ลูกฟ้องพ่อได้หรือไม่...?


ผู้ใดสะสมสิ่งใด จะได้สิ่งนั้น
ภายหลังที่นายรณยศ ข้าราชการบำนาญชั้นพิเศษ ถึงแก่กรรมในเดือนมิถุนายน

2515 ภริยาของเขาเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว รณยศมีลูกชายหนึ่งคนชื่อนายรณชัย ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนเสียชีวิตได้แก่บ้านพร้อมที่ดิน 1 หลัง มูลค่า 5 ล้านบาท รณชัยและบุตรชายชื่อนายรณชิตอยู่ที่บ้านเดิมไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่ไหน
พ.ศ.2530 รณชัยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของบิดา อ้างว่าบิดามิได้ทำพินัยกรรมไว้ ศาลมีคำสั่งตามคำร้อง ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2530 รณชัยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้แก่นายทรงศักดิ์ญาติห่างๆ เป็นเงิน 3 ล้าน 5 แสนบาทถ้วน

รณชิตมารู้ข่าวการกระทำของบิดาในเดือนมีนาคม 2531 จึงเป็นโจทก์ฟ้องบิดาในฐานะผู้จัดการมรดกของรณยศกับพวก เป็นจำเลยที่ 1 และทรงศักดิ์เป็นจำเลยที่ 2 ตามลำดับ อ้างว่าจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จต่อศาลว่าปู่ของเขามิได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมรดกให้แก่ผู้ใด ทำให้ศาลหลงเชื่อและมีคำสั่งตามคำร้องและได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนในฐานะส่วนตัวโดยไม่สุจริต และต่อมาได้ทำสัญญาขายฝากทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 2 ก็รู้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมได้เมื่ออายุครบ 22 ปี

ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และพิพากษาทำลายนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 325 เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ดังกล่าวข้างต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธพินัยกรรมที่โจทก์อ้างเป็นพินัยกรรมปลอม เขาได้ครอบครองทรัพย์มรดกมาเกิน 10 ปี รวมทั้งได้ปรับปรุงซ่อมแซมขึ้นใหม่ โจทก์ป้องคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาของโจทก์จึงฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความมิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม และมิได้ฟ้องคดีเรียกร้องตามข้อกำหนดพินัยกรรมภายใน 1 ปี นับแต่รู้ว่าตนมีสิทธิตามพินัยกรรม ทั้งมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกเสียชีวิต จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และเพิกถอนนิติกรมการโอนทรัพย์มรดกที่เป็นปัญหาด้วย โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่จำเลยที่ 1 ทำในฐานะส่วนตัวกับจำเลยที่ 2 เป็นการต้องห้ามกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าการฟ้องห้ามฟ้องบุพการีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1562 เป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์ผู้เป็นบุตรกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบิดาเท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่เป็นยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกเรื่องห้ามฟ้องจำเลยที่ 1 มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่ารณชัยได้ทำพินัยกรรม ให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ แม้พินัยกรรมมีข้อกำหนดว่า โจทก์จะขอรับทรัพย์มรดกได้ต่อเมื่อมีอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์อยู่ดี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องทำตามข้อกำหนดในพินัยกรรมให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวก็ไม่กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทและจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายฝากให้แก่ผู้ใดมิได้

ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิตามนิติกรรมขายฝาก ทั้งเป็นการกระทำที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกที่พิพาทตามพินัยกรรม

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมบานจากจำเลยที่ 2 ผู้ไม่มีสิทธิได้ ฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุครบ เพราะเป็นการฟ้องเพื่อเอาคืน ซึ่งทรัพย์จากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จะนำเอาอายุความตามกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาม มาใช้บังคับแก่คดีนี้หาได้ไม่

พิพากษายืน

ข้อมูล: เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4816/2537

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 10 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600