ยีนฉลาด?


คุณคิดว่าเด็กฉลาดมาจากอะไร?

เกิดจาก “ยีนการเรียนรู้” ทางกรรมพันธุ์ หรือจากการเลี้ยงดูที่ดี ส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ดีตามมา...มาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ


ยีนการเรียนรู้ ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจริงหรือ?

เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1800 เกรเกอร์โยฮัน เมนเดล นักบวชชาวออสเตรเลียได้วิจัยถั่วและพบว่าถั่วสามารถถ่ายทอดลักษณะบางอย่างจากพ่อแม่ มาสู่รุ่นลูกได้และนำไปสู่การศึกษาวิชาพันธุศาสตร์ด้านชีววิทยา ระดับโมเลกุล ซึ่งทำให้ค้นพบโครงสร้างของ DNA ซึ่งเป็นรหัสทางพันธุศาสตร์ ( Genetic code ) และพบข้อมูลที่อยู่ในสายพันธุรหัส DNA ว่าสามารถควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน 1 ตัว คือ สามารถที่จะลำลองตัวเองไปเป็น DNA ใหม่ได้ หรือจาก DNA ถ่านทอดไปเป็นโปรตีน หรือโครงสร้างของโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โครงสร้างหลักของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งเซลล์สมองมนุษย์ด้วย

เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนขึ้น จึงมีการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบลักษณะที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดยศึกษาจากคู่ฝาแฝด พี่น้องและลูกพี่ลูกน้องคือ ฝาแฝดที่มีไข่ใบเดียวกัน เพศเดียวกัน ถูกเลี้ยงมาด้วยกันถ้าคนหนึ่งมียีนการเรียนรู้ อีกคนหนึ่งจะมีด้วยถึงร้อยละ 85 ส่วนฝาแฝดไข่ใบ

เดียวกัน ถึงแม้จะแยกกันเลี้ยง ถ้าคนหนึ่งมียีนการเรียนรู้ อีกคนหนึ่งก็ยังคงมีด้วยถึงร้อยละ 74

ส่วนฝาแฝดคนละใบ คนละเพศ รวมถึงพี่น้องที่คลานตามกันมา และลูกพี่ลูกน้องก็มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในอัตราร้อยละที่ลดหลั่นกันไปด้วย ซึ่งจากผลการวิจัยนี้เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งที่บอกได้ว่าลักษณะยีนบางอย่างสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้


"ยีนแห่งการเรียนรู้" สร้างเด็กฉลาด

ยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด คือ ศักยภาพความเฉลียวฉลาดที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่กำเนิด เป็นเด็กฉลาด และมีความใฝ่รู้เป็นพื้นฐานของชีวิต มีความกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาอยากรู้อยากเห็น และช่างสังเกตเรื่องราวรอบๆ ตัวเสมอ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่พ่อแม่เป็นคนเก่ง มีสายพันธุ์ดี เด็กที่เกิดมาก็จะมีศักยภาพที่ดีติดตัวมาด้วยโดยความฉลาด หรือทักษะพิเศษแบ่งเป็น 3 ด้านคือ
1. ด้านคณิตศาสตร์การคำนวณ คือมีความเข้าใจ และสามารถคิดคำนวณเลขระดับพื้นฐาน ไปจนถึงแคลคูลัส และเลขระดับขั้นสูงต่างๆ

2. ด้านภาษาการสื่อสารที่ดี พูดภาษาได้คล่องแคล่ว มีไหวพริบดี และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างว่องไว รู้ความหมาย และรู้คำศัพท์ได้ดี

3. ด้านมิติสัมพันธ์ มีความเข้าใจเรื่องมิติสัมพันธ์ของสถานที่ กาลเวลา รู้ว่าอะไรมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรในมิติสัมพันธ์ของกาลเวลา สถานที่ โดยผ่านการทดสอบแบบการต่อรูปภาพเข้าใจรูปภาพหรือเรื่องราวในรูปแบบ 2 มิติ 3 มิติ 4D รวมไปถึงเข้าใจโจทย์ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ และโจทย์ปัญหาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วย
นอกจากนี้ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ยังบอกอีกว่าความเฉลียวฉลาดในตัวเด็กๆ นอกจากทักษะข้างต้นแล้ว ยังสังเกตได้จากความสามารถทางด้านดนตรี ความสามารถทางศิลปะ การมีวาทศิลป์ในการจูงใจคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถวัดความเฉลียวฉลาด และนำไปสู่การพิสูจน์ว่ายีนการเรียนรู้สามารถถ่ายทอดทางสายเลือดได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ครอบครัวหนึ่งซึ่งคุณพ่อเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก หรือร้องเพลงไพเราะ สังเกตได้ว่าลูกที่เกิดมาก็จะมีความสนใจในเรื่องดนตรี หรือการร้องเพลงเป็นพิเศษ หรือที่เรียกกันว่ามีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีได้ดี ร้องเพลงได้ไพเราะ เป็นต้น


ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยสร้างยีนการเรียนรู้

นอกจากยีนการเรียนรู้จะถูกถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แล้ว เหล่าบรรดานักวิชาการ นักวิจัยก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าความฉลาด และการเรียนรู้ของเด็กๆ นั้นมีปัจจัยในด้านสิ่งแวดล้อม ( Nurture ) เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเลี้ยงดู การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับประทานอาหารที่ดี รวมไปถึงมีโอกาสที่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่ดีในวัยเด็ก หรือได้รับการศึกษาที่ดี ก็สามารถนำไปสู่ความเฉลียวฉลาดได้เหมือนกัน

