้งเจ้าหนูก็อยากคลานมากกว่า แต่เมื่อไหร่ที่เขาเดิน แม้ว่าจะเดินแล้วล้ม กลับลุกขึ้นมายิ้มแฉ่ง แล้วเดินโชว์คุณพ่อคุณแม่อย่างไม่หยุดหย่อน

การหัดคลาน หัดเดิน เป็นสิทธิของลูกแต่การดูแลเรื่องความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของเราครับ ปล่อยให้เขาเล่นและเดินเถอะครับ เพียงแต่เราต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอย่าให้เขาเดินสะดุดล้มจนหน้ากระแทกพื้นเพราะ...

1. ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสมองของลูกน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เซลล์ประสาทกว่า 100 คูณ 1,000 ล้านเซลล์ที่กำลังสร้างเส้นใยประสาทเชื่อมโยงกัน ไม่ถูกกระทบกระแทกกระเทือน !

2. นอกจากนั้น เมื่อหกล้มสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาคือปากแตกหรือฟันกระแทกของแข็งจนเลือดออก ควรสอนลูกว่าหากเลือดออกไม่ต้องตกใจให้บ้วนหรือคายออกมาครู่เดียวเลือดจะหยุดไหล แต่หากยังไม่หยุดก็ให้อุดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด แล้วรีบพาไปพบแพทย์ครับ ระหว่างแผลยังไม่หายดีอย่าเพิ่งให้ลูกทานแกงร้อน หรือดื่มน้ำอุ่นเพราะจะทำให้เลือดไม่หยุดและถ้าไม่อยากแสบแผลก็ให้งดกินของเปรี้ยวๆ เค็มๆ

การสะดุดหกล้มของเด็กๆ นั้น อีกสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือล้มหน้าคว่ำจนฟันหัก ซึ่งน่าเสียดายมากเลยครับ เพราะคุณพ่อคุณแม่อุตส่าห์ช่วยทะนุถนอม ตั้งแต่มันยังเป็นแค่ตุ่มขาวๆ เฝ้าเอาผ้าขาวบางเช็ดเช้าเช็ดเย็นตั้งแต่ลูกยังมีอายุแค่ 6-7 เดือน พอขวบครึ่งที่ฟันกราม - ฟันเขี้ยว ฯลฯ ก็ทยอยขึ้นมากันหลายซี่ แต่กลับสะดุดล้มจนฟันหักอย่างน่าเสียดาย

3. ในเด็กเล็กนั้นนอกจากจะห้ามเรื่องการกินอาหารไปด้วยวิ่งไปด้วยแล้ว การเดินไปด้วยหม่ำไปด้วยก็เสี่ยงเช่นกันครับ (เด็กชายขวบครึ่งถือข้าวโพดต้มแทะทั้งฝัก เดินสะดุดหกล้ม ข้าวโพดติดหลอดลมตาย : 16 / 1 / 53 จ.นครปฐม)

4. บ้านใดที่มีเด็กๆ หลายคน ของเล่นก็มักจะเกลื่อนพื้น ยิ่งของเล่นพวกรถคันจิ๋วมีล้อที่ทิ้งไว้เชิงบันไดก็ยิ่งเสี่ยงที่เด็กๆ จะมองไม่เห็น และเดินสะดุดจนไถลฟาดพื้นหาทางป้องกันไว้ก่อนก็คือสอนให้เด็กๆ รู้จักความรับผิดชอบการฝึกให้เก็บของเล่นใส่กล่องทุกครั้งหลังการเล่น แล้วก็สอนเด็กๆ ด้วยครับว่า การทิ้งของเกลื่อนพื้นนั้นจะทำให้คนอื่นในบ้านหรือแม้แต่ตนเองอาจเผลอเดินสะดุดจนหกล้มได้
การ "เคลียร์พื้นที่" เก็บกวาดสิ่งที่มักตกอยู่ตามพื้น เช่น เหรียญ เม็ดกระดุม เมล็ดผลไม้ ไม้จิ้มฟัน กิ๊ฟติดผม แม้กระทั่งยาเม็ด เป็นต้น เป็นการป้องกันเด็กๆ ที่อาจเอาไปกลืนกินจนติดหลอดลม

