ทายาทแย่งสิทธิการครอบครอง


ทายาทหลายคนอาจมีสิทธิจากทรัพย์มรดก หากเกิดพิพาทฝ่ายที่มีเจตนาที่จะยึดที่ดิน เพื่อประโยชน์ของตนเองเท่ากับปฏิเสธที่จะยึดถือแทนทายาท ถ้าเป็นที่ดินประเภท ส.ค.1 ออกเป็นโฉนดได้ราคาเป็นล้าน ฝ่ายครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินแปลงนั้นเกินกว่า 1 ปี ทายาทคนอื่นจะได้สิทธิหรือไม่ ?

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า นายปอถึงแก่กรรม เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตาม แบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 50 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 5 ไร่ มีน้องสาวชื่อนางสีภริยาของนายปลามีบุตรสาวชื่อนางสาวปิยะ

พ.ศ.2522 ทั้งสามคนได้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าว เสียภาษีบำรุงท้องที่และโรงเรือนตามกฎหมาย ไม่มีญาติพี่น้องคนใดของนายปอคัดค้านหรือโต้ ครั้นนางสีนายปลาแก่ตัวลงจึงยกที่ดินส่วนตนให้นางสาวปิยะทำประโยชน์ในที่ดิน ที่จะเป็นปัญหาต่อไปตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา

นางสาวปิยะขยันขันแข็งทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการสร้างสวน ปลูกสิ่งก่อสร้าง เสียภาษีต่อจากนางสีจนนางสีและนายปลาเสียชีวิต จึงได้ติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว นายปฐมคัดค้านคำขอทันทีอ้างว่าเขาเป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลของนายปอในปี 2529

นางสาวปิยะไม่พอใจเพราะระยะเวลาผ่านมาหลายปีไม่มีใครมาโต้แย้ง หรือคัดค้านการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ เธอจึงฟ้องศาลอ้างว่าที่ดินแปลงนี้ และสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่เป็นของนายปอแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของเธอ นายปฐมไม่มีสิทธิคัดค้าน ขอบังคับให้นายปฐมถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินครั้งนี้ด้วย

จำเลยให้การว่าเดิมที่ดินที่พิพาทเป็นของนายปอ มีนายปัทม์เป็นผู้จัดการมรดก นางสีมารดาโจทก์เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านอาศัยสิทธิของความเป็นทายาท และเมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรมโจทก์ก็เข้าไปอาศัยแทน ครั้งนายปัทม์ตายลงเขาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแทนเพื่อจัดการแบ่งมรดกให้แก่ทายาทของนายปอ เมื่อรู้ว่าโจทก์กำลังยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทว่าเป็นของโจทก์ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจึงคัดค้าน

ในที่สุดศาลวินิจฉัยว่า จำเลยเบิกความว่าหลังจากที่ผู้จัดการมรดกคนแรก ถอนคำร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายปอ อ้างว่าทายาทตกลงจะไปแบ่งกันเอง แต่นางสีมารดาโจทก์ไม่ยอมแบ่งให้กับทายาททุกคน ครั้งจำเลยเตือน นางสีว่าถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอาเอง คำกล่าวเช่นนี้ย่อมแสดงว่านางสีไม่เจตนา ที่จะยึดถือที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นอีกต่อไป นางสียังคงทำประโยชน์ในที่ดินเสียภาษี ในนามของเธอตามที่เอกสารที่อ้างไว้เป็นพยาน

พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่านางสีได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ โดยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองเกินกว่า 1 ปี หาใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นไม่ สิทธิครอบครองจึงตกอยู่แก่นางสี

ครั้งนางสีถึงแก่กรรมโจทก์ซึ่งเป็นบุตรและเป็นทายาทของนางสีก็เข้าครอบครองต่อ และเสียภาษีในนามโจทก์ตามกฎหมายและมีเอกสารอ้างอิง และโจทก์ได้ยื่นฟ้องขับไล่นางตู่หลานสาวและทายาทของนายปอออกจากห้องแถว ซึ่งอยู่บนที่ดินที่พิพาทเช่นนี้ แสดงว่าโจทก์ได้ทำการครอบครองที่พิพาทเป็นของตนเองโดยสงบ และเปิดเผยมาโดยตลอด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์แล้ว แม้ว่าจำเลยจะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลขั้นต้นก็ตามก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ตามสิทธิครอบครองหาใช่ครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วยไม่

จึงพิพากษาให้จำเลยถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเสีย

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1562/2534

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 11 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9912 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600