มิใช่แปลงหนี้ใหม่


ลูกหนี้ ถึงแก่ชีวิต ย่อมเป็นธรรมดาที่เจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิฟ้องกองมรดกให้ชำระหนี้ ได้แค่ไหนก็แค่นั้นดีกว่าไม่ได้ ทายาทผู้มีชีวิตอยู่หากไม่ผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกัน อาจทำใจไม่รับรู้ให้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์มรดกขายทอดตลาดย่อมทำได้ หรืออาจตัดสินใจรับสภาพหนี้ของเจ้ามรดกเพราะต้องการรักษาเครดิตของผู้ตาย หรือทรัพย์มรดกดั้งเดิมย่อมทำได้อีกนั่นแหละ หรืออาจตกลงแปลงหนี้ใหม่คือ ให้รอบคอบถามผู้รู้ดูข้อดีข้อเสียเสียก่อน

นายสิทธิชัย พ่อค้าขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชีวิตผ่านความลำบากเริ่มจากเด็กเข็นผักปากคลองตลาด อดมื้อกินมื้อเลื่อนฐานะเป็นพ่อค้าเร่ออกต่างจังหวัด เปลี่ยนอาชีพครั้งสุดท้ายเมื่อสิบปีผ่านมาขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป ให้พ่อค้าแม่ค้าย่อย มีหลักฐานบ้านช่องเครดิตดี ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงให้การสนับสนุนและให้หยิบยืมเงิน เพื่อนำไปลงทุนครั้งละเป็นล้านบาท

เขาเสียชีวิตเมื่อต้นปี 2533 มีหนี้สินกับญาติฝ่ายภริยา 4 ล้าน 5 แสนบาท นางระวิกานต์ ภริยาและนายส่งสุขลูกชายคนโตรับช่วงธุรกิจต่อ และทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้แทนผู้ตายให้เจ้าหนี้ และเป็นญาติสบายใจว่าไม่เบี้ยวหนี้

ทั้งสองคนตกลงจะชำระหนี้เป็นรายงวด งวดละ 40,000 บาท จนกว่าจะครบเงินกู้ เดือนแรกเริ่มจ่ายวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 และจะจ่ายเดือนละหนึ่งงวด ทั้งคู่ทำตามสัญญา บางงวดจ่ายถึง 300,000 บาท ด้วยหวังว่าจะตัดหนี้ให้หมดสิ้นก่อนสัญญาครบกำหนด

ภายหลังชำระหนี้จนกระทั่งเหลือหนี้เพียง 1,800,789 บาท ไม่อาจชำระหนี้ได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2536 ในสัญญาระบุว่า หากผิดนัดงวดใดหรือไม่ชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที

ทั้งสองถูกฟ้องอีกสี่เดือนต่อมาให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ที่ค้างพร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้เพียงแต่รับรองว่าสิทธิชัยเป็นลูกหนี้โจทก์ ไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย จำเลยทำขึ้นเพราะถูกเจ้าหนี้ฝืนใจให้จำยอม หนี้จึงไม่ผูกพันจำเลยไว้เพียงแต่รับรองว่าสิทธิชัยเป็นลูกหนี้โจทก์ไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย จำเลยทำขึ้นเพราะถูกเจ้าหนี้ฝืนใจให้จำยอม หนี้จึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยให้นำเงินจากกองมรดกของสิทธิชัย และให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้รับจากกองมรดก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของสิทธิชัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จึงเป็นประเด็นทางกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้ในฐานะส่วนตัวหรือไม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์ดูตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่กล่าวข้างต้นเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายลูกหนี้ทำขึ้นเพื่อยอมรับสภาพหนี้ของเจ้ามรดก มิใช่เป็นกรณีของการแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันจะเป็นเหตุให้มูลหนี้เดิมระหว่างโจทก์กับสิทธิชัยระงับลง เพราะเขาได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะทำเอกสารที่อ้างมา

เมื่อพิเคราะห์เอกสารแล้วย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยทั้งสองที่ยอมตนเข้าผูกพันต่อโจทก์ ในฐานะทายาทของผู้ตายไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยทั้งสองจะได้รับ กรณีหาใช่เป็นการวินิจฉัย นอกเหนือจากคำฟ้องและเกินคำขอของโจทก์ไม่

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ฐานะทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 6225/2539

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 12 กันยายน 2005)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600