รวมทั้งยังควรเก็บยา สารเคมี วัตถุมีพิษทุกประเภทไว้ในตู้ที่ปิดสนิท หรือวางไว้อยู่บนที่สูงเกินกว่าเด็กจะเอื้อมหยิบถึง

อีกสิ่งหนึ่งทีไม่ควรลืมก็คือการเก็บสิ่งที่อาจเป็นอันตรายแก่ลูกน้อยให้พ้นมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาสะดุดล้ม เช่น สายไฟจากบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องเก็บให้เข้าที่ อย่าปล่อยให้ห้อยย้อยลงมา เพราะนอกจากเป็นสิ่งที่วัยเตาะแตะชอบดึงเล่นแล้ว เขาก็อาจเดินไปสะดุดล้มก็ได้

ในยุคแห่งเทคโนโลยีอย่างปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้ามากตามไปด้วยนั่นหมายถึงบรรดาสายไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรมีปลั๊กไฟไว้หลายจุด หมั่นเก็บให้เข้าทีเข้าทางอย่าให้ระตามพื้น และอย่างลืมว่าปลั๊กไฟควรสูงกว่าเอื้อมถึง ( สูงเกิน 1.50 เมตร )

นอกจาสายไฟสิ่งที่ต้องระวังให้มากก็คือกระติกน้ำร้อน ( เด็กหญิง 1 ขวบ 1 เดือน เดินสะดุดหกล้ม ถูกหม้อต้มน้ำที่วางทิ้งไว้ที่พื้นมุมห้อง ทำให้หม้อน้ำร้อนคว่ำกระเด็นถูกตามร่างกายหลายแห่ง ผู้ใหญ่รีบเข้าไปช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา : 1 / 2 / 53 จ. อุบลราชธานี )

5. ทำบันไดบ้านให้เหมาะกับเด็กเล็กเด็กวัยหัดเดินแม้จะเดินยังไม่คล่อง แต่ก็ชอบเดินสำรวจไปทั่ว ส่วนวัยซนนั้นแน่นอนอยู่แล้วครับว่าชอบเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่งชอบปีนป่าย ดังนั้นจึงไม่เหมาะเอาเสียเลยที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ในบ้านที่เล่นระดับสูงต่ำ หรือบันไดบ้านที่ออกแบบให้แคบและสูงชัน ( แม้จะดูเก๋ไก๋สไตล์โมเดิร์นก็ตาม )

6. ที่นึกไม่ถึงก็คือเด็กๆ ที่สะพายเป้หรือกระเป๋าใหญ่ๆ หนักๆ นั้น นอกจากทำให้ปวดหลังกระดูกเคล็ด ( โดยสถิติแล้วหากเด็ก 7-8 ขวบ ที่ต้องแบกสิ่งของที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัมทุกวัน จะทำให้มีโอกาสไหล่เอียง หลังทรุด และหมอนรองกระดูกทับเส้น ) นอกจากนี้ยังทำให้เสี่ยงต่อการสะดุดหกล้มอีกด้วย

วารสารกุมารเวชศาสตร์ ในสหรัฐฯ ได้รายงานผลการวิจัยของเบรนต์ ไวเออร์ซมา แพทย์โรคกระดูกของโรงพยาบาลชุมชนไบเคาน์ตี เมืองวอร์เรน รัฐมิชิเกนที่ว่าอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ของเด็กที่แบกกระเป๋าเป้ใบหนักไปโรงเรียนนั้นเสี่ยงต่อการสะดุดล้ม ซึ่งจะทำให้ข้อบิดและขัดบวม

คุณหมอท่านนี้ยังได้เตือนว่าจะต้องลดน้ำหนักของเป้นักเรียนลงโดยด่วน ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ถึง 1 ใน 4 ครับ

การปฐมพยาบาล สะดุดล้ม ชนกระแทก ฟกช้ำ ฟันหัก
  • แผลฟกช้ำดำเขียว ให้ประคบแผลด้วยน้ำเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น

  • ชนกระแทก จนทำให้เกิดบาลแผลฉีกขาด ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านแผล จากนั้นกดแผลด้วยผ้าสะอาดสักประมาณ 4 - 5 นาที เลือดก็จะหยุดไหลทาน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ แผลเท่านั้นครับ ไม่ต้องหยอดยาเข้าไปในเนื้อแผล

