เด็กทำผิดกฎหมาย ว่าอย่างไร


ในช่วงที่ผ่านมามีท่านผู้อ่านสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการกระทำผิดของเด็กว่าต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่ ประกอบกับทางกองบรรณาธิการแจ้งมาว่ามีท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ปกครองก็สอบถามเรื่องนี้มาด้วยเช่นกัน แม้ในเรื่องนี้ผมเพิ่งจะเขียนไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่เมื่อสอบถามกันมากก็คงต้องขออนุญาตเขียนซ้ำกันอีกครั้ง ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นประโยชน์เนื่องจากปัญหาของเด็กในบ้านเมืองเรายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ผมไม่ทราบว่าปัญหาส่วนหนึ่งที่เด็กมีปัญหาทางด้านอารมณ์รุนแรงมากขึ้นจะมาจากสื่อที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันหรือไม่ แต่เท่าที่สังเกตเห็นจากหลานๆ ของผมเอง ผมเชื่อว่าสื่อคงมีส่วนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างสมัยผมเด็กๆ จำได้ว่ามีการ์ตูนเรื่องอิคคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญา ซึ่งสอนเรื่องการใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา รวมถึงความกตัญญูรู้คุณทำให้เด็กรุ่นผมที่ได้ดูรู้สึกว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ผมว่าหลังๆ มานี่ คนทำการ์ตูนไม่ค่อยได้คิดเรื่องเหล่านี้เท่าไร ทำให้เด็กๆ ที่ได้ดูรู้สึกไม่เคารพนบนอบผู้หลักผู้ใหญ่เลย ยกตัวอย่างเรื่องชินจัง เป็นต้น อันนี้ผมเห็นกับตาเลย ไม่ว่าจากน้องหรือหลานของผมเอง ค่อนข้างจะก้าวร้าวกับผู้เป็นพ่อเป็นแม่ บางคำที่พูดออกมาเนี่ยะ เอามาจากคำพูดในการ์ตูนเด๊ะเลย

ปัญหาการที่เด็กเลียนแบบสิ่งที่เห็นมาจากสื่ออย่างนี้ผู้ปกครองก็ต้องดูแลและระวังเด็กเป็นอย่างมาก เพราะการเลียนแบบอย่าง หากไปกระทำกับบุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นอย่างที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินได้เห็นตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็อาจเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมีบทกำหนดโทษทางอาญาไว้ด้วย

คราวนี้เมื่อเด็กเกิดไปกระทำความผิดตามกฎหมายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การลักทรัพย์ การกระทำอนาจาร หรือ กระทำความผิดอื่นใดที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด เด็กจะต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่ กรณีนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 73 บัญญัติไว้ว่า “เด็กอายุยังไม่เกินเจ็ดปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ” อันนี้กฎหมายก็เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลความอะไรกันอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเด็กจะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง กับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กไม่ได้นะครับถือว่าเป็นคนละส่วนกัน

ส่วนที่ว่าเด็กอายุ 7 ปีนั้นคือต้องไม่เกิน ถ้าหากว่าในวันที่กระทำผิดเด็กมีอายุ 7 ปี กับ 1 วัน อย่างนี้ถือว่ามีอายุเกินแล้ว ต้องไปดูบทกำหนดโทษในมาตราต่อไป คือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74

สำหรับเด็กที่อายุเกินกว่า 7 ปีแต่ไม่เกิน 14 ปี ได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด กฎหมายก็กำหนดว่าเด็กนั้นไม่ต้องรับโทษอีกเช่นกัน แต่กฎหมายให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการเกี่ยวกับตัวเด็ก พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองของเด็กได้ 5 อย่าง ดังต่อไปนี้
1. ศาลสามารถว่ากล่าวตักเตือน หรือจะเรียกพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กมาว่ากล่าวตักเตือนด้วยก็ได้