โดยมีการศึกษาในเด็กที่ไม่มียีนการเรียนรู้ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ในช่วงวัยเด็กได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มีการกระตุ้นพัฒนาการที่ดี ให้ความดูแลเอาใจใส่ และให้โภชนาการที่ดีนั้น จะทำให้ยีนในตัวเด็กเกิดการเปลี่ยนรหัส และสามารถเติมลักษณะบางอย่างเข้าไป เรียกว่า Epi Genetic คือ ปรากฏการณ์ที่เหนือกว่าพันธุกรรม ซึ่งเป็นกลไกทางเคมีที่ทำให้สารพันธุกรรม หรือ DNA เกิดการปรับเปลี่ยนได้ แสดงว่ายีนสามารถปรับเปลี่ยนให้มีการเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้ แต่จะปรับเปลี่ยนได้มากหรือน้อย หรือเรียกว่าถูกเปิด ถูกปิดตอนไหน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยค่ะ


ยีนการเรียนรู้ ถูกเปิด ถูกปิด ตอนไหน?

มีการวิจัยระบุว่า ยีนแห่งการเรียนรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น มีโอกาสที่จะถูกปิดลงได้เหมือนกันนะค่ะ ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้าช่วงระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนก่อนคลอดแม่มีภาวะอารมณ์เครียด มีระดับฮอร์โมนความเครียดสูงมาก จะส่งผลให้ยีนที่สร้างอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง และยีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของลูกถูกปิดลง และยีนหลายตัวก็จะถูกเปิดออก เช่น ยีนที่ทำให้เด็กมีความอ่อนไหวด้านอารมณ์ของความเครียดสูงจะถูกเปิดออกได้ กลายเป็นเด็กที่ไวต่อความเครียดได้ง่ายค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากนะคะ เพราะถ้าเด็กได้รับการดูแลที่ดี ส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ได้รับความรัก ความอบอุ่น และมีการให้โภชนาการที่ดี เช่น น้ำมันปลา มีสาร AHA ช่วยในการบำรุงสมอง ซึ่งสามารถไปเปิดยีนบางตัวที่สร้างเส้นใยประสาทสร้างโครงสร้างในสมองขึ้น

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมที่จะทำให้เกิดยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลมากเหมือนกันค่ะ


เด็กที่มียีนการเรียนรู้ กับไม่มีต่างกันอย่างไร

ยีนเป็นศักยภาพในตัวเอง ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้นศักยภาพตัวนี้จะเป็นแรงผลักดันภายในที่ทำให้เด็กอยากแสวงหาความรู้ มีความกระตือรือร้นที่จะร้องขอ ชอบเล่น สนใจสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสที่ดีๆ ที่เข้ามา แต่ในขณะเดียวกันถ้าเด็กไม่มียีนการเรียนรู้ ก็จะไม่มีแรงกระตุ้นภายใน เขาก็นั่งเฉยๆ หรือเล่นอะไรที่ไม่เข้าท่า ขาดจินตนาการในการเล่น ซึ่งไม่เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ยิ่งถ้าพ่อแม่ไม่มีการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้ลูก เด็กก็ไม่ชอบการเรียนรู้ และไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ค่ะ


วิธีการตรวจหา ยีนแห่งการเรียนรู้

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจเลือดเด็กทารก โดยการเอาเลือดไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีนิวเคียส มีโครโมโซม ก็สามารถเอาโครโมโซมไปแยกเป็นยีนตัวต่างๆโดยการตัดโครโมโซมที่มีอยู่ 23 คู่ แล้วทำการวิเคราะห์ยีนต่างๆ ว่ามีรหัส หรือยีนอะไรบ้าง ซึ่งทำให้สามารถรู้ได้ว่ามาความเสี่ยงในการที่จะเกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมไหม เช่น โรคโลหิตจาง โรคทาลัสซิเมีย อัลไซม์เมอร์ สมาธิสั้น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ออทิสติก รวมถึงการตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้หรือความฉลาดด้วย ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า เด็กมียีนความฉลาดอยู่หรือไม่ เพื่อให้ส่งเสริมลูกไปในทางที่ถูกได้มากขึ้น


ควรตรวจหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงเกิดขึ้นมากมายว่าการตรวจหายีนลักษณะนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน และยังมีปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลให้มีข้อจำกัดในการตรวจมากขึ้นเพราะมีราคาค่อนข้างสูง และยังมีข้อถกเถียงด้านจริยธรรมด้วยว่าเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ เนื่องจากคนทั่วไปยังรู้สึกว่าเมื่อธรรมชาติกำหนดมาก็ไม่ควรไปยุ่งหรือไปดัดแปลงพันธุกรรม แต่ควรให้เป็นตามแนววิถีของธรรมชาติจะดีกว่าค่ะ

ไม่ว่าลูกจะมียีนการเรียนรู้หรือไม่ แต่ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ก็จะนำไปสู่การเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เป็นเด็กฉลาดสมวัยได้เหมือนกันค่ะ


(update 1 กุมภาพันธ์ 2012)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 28 ฉบับที่329 มิถุนายน 2553 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600