ลูกโดน  เด็กเกเรรังแก !!!


ทั้งๆ ที่ยังไม่หายเครียดจากข่าวนักเรียนนักเลงปาระเดปิงปองใส่หน้าโรงเรียนเทคนิคพาณิชยการอยุธยา จนมีนักเรียนบาดเจ็บ 3 คน... ข่าง “ โจ๋ ม.2 สุดโหด มีดปักกะโหลก นร. ฝ่ายอริเจ็บ” (ข่าวพาดหัว นสพ. เดลินิวส์ 5 สิงหาคม 2553 ) ก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างพวกเราตกตกตะลึงกันอีก ที่เด็กวัยแค่ 13-14 ปีโกรธกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถึงกับใช้ตะขอ (อันเป็นส่วนหนึ่งของมีดพับ ) ทิ่มเจาะเข้าท้ายทอยของเพื่อน!

เชื่อว่าหลายท่านคงตั้งข้อสังเกตด้วยความวิตกว่า การใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันที่เคยเป็นปัญหาของวัยรุ่นตอนปลายขณะนี้ระบาดหนักมาสู่วัยแรกรุ่นระดับมัธยมต้นกันแล้ว และสิ่งตอกย้ำความเชื่อนี้ ก็คือคลิปเด็กนักเรียนหญิง ม.ต้น (คอซอง) ด่าทอ ต่อยเตะทุบตีกระชากลากถูกันแพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตมากมายจนน่าตกใจ แถมน่าสมเพชเมื่อพบว่าเพื่อนๆ ยุคนี้ไม่เห็นมีใครเข้าขาวง นอกจากตั้งตาเชียร์ และรุมถ่ายคลิปมือถือกันเป็นที่เพลิดเพลิน จากนั้นก็ยังอุตส่าห์นำลงในยูทูปในเน็ต แถมส่งให้คนอื่นๆ (ทั้งรู้จักและไม่รู้จักกัน) ทั้งทางฟอร์เวิร์ดเมล์ ทั้งทางเฟซบุ๊คกันไปสนุกสนาน และดูเหมือนว่า พฤติกรรมอันน่าอดสูดังกล่าวนับวันจะหนักข้อขึ้นทุกวันๆ...

จริงๆ แล้วทางกระทรวงศึกษาธิการ สมัยท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง นโยบายและมาตรการป้องกันนักเรียน นักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายกัน โดยเน้นให้ทุกสถานศึกษาจะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด และให้สั่งสอบข้อเท็จจริงทุกกรณีที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ดำเนินการกับคนผิดจริงทางวินัยและกฎหมาย มาตรการมีถึง 10 ข้อ ก็พอสรุปได้ว่า สถานศึกษาจะต้องมีแผนและมีวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง และผู้ปกครอง ทำกิจกรรมในรูปแบบจิตอาสา เพื่อสร้างสรรค์ สมานฉันท์และสามัคคีให้สถาบัน จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อระงับเหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงจัดหน่วยสำรวจพื้นที่มักเกิดปัญหา ฯลฯ ซึ่งเราก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะทำกันจริง ได้ผลจริงหรือไม่? มากน้อยเพียงใด (ก็หวังว่าท่านรมต. ใหม่จะสานงานต่ออย่างเข้มข้น)