2. ถ้าศาลเห็นว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กสามารถดูแลเด็กได้ก็จะมอบตัวเด็กให้พ่อแม่ ผู้ปกครองรับไปดูแล โดยศาลอาจจะวางข้อกำหนดให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องระวังไม่ให้เด็กไปก่อเหตุร้ายขึ้นอีก ซึ่งข้อกำหนดนี้ศาลจะต้องไม่กำหนดเกิน 3 ปี หากปรากฏว่าเด็กได้ไปก่อเหตุร้ายขึ้น พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องชำระค่าปรับให้ศาลตามที่ศาลกำหนดแต่ไม่เกิน 1,000 บาท
หากปรากฏว่าเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ศาลอาจจะเรียกตัวบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาสอบถาม ว่าจะยอมรับข้อกำหนดดังกล่าวหรือไม่ ถ้ายอมรับก็ให้มอบตัวเด็กไป

3. ในกรณีที่มีการมอบตัวเด็กให้พ่อแม่ ผู้ปกครองไปดูแลศาลอาจจะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติตัวเด็กนั้นไว้ ซึ่งถ้าศาลกำหนดให้มีเงื่อนไขดังกล่าวก็ให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานคุมประพฤติเด็กนั้นด้วย

4. หากเด็กไม่มีพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือมี แต่ศาลเห็นว่าดูแลเด็กไม่ได้ หรือไม่ยอมรับข้อกำหนดตามข้อ 2 ศาลอาจจะมอบตัวเด็กนั้นให้ไปอยู่กับบุคคลหรือองค์กรที่ศาลเห็นสมควร เพื่อดูแลอบรม และสั่งสอนเด็กตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
อย่างไรก็ตามบุคคลหรือองค์กรนั้นจะต้องยินยอมให้เด็กไปอยู่ด้วย และในกรณีนี้ให้ถือว่าบุคคล หรือองค์กรดังกล่าวเป็นผู้ปกครองของตัวเด็กนั้นด้วย

5. ศาลอาจจะส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน สถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ระยะเวลาที่ให้เด็กไปอยู่นี้อย่าให้เกินกว่าเด็กนั้นครบ 18 ปี

ผมขอเรียนท่านผู้อ่านว่าคำสั่งของศาลตามข้อ 2 ถึงข้อ 5 นี้ หากมีพฤติการณ์เกี่ยวกับตัวเด็กเปลี่ยนไป หากศาลรู้เองก็ดี ผู้มีส่วนได้เสีย อัยการ บุคคลหรือองค์กรที่ศาลมอบตัวเด็กให้ไปก็ดีได้ร้องขอต่อศาล ศาลก็มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งนั้นหรือมีคำสั่งใหม่ก็ได้

ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือมีคำสั่งใหม่นั้น ก็มีพิพากษาศาลฎีกา 109/2544 วินิจฉัยไว้ว่า “จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนด 2 ปี บิดามารดาได้ยื่นคำร้องขอรับตัวจำเลยกลับไปดูแลแทนการส่งตัวไปฝึกอบรม โดยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ศาลกำหนด ถือว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไป มีหนทางให้ศาลเลือกใช้วิธีการที่เป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีเดิม เมื่อจำเลยยังต้องศึกษาเล่าเรียนต่อ การมอบตัวจำเลยโดยระวังไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จึงเป็นผลดีกว่าการที่จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ”

เรื่องนี้ก็ถือว่าเด็กโชคดีที่ได้กลับไปอยู่กับพ่อและแม่ ไม่ต้องเข้าไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ หากท่านผู้อ่านพบเห็นใครก็ตามที่ลูกหลานต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ ลองแนะนำให้เขาได้อ่านคำพิพากษาฎีกานี้ดูนะครับเผื่อว่าจะได้ลองยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอเด็กให้กลับมาอยู่ด้วย เพราะผมว่าการได้อยู่กับพ่อแม่ หรือคนที่เรารักนั้น ย่อมเป็นการดีกว่าแน่นอน

ยุวสันต์ วิเวกเมธากร



(update 22 มกราคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600