คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฏหมายไทย
หมวดนี้ จะนำเสนอบทความเกี่ยวกับ กฏหมายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ที่คุณต้องรู้ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
[ http://ite.nectec.or.th/~elib/index.html ]

[ คัดลอกจาก คลินิก กฏหมาย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 24 เมษายน 2544]



ข้อตกลงจะยกทรัพย์สินให้บุตร


ดิฉันแต่งงานกับสามี มีลูกสาว 1 คน มีทรัพย์สินชิ้นใหญ่คือ บ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน 200 ตารางวา ต่อมาเรามีปัญหาต้องเลิกกัน โดยก่อนหย่ากันดิฉันขอให้สามีโอนบ้านและที่ดินให้กับดิฉัน มิฉะนั้นดิฉันจะไม่หย่าให้

แต่สามีไม่ยอมโอนให้และกดดันดิฉันหลายทาง จนดิฉันทนต่อไปไม่ไหว จึงขอหย่า เราได้ตกลงกันว่าจะยกบ้าน และที่ดินให้แก่ลูกสาวแทน โดยที่อำเภอเจ้าหน้าที่ได้ทำการหย่า ได้เขียนไว้ท้ายใบทะเบียนหย่าว่า สามีจะยกบ้าน และที่ดินให้แก่ลูก สาวคนนี้ไว้ด้วย แต่หลังจากสามีได้ใบหย่าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะโอนให้แต่อย่างใด ติดต่อไปทีไรก็ทะเลาะกันทุกที ดิฉันรู้สึกเบื่อทุกครั้งที่จะไปทวงสัญญาจากสามี

ขณะนี้สามีก็มีภริยาใหม่และกำลังจะมีลูกด้วยกัน ดิฉันจึงเป็นห่วงว่าหากต่อไปสามีไปทำการยก บ้านและที่ดินให้ภริยาหรือลูกคนใหม่ ลูกสาวของดิฉันจะยังมีสิทธิอีกหรือ จึงอยากทราบว่า การที่สามีทำหนังสือไว้กับดิฉันในทะเบียนหย่าว่าจะยกบ้านและที่ดินให้แก่ลูกสาว แต่ไม่ไปโอนนั้นถามว่าดิฉันหรือลูกสาวที่จะต้องเป็นผู้ฟ้องสามีให้โอนบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่ลูกสาว และมีกำหนดเวลาในการจะฟ้องได้นานแค่ไหน

คุณแม่คนหนึ่ง


โดยหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป ว่าด้วยการยกให้โดยเสน่หาซึ่ง ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโดฯเป็นต้น จะต้องทำตามแบบคือทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ คือจะทำเป็นหนังสือ เพียงแสดงเจตนาไว้อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องไปจดทะเบียนโอนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ด้วย

แต่ถ้าเป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยานั้น สามีภริยาอาจจะจดทะเบียนการหย่า และทำบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยยกทรัพย์สินให้แก่บุตรด้วยเจตนา ให้มีผลผูกพันตามกฎหมายก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ไปทำการโอนทางทะเบียนให้เรียบร้อยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ตกเป็นโมฆะ โดยอาจจะทำเป็นหนังสือสัญญาระหว่างสามีภริยา หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างสามีภริยาแยกไว้ต่างหาก แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะทำเป็นข้อตกลง ในบันทึกหลังทะเบียนการหย่า

ดังนั้นการที่ในเวลาต่อมาสามีหรือภริยา ที่ไปตกลงยกทรัพย์สินให้แก่บุตรไว้ ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกดังกล่าว ภริยาหรือสามีซึ่งเป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องสามีหรือภริยาผู้ตกลงยกทรัพย์ให้ทำการโอนทรัพย์สินนั้นให้แก่บุตรได้ ส่วนบุตรจะยอมรับ ทรัพย์สินหรือไม่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี เพราะบันทึกที่ตกลงจะยกทรัพย์สินให้แก่บุตร ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ใช่คู่สัญญา ในบันทึกข้อตกลงนั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างสามีภริยาแล้ว ใช้บังคับได้ระหว่างสามีภริยาซึ่งเป็นคู่สัญญา

และในขณะเดียวกันหนังสือสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงระหว่าง สามีภริยาที่จะยกทรัพย์สินให้ แก่บุตรไว้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกด้วย โดยมีสามีภริยาเป็นคู่สัญญา และบุตรซึ่งถูกระบุไว้ว่าจะทำการยกทรัพย์สินให้เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญา

ดังนั้นผู้ที่จะฟ้องเรียกบ้าน และที่ดินตามข้อตกลงได้ นอกจากจะเป็นสามีหรือภริยา ที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงแล้ว บุตรก็ย่อมมีสิทธิเรียกให้บิดาหรือ มารดาที่ทำข้อตกลงจะยกทรัพย์สินให้แก่ตน ทำการโอนทรัพย์สิน ให้แก่บุตรเองได้โดยตรงเช่นกัน แต่บุตรจะต้องได้แสดงเจตนาแก่บิดา หรือมารดาซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญา แล้วว่าตนจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าว และระยะเวลาในการฟ้องคดีต้องไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่บุตรได้แสดงเจตนาแก่ ผู้ที่ตกเป็นลูกหนี้ในสัญญาว่าตนจะถือเอาประโยชน์ จากสัญญาแล้ว

สุกัญญา รัตนนาคินทร์


[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
ห้องสมุด E-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]