งานวิจัยของอาจารย์ ดร.สมบัติ ตาปัญญา แห่งภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จ.เชียงใหม่ สำรวจเด็กไทยใน 8 จังหวัด (ทั่วทุกภาค) จำนวน 3,047 คน ปรากฏว่า
  • เด็กนักเรียน 40% มีปัญหาโดนเพื่อนรังแก เดือนละ 2-3 ครั้ง
  • เด็กเกือบ 56% โดนเพื่อนรังแกเดือนละหลายครั้ง
  • เด็กที่อยู่ในชั้นประถม 4 จะมีปัญหาโดนรังแกบ่อยมากที่สุดจากนั้นสถิติก็จะลดลงตามระดับชั้นที่สูงขึ้น
  • เด็กที่ถูกรังแก 1 ใน 3 มีผลเสียต่อการเรียน
  • นักเรียน 41.2% ระบุว่า ครูหรือผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือน้อย หรือแทบไม่ทำอะไรเพื่อช่วยเด็กเลย
  • ครู 89% บอกว่าเคยเห็นเด็กโดนรังแกด้วยตาตนเอง และ
  • ครู 25% บอกว่าเคยเห็นเด็กโดนรังแกด้วยตาตนเองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง!
แต่ที่น่าตกใจก็คือ จากการที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านที่เล่าให้ฟังว่า ไม่ใช่เฉพาะเด็กโตหรอกนะที่ตบตีกันในโรงเรียน เด็กวัยประถมหรือแม้แต่เจ้าหนูวัยอนุบาลตัวจ้อยนี่แหละก็มีเรื่องตุ้บๆ ตั้บๆ ไม้เว้นแต่ละวัน หนำซ้ำบางรายถึงกับใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ปลายดินสอ, ไม้เสียบลูกชิ้น, ก้อนหินในสนามเด็กเล่น ฯลฯ แล้วนี่เราจะทำอย่างไรกันดี นอกจากได้แต่กลุ้มใจ กังวลใจทุกครั้งที่ลูกไปโรงเรียน?!!
1. เด็กอนุบาลลงไม้ลงมือกันคุณครูควรจะต้องแยกเด็กออกจากกันทันที โดยให้เด็กนั่งกันคนละมุมจนอารมณ์เขาเริ่มจะสงบแล้ว (ขอเน้นว่าพยายามช่วยให้อารมณ์ของทั้งคู่ “สงบ” ลง จึงไม่ควรดุด่า เฆี่ยนตี หรือแม้แต่พร่ำบ่นสั่งสอนซ้ำๆ เพราะยิ่งจะทำให้อารมณ์ของทั้งคู่ยิ่งรุนแรง หรือเดือดดาลยิ่งขึ้น)

เด็กเล็กมักทะเลาะกันเพราะแย่งของเล่น จึงควรลงมาเล่นของเล่นด้วยกันกับพวกเขาแล้วค่อยๆ สอนถึงการรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อต่อกัน ให้คำชื่นชมเมื่อเขาทำดีทำถูก บ่อยๆ เข้าในที่สุดเด็กๆ ก็จะเรียนรู้ผลดีของการรู้จักแบ่งปันกัน

เด็กทะเลาะทุบตีกันในทุกกรณี ผู้ใหญ่จะต้องไม่ทำเฉย หรือปล่อยเลยตามเลย มิฉะนั้นจะกลายเป็นความเคยชินของเด็กๆ ที่มักแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง หนำซ้ำอาจทำให้เกิดการเลียนแบบได้

เด็กวัย 3-4 ขวบยังเอาแต่ใจตัวเองอยู่มากแม้ว่าเราจะไม่ใช้วิธีดุด่าตะคอก แต่ก็คงไม่ใช่ปล่อยตามใจซะทุกเรื่อง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าจะทำให้ลูกเป็นเด็กกล้าแสดงออก เพราะนั่นกลับจะทำให้เขาติดนิสัย “ จะเอาอะไรก็ต้องเอาให้ได้ “ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็บอกได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเหนื่อยหนักแน่ เพราะเขาเติบโตขึ้นทุกวัน พร้อมๆ กับความดื้อถือดีเอาแต่ใจตัวเองซึ่งก็เติบโตมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วย

การแก้ปัญหาก็คือ เปิดโอกาสให้เขาระบายความโกรธด้วยการพูด ให้เขาได้ระบายความรู้สึก เราเองก็จะได้เข้าใจว่า เขาคิดอะไรอยู่ มีความโกรธหรือไม่พอใจอะไร จะได้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ในขณะที่เขาเองก็จะได้ปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น โดยเราไม่ควรรีบตัดบท ไม่ขัดคอ ไม่ด่าว่า ตำนิติเตียน เมื่อลูกบอกเล่าจนหมดสิ้นแล้ว หากเห็นว่าควรสั่งสอนก็น่าจะเป็นไปในเชิงแนะนำหรือตักเตือนเสนอวิธีแก้ปัญหา แล้วก็อย่าลืมให้กำลังใจลุกด้วยนะครับ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกๆ ไว้วางใจที่จะเล่าปัญหาต่างๆ ให้พ่อแม่ฟัง ซึ่งนั่นจึงรวมถึงเรื่อที่โดนเพื่อนรังแก ซึ่งผิดกับเด็กอีกหลายคนที่ช่างเก็บกดจนหมักหมมปัญหาสารพัด เพราะจากประสบการณ์ทำให้เขาไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ และคาดไว้ก่อนว่า ขืนเล่าก็โดนด่า หรือเล่าไปก็แค่นั้น ไม่เห็นจะเอาใจใส่อะไรเรา