  • ถ้าเป็นการบาดเจ็บที่ฟันและเหงือก ให้คิดเสมอว่า หมายถึง การบาดเจ็บของใบหน้าและศีรษะ ดังนั้นจึงต้องดูอาการบาดเจ็บร่วมกับบริเวณที่ใกล้เคียงด้วย เช่น มีอาการแตกหักของกระดูกใบหน้า โหนกแก้ม ขากรรไกร หรือไม่
ถ้าใบหน้าบวม อ้าปากไม่ได้ เจ็บขากรรไกร โหนกแก้ม ดั้งจมูก เบ้าตายุบ ตามัว อาจมีการแตกหักของกระดูก หรือดวงตาบาดเจ็บ ที่สำคัญคือ หากมีอาการอาเจียน ซึมนอนหลับมากขึ้นผิดปกติ ให้นำพบแพทย์เพื่อตรวจหาการบาดเจ็บของสมอง

ในเด็กเล็ก เมื่อมีการฉีกขาดของเหงือกทำให้เกิดเลือดออกได้มาก เพราะบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดมาก การห้ามเลือดอย่าถูกวิธีมีความจำเป็นครับ

วิธีการคือ ใช่ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นวางบนเหงือกที่มีการฉีกขาดใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบเหงือกบริเวณนั้นไว้การอมน้ำเข็งช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ลดบวมได้ แต่ไม่ทำให้เลือดหยุด ดังนั้น ให้เด็กอมกลั้วน้ำเย็นได้เมื่อเลือดหยุดแล้ว

เด็กเล็กนั้นเมื่อมีการล้มกระแทก การบาดเจ็บของฟันน้ำนมที่พบบ่อยคือฟันแตกหักบิ่น หรือฟันน้ำนมจะยุบหายเข้าไปในกระดูกขากรรไกรบริเวณฐานซีนั้นๆ การยุบตัวของฟันนี้อาจส่งผลต่อการพัฒนาของฟันแท้ได้ จึงควรนำส่งทันตแพทย์เพื่อตรวจสอบด้วย

หมั่นตรวจสอบบาดแผลภายในสัปดาห์แรก เพราะอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณฟันตามมาอีกก็ได้เนื่องจากแบคทีเรียในปากมีเป็นจำนวนมาก และสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อเป็นหนองตามมาได้

ในเด็กโต เมื่อฟันแท้จะแตกหรือหลุดออก ในบางกรณีทันตแพทย์สามารถรักฟันซี่นั้นได้ ดังนั้นต้องเก็บฟันแท้ที่หลุดนี้มาส่งให้ทันตแพทย์ให้เร็วที่สุด และเก็บอย่างถูกวิธี

ขั้นที่หนึ่งคือต้องจัดฟันส่วนที่เป็นปลายฟัน ไม่ใช่ส่วนรากฟัน แล้วล้างให้สะอาดอาจล้างด้วยนำเกลือหรือนม ถ้าหาไม่ได้ให้ล้างด้วยน้ำประปา ( เนื่องจากมีคลอรีน ให้พยายามใช้นำเกลือและนมก่อน )

วิธีการเก็บรักษาฟันที่ดีที่สุด คือการเก็บไว้ตำแหน่งเดิมของฟัน โดยให้เสียบฟันที่ล้างแล้ว เข้าไปในร่องฟันเดิม แล้วนำส่งทันตแพทย์ หรืออาจให้เด็กอมฟันแท้ที่หลุดออกมานั้นไว้ ระหว่างเหงือกล่างกระพุ่งแก้ม ถ้าไม่สามารถทำได้ให้แช่ฟันที่ล้างแล้วไว้ในน้ำเกลือหรือนมจืดระหว่างนำส่งทันตแพทย์ ห้ามใช้แปลงถูฟันในขณะนำส่งแพทย์

การสะดุดหกล้มอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับเด็กๆ ที่อยู่ในวัยหัดเดิน และวัยซน ดังนั้นพ่อมาควรดูแลจัดพื้นที่ให้เหมาะสม รวมทั้งการดูแลเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น


(update 1 กุมภาพันธ์ 2012)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 28 ฉบับที่ 329 มิถุนายน 2553 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600