ภริยาขอสิทธิลงชื่อร่วม


บางเรื่องที่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของสินสมรสคือ รายได้เพิ่มพูนจากการทำมาหากินร่วมกันของสามีภริยา แม้ว่าสามีจะอ้างความซื่อสัตย์และใช้เงินจากบัญชีเงินฝากต้องขออนุญาตจากภริยาทุกครั้งก็ตาม หากภริยาขอใช้สิทธิลงชื่อร่วมในบัญชีเงินฝาก การปฏิเสธสิทธิของภริยาอาจนำไปสู่ความระแวงสงสัย และอาจมีการใช้สิทธิฟ้องร้องสามีได้ สามีจึงควรใช้วิจารณญาณให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเกิดปัญหาได้

การแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของชายที่เป็นสามีจะต้องทำให้ผู้ร่วมชีวิตในครอบครัว ให้ความมั่นใจอย่างเพียงพอที่จะแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ผู้เป็นสามีจะต้องซื่อสัตย์ในเรื่องเงินฝากธนาคาร ที่จะไม่ใช้สิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อเบิกเงินที่ฝากไว้

ถ้าเคารพในสิทธิของฝ่ายภริยาเรียกร้องการใช้สิทธิที่จะฝากหรือถอนเงินร่วมกันในบัญชีเงินฝาก สิ่งแรกที่สามีจะต้องคิดให้ดีว่า เธอเรียกร้องเกินกว่าสิทธิหรือไม่ หรือเธออาจไม่ไว้วางใจกันแน่ แต่ที่แน่นอนเธอมีสิทธิอันชอบธรรมในฐานะคู่ชีวิตต่อสินสมรสจากเงินที่ฝากธนาคาร ยิ่งยอดเงินฝากมีจำนวนสูงเท่าใด สามีจะต้องพิสูจน์ความจริงใจและความซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้นเท่านั้น มิฉะนั้น การฟ้องร้องอาจเกิดขึ้นได้

ดังกรณีที่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจต้องมาเป็นคู่ความกันในชั้นศาล ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายอาจมีทางเลือกมากกว่านี้ แต่เลือกที่จะให้เรื่องขึ้นสู่ศาลยุติธรรม

ปานชัย เศรษฐีค้าทองย่านเยาวราชแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับหลินไต้ลูกสาวเจ้าของห้างขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายร่วมกันลงทุนค้าที่ดินในปี พ.ศ.2530 จนมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจเป็นร้อยล้าน และสามีภริยาคู่นี้ต่างกันเงินสดจำนวน 25 ล้านเก็บไว้ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง

ปลายปี พ.ศ.2533 สามีแอบถอนเงินจากธนาคารแห่งนี้ฝากไว้กับธนาคารใหม่โดยไม่แจ้งให้ภริยาทราบ ภริยาจึงขอลงชื่อร่วมในบัญชีฝากด้วยแต่ถูกสามีปฏิเสธ

การกระทำเช่นนี้ภริยาถือว่า ไม่อาจใช้ประโยชน์จากเงินจำนวนดังกล่าวได้ เป็นการขัดขวางการจัดการสินสมรสของภริยาโดยไม่มีเหตุผลอันควร ภริยาจึงฟ้องสามีเป็นจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่ง ให้แยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่สามารถกระทำดังกล่าวข้างต้นได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ ลงชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากร่วมกับจำเลย คดีนี้จึงมีประเด็นน่าสนใจ 2 ประเด็น

ศาลขั้นต้นเห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงให้ยกฟ้องเสีย โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อเท็จตามที่โจทก์บรรยายมาใจคำฟ้องถือได้หรือไม่ว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมิใช่กรณีที่โจทก์อาจร้องขอให้ศาล สั่งให้แยกสินสมรสได้ตามกฎหมายเพราะจำเลยมิใช่เป็นผู้มีอำนาจจัดการสินสมรสฝ่ายเดียวก็ตาม แต่โจทก์ก็ขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในบัญชีเงินฝากเพื่อการเบิกถอนเงินด้วย เงินฝากในธนาคารเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นสินสมรสจำพวกเอกสารที่มีเอกสารเป็นสำคัญตามกฎหมาย สามีหรือภริยาจะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นก็ได้ เรื่องนี้จึงให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะร้องขอให้ลงชื่อตน เป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นได้

เมื่อจำเลยไม่ยินยอม กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว ชอบที่ศาลจะรับฟ้องไว้ดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้องโจทก์ ในประเด็นการร้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในสินสมรสด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 901/2536

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 22 มกราคม 2005)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9800 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600