2. สนับสนุนให้ลูกๆ ได้ออกกำลังกาย เล่นกีฬากลางแจ้งอยู่เป็นประจำครับ ผลดีนั้นมีอย่างมหาศาล นอกจากช่วยให้สุขภาพดี ร่างกายเติบโตแข็งแรง สดชื่นทั้งกายใจ ทั้งการเคลื่อนไหวก็คล่องตัวขึ้น การทรงตัวก็ม่านคงขึ้น ที่สำคัญคือ ยังช่วยระบายถ่ายเทความเครียด และใช้พลังงานอันล้นเหลือให้เป็นไปทางสร้างสรรค์

นอกการการเล่นกีฬาออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว กีฬาอีกประเภทที่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกฝนก็คือ “ศิลปะการป้องกันตัว” ครับ เพราะเรามักพบว่า บรรดาหัวโจกจอมเกเรมักจะเลือกรังแกเพื่อนที่ดูบอบบาง อ่อนแอหรือขี้กลัว ดังนั้นการพาลูกไปเข้าคอร์สฝึกศิลปะป้องกันตัวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนับสนุน เพราะนอกจากจะได้สุขภาพที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นหนทางป้องกันตัวที่น่าเกรงขามเป็นอย่างมาก บางท่านกลัวฝึกวิชาประเภทนี้อาจทำให้ลูกกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงยิ่งขึ้น ก็คงไม่น่าห่วงนะครับ ถ้าได้ร่ำเรียนกับสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการสากล ที่จะงัดขึ้นมาใช้จริงๆ ก็ในยามฉุกเฉินเพื่อการป้องกันตัวจริงๆ ยิ่งโดยส่วนมากจะเป็นวิชาของพวกเราชาวตะวันออก ที่มีการฝึกฝนในเรื่องของสติ สมาธิ ความสุภาพอ่อนโยน กตัญญู เคารพผู้อาวุโส ไม่รังแกใครก่อน ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยปรัชญาและคุณธรรม

3. เมื่อพูดถึง “หัวโจก” หากพวกเราลองย้อนอดีตสู่วัยเด็กก็จะจำได้ว่า เด็กๆ แต่ละห้องในทุกชั้นปี มักจะมี “หัวโจก” ประจำห้องเสมอ คุณ (โทษ) สมบัติของเขาก็คือ ตัวโต ก้าวร้าว เกเร ชอบรังแก เช่น แย่งของเล่น, ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งหัวโจกที่ว่านี้โดยมากมักเป็นเด็กผู้ชาย ในขณะที่หัวโจกที่เป็นเด็กผู้หญิงก็มักมีความเกเรไม้แพ้กัน ผิดแต่ว่ามักจะหนักไปในทางรังแกเพื่อนด้วยคำพูด เช่น เยาะเย้ย ถากถาง ด่าว่าเจ็บๆ แสบๆ แล้วบางครั้งก็ตามมาด้วยทำร้ายร่างกายกันดังที่เป็นข่าว

จริงๆ แล้วเด็กที่เราเห็นว่าก้าวร้าวเกเรนั้น ล้วนเป็นเด็กไร้เดียงสา น่าสงสาร ที่ถูกหล่อหลอมจากการเลี้ยงดูจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ร่างกาย (เช่น เป็นสมาธิสั้น, ปัญญาอ่อน) ซึ่งควรที่เราจะเอาใจใส่ด้วยความรักและเมตตา และควรสนับสนุนให้เด็กๆ เหล่านี้ได้รับการแก้ไขและเยียวยาในบางประเทศเขาจะให้คุณครูผู้ผ่านการอบรมด้านการบำบัดมาช่วยแก้ไขพฤติกรรมเกเรของพวกเขา เช่น ให้ได้แสดงละครโดยสวมบทบาทเป็นเด็กที่โดนเขารังแกเป็นประจำ ผลก็คือช่วยทำให้เขาเข้าใจและเห็นใจเพื่อนๆ มากขึ้น เขาจะหยุดรังแกคนอื่น ตัวเขาเองก็จะมีความสุขมากขึ้น

4. แต่หากทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าลูกมีปัญหาโดนรังแก แต่เขาก็ยังไม่ยอมปริปากเล่าให้ฟัง ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดใจเย็นๆ อย่าน้อยอกน้อยใจ หรือโกรธที่ลูกเอาแต่นิ่ง เราอาจต้องไปขอคำปรึกษาจากคุณครูประจำชั้นของลูก เพื่อขอความร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาให้ลูก อย่าปล่อยให้ลูกต้องเก็บกดกับปัญหาต่างๆ จนอาจกลายเป็นผู้มีบุคลิกโดดเดี่ยวหรือซึมเศร้าแล้วอย่าลืมโอบหลังโอบไหล่ให้กำลังใจลูก ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่ส่งเสริมให้เขาเกลียดชังเด็กที่รังแกเขาคงไม่มีคำพูดใดที่คนเป็นลูกอยากจะฟังจากปากคุณพ่อคุณแม่เท่ากับประโยคที่ว่า “ เรามั่นใจว่าลูกจะทำได้ พ่อแม่จะอยู่เคียงข้าง คอยให้กำลังใจลูกเสมอ “

5. หรือสอนแนะนำลูกว่า การตอบโต้เพื่อนที่เกเร ไม่ว่าจะด้วยวาจา หรือด้วยกำลัง นั่นย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่การนิ่งเฉย เดินหลบ หลีกเลี่ยง ก็เป็นวิธีระวังไว้ก่อน แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าเกเรยังตามมาราวี ก็ให้รีบไปรายงานพฤติกรรมแย่ๆ ของเขาให้คุณครูประจำชั้นได้รับทราบและช่วยแก้ไข

6. การรู้จักผูกมิตรกับเพื่อนๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตในโรงเรียนมีความสุขแล้ว เหล่าเพื่อนๆ ยังอาจช่วยเป็นกำแพงไม่ให้เจ้าหัวโจกฝ่าด่านมารังแกได้

7. เรื่องที่น่าแปลกใจปนน่าเศร้าก็คือ ทุกโรงเรียนก็มีคุณครูแนะแนวมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่ไม่ทราบว่าแต่ละท่านได้ทำหน้าที่อย่างมีศักยภาพมากน้อยเพียงใด และนักเรียนแต่ละครมีทัศนคติต่อท่านอย่างไร จึงไม่เคยความสำคัญ และมีไม่น้อยที่ “ไม่กล้า” ที่จะเข้าไปปรึกษาท่าน ก็เลยยังงงว่าตกลงแล้วท่านครูแนะแนวนี่ทำหน้าที่แค่แนะนำว่าเด็กจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนไหนดี หรือแค่ช่วยสอนแทนในวันที่คุณครูบางท่านลางาน...???
ตราบใดที่โลกเบี้ยวๆ ใบนี้ ยังมีมนุษย์ที่มีทั้งคนดี - คนเลว, คนจิตปกติ - คนจิตอปกติ , คนเรียบร้อย - คนเกเร , คนซื่อสัตย์ - คนขี้โกง ฯลฯ ลูกๆ ของเราก็ย่อมจะเลี่ยงไม่พ้นความหลากหลายนั้น จริงอยู่ครับที่พ่อแม่จะต้องปกป้องคุ้มกันอันตรายทั้งปวงให้ลูก แต่การฟูกฟักมากจนเกินเหตุจนลูกกลายเป็น “ ไข่ในหิน “ นั่นกลับทำให้เขาอ่อนแอ ขาดความมั่นใจในตนเอง เปราะบาง ขาดภูมิคุ้มกันทางใจ แถมพลั้งพลาดได้โยง่าย และวันใดเมื่อเขาประสบเหตุร้ายเขาก็อาจทำอะไรไม่ถูก แก้ปัญหาอะไรก็ไม่เป็น และตกเป็นเหยื่อไปอย่างง่ายดาย


(update 19 กุมภาพันธ์ 2012)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.18 Issue 206 September 2010